
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๕๒ นี้ แม่เม้าขอเชิญชวนท่านผู้อ่านได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติ และน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจ พระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย พร้อมทั้งถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์ ผู้ทรงริเริ่มโครงการในพระราชดำริมากมายนานัปการ พระราชประสงค์หลักคือ ให้ประชาชนของพระองค์กินดีอยู่ดี มีสุขภาพแข็งแรง ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด แล้วช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรอันทรงคุณค่าของชาตินั้น ให้เกิดประโยชน์ใช้สอยประโยชน์ด้านจิตใจ ตลอดจนดำรงไว้ซึ่งวิถีประเพณี วัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของบรรพบุรุษไว้ให้เป็นมรดกถ่ายทอดสู่ลูกหลาน ด้วยน้ำพระทัยอันประเสริฐยิ่ง หนึ่งในโครงการนั้นเกี่ยวข้องกับ “สมุนไพร” ด้วยค่ะ
ฉบับนี้ขอเขียนถึง สมุนไพรภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยที่เราต้องหวงแหน รักษาไม่ให้เสื่อมสลายไปตามยุคที่วิทยาการก้าวหน้ามากไป จนเป็นเหตุให้เกิดการบั่นทอนวิถีชีวิตอันสงบสุขของสังคมไทยหมดไปทุกที
การนำพืชผักที่มีอยู่ตามธรรมชาติแวดล้อมใกล้ตัว มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางด้านอาหารได้ถูกหลักโภชนาการ ด้านบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บตามหลักการแพทย์ และใช้บำรุงรักษาในรูปแบบประเทืองความงามตามหลักเวชสำอางของปู่ย่าตายายของเรานั้น มีมานานเท่าๆ กับความเป็นไทยของเราทีเดียว ซ้ำยังใช้ได้อย่างฉลาดเฉลียว อันเป็นผลมาจากการช่างสังเกตค้นคว้า เรียนรู้แล้วทดลอง คิดค้นจากประสบการณ์ยาวนานที่คลุกคลีใกล้ชิด ทำให้พืชผักเหล่านั้นมีคุณค่าต่อสังคมคนไทยมาตั้งแต่อดีต แม่เม้าพูดได้เต็มปากว่า คนไทยมีกระบวนการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์เก่งไม่แพ้ชาติอื่น เพียงแต่เรายังผสานความคิดทางวิทยาการแผนใหม่ยังไม่สอดคล้อง เกิดประโยชน์ใช้สอยได้เต็มที่เท่านั้น บางทีอะไรที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็มีเสน่ห์ในตัวเองเหมือนกันดังที่แม่เม้ายังยินดีที่จะต้มยาด้วยหม้อดิน ปิดปากหม้อด้วยผ้าขาวแล้วปักเฉลวแบบโบราณ ในกรณีเกิดอาการเป็นไข้ธรรมดาๆ แล้วตามด้วยพืชผักที่ทำให้ระบายท้อง เพื่อรุพิษไข้ มากกว่ารับประทานยาปฏิชีวนะของแพทย์แผนปัจจุบัน

สมุนไพร ทำให้วิถีชีวิตคนไทยเคยเป็นไปอย่างราบรื่น สงบสุข สุขภาพดี ไร้มลพิษ ไร้สารตกค้าง เป็นยากลางบ้านที่ถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากครอบครัวสู่สังคม จนกลายเป็นวิถีประเพณีของคนไทยนั้น
มาบัดนี้วิทยาการแผนใหม่ ที่รักษาโรคด้วยยาแผนใหม่ ใช้เครื่องสำอางสมัยใหม่ กินอาหารในรูปแบบใหม่ แม้สามารถอำนวยความสะดวกต่อการบริโภคของคนในสังคม ที่เร่งรีบในการดำรงชีวิตได้มากกว่าก็ตาม ผลเสียก็คือ คนไทยยุคใหม่ลืมคุณค่าภูมิปัญญาแบบไทยๆ ไปเกือบหมดแล้วในวันนี้
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงตระหนักถึงข้อนี้เป็นที่สุด ดังจะเห็นถึงความเป็นห่วงที่ทรงมีต่อสมุนไพรว่า
“ สมุนไพรไทยนี้มีค่ามาก พระเจ้าอยู่หัวทรงฝากให้รักษา
แต่ปู่ย่าตายายใช้กันมา ควรลูกหลานรู้รักษาใช้สืบไป
เป็นเอกลักษณ์ของชาติควรศึกษา วิจัยยาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมัย
ประโยชน์รู้คุณโทษสมุนไพร เพื่อคนไทยอยู่รอดตลอดกาล”
ก่อนจะคล้อยตามว่าสมุนไพรมีดีอย่างไร ลองประมวลประโยชน์กันดูก่อนดีมั้ยคะ ในแง่ของการเป็นยากลางบ้าน ญาติผู้ใหญ่ของเรารู้จักนำเมล็ดต้อยติ่งดอกเล็ก ฝักเล็ก ขึ้นอยู่ทั่วไปไม่ต้องซื้อหา(ซึ่งเป็นคนละชนิดกับต้อยติ่งตามปกติ) เอาเมล็ดแก่มาแช่น้ำ สำหรับพอกฝีดูดหนองให้ฝีแห้งได้

บอระเพ็ด รสขมจัดนี่แหละใช้เป็นยาลดไข้ บำรุงโลหิต บำรุงน้ำดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ
กานพลู มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย อมแก้ปากเหม็นได้ (ส่วนปากเสีย ไม่มียารักษาค่ะ) ลดอาการเจ็บคอ แก้ปวดฟัน ช่วยขับน้ำคาวปลา และแก้อาการท้องอืดเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว

มะขามฝัก มะขามแขก เป็นยาระบายชั้นดี ราคาถูก กินอร่อยถ้าคลุกน้ำตาล เกลือ กับพริกได้สัดส่วนพอเหมาะ

ถ้าจะว่าไปแล้ว ห้องครัวคนไทยสามารถเป็นตู้ยาสามัญประจำบ้านได้วิเศษยอดเยี่ยม กระเทียม แก้อาการปวดท้องจากการติดเชื้อ ป้องกันการเป็นมะเร็งเต้านม และมดลูกในสตรีได้ ถ้ารับประทานสม่ำเสมอนะคะ (ส่วนมะเร็งในอารมณ์ต้องปรึกษาจิตแพทย์ค่ะ) เพราะกระเทียมมีสารเพิ่มภูมิต้านทาน และฆ่าเชื้ออยู่ในตัว

กะเพรา ตะไคร้ พริกไทย หอม ขมิ้นชัน กระชาย พืชผักสวนครัวใช้ปรุงอาหารประจำวัน ต่างก็ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงโรคที่เป็นอยู่เรื้อรังได้
พืชที่ใช้เป็นยาโดยตรง ไม่ได้แอบแฝงมาในแง่ของอาหารนั้นก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไม้เนื้อแข็งหรือเนื้ออ่อน และมักจะเพิ่มความขลังให้เชื่อถือเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ และอภินิหาร ด้วยการตั้งชื่อให้บ่งบอกถึงสรรพคุณไปในตัว เช่น กำลังเสือโคร่ง ใช้ต้มดื่มทำให้เส้นเอ็นแข็งแรง มีข้อแม้ว่า คนใช้ต้องมีความรู้ทางพฤกษศาสตร์ดีพอ ที่จะบอกชื่อสกุลเป็นชนิดใด อาศัยชื่อพื้นเมืองอย่างเดียว อาจสับสนเพราะแต่ละท้องถิ่นเรียกชื่อแตกต่างกัน แทนที่จะอาศัยเป็นยาบำบัดรักษา จะกลายเป็นยาพิษไป ต้องรู้จักใช้ส่วนต่างๆของพืชว่าควรใช้เปลือก ราก ใบ เมล็ด เหง้า ฝัก หรือผล ในการรักษา การเก็บต้องมีกรรมวิธีที่ถูกต้องจึงได้คุณภาพครบถ้วน อย่างพืชใช้ดอกเป็นยา ต้องเก็บขณะดอกยังตูมหรือแรกแย้ม พืชเป็นหัวหรือเหง้า นิยมเก็บขณะมีดอก พืชให้น้ำมันหอมระเหยอย่างมินต์ ต้องเก็บขณะดอกกำลังบาน และเก็บในวันอากาศแห้งดังนี้ เป็นต้น

เกสรดอกไม้ต่างๆ เช่น มะลิ จำปา สารภี พิกุล บุนนาค บัวหลวง ใช้เข้ายาหอมทุกชนิด มีสรรพคุณบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น บรรเทาอาการเป็นลม เมื่อรู้ข่าวว่าได้เลื่อนตำแหน่งเป็นภรรยาหลวงอย่างเป็นทางการ ถ้าจะให้ดีควรเอาขวดยาหอมเล็งเป้าหมาย แล้วเขวี้ยงให้เหมาะเจาะ จะลดอาการปวดหัวใจชะงัดนักแล
หากมองในแง่ของคุณค่าทางอาหาร นอกจากสมุนไพรจะให้กลิ่นหอม รสชาติดีแล้ว ยังให้สารอาหารหลายอย่าง ตั้งแต่คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน และเส้นใยช่วยระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ
คนไทยมีวัฒนธรรมการกิน โดยยึดหลักของพืชผักตามฤดูกาลที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น อาหารหน้าหนาวหรือช่วงต่อระหว่างฤดูกาล จะเน้นอาหารไล่หวัดโดยเฉพาะ เช่นแกงส้ม ประกอบด้วยเครื่องแกงประเภทเครื่องเทศ และน้ำมันหอมระเหยหลายอย่าง ช่วยทำให้หายใจคล่อง ขับลม ลดอาการอืดเฟ้อ อย่างพริกสด กระชาย หอมแดง พริกไทย ตะไคร้ ข่า หน้าน้ำอาหารหลักจะเป็นปลาที่ย่อยง่าย นำมาต้มโคล้ง ต้มส้มกับยอดมะขามอ่อน น้ำพริกจะขาดสำรับไม่ได้ ช่วยให้เจริญอาหารด้วยสารพัดผักเป็นเครื่องเคียงผักแนม อร่อย กับยอดมะกอก ดอกโศก สายบัว ผักแว่น ยอดกระถิน ผักกระเฉด เลือกกินได้ไม่ซ้ำชนิด
คราวนี้มาดูสมุนไพรในแง่เวชสำอางดูบ้าง น้ำมันงาได้จากงาใช้ทาผม น้ำมันตานีจากการเคี่ยวกะทิจนแตกมันผสมกลีบดอกกระดังงาเพิ่มกลิ่นหอม กรองเก็บเฉพาะน้ำมัน ไว้ละลายขี้ผึ้งลงนิดหน่อย จะได้สีผึ้งทาปากแทนลิปสติก นุ่มเนียน กลิ่นหอมติดทน ราคาเยาไว้ใช้ ไม่เสียดุลการค้าให้ชาติอื่น
เผามะกรูด ผ่าซีกคั้นน้ำสระผมรักษารังแคดีนัก บำรุงรากผมไม่ให้หงอกหรือร่วงก่อนวัย ไม่เปลืองยาย้อม แถมกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ หากเบื่อมะกรูดก็ใช้บวบขมสระแทน มีฟองนิดๆ แต่ผมสะอาดดี
มาบำรุงผิวพรรณกันดีกว่า หลังจากอิ่มแกงส้มผักรวมแล้วผสมส้มมะขามเปียก ขมิ้น ไพล พิมเสน เกลือเม็ด ปั่นกับครกไฟฟ้าให้ละเอียดกึ่งหยาบ เอามาขัดตัว ฟอกผิว มีสรรพคุณสมานผิว บำรุงผิวให้นุ่มนวล พิมเสนหอมเย็น ทำให้ผ่อนคลาย สบายตัว กลิ่นเหงื่อไม่เหม็นอับ เดินผ่านใครเขาจะหันกลับมาหาเจ้าของกลิ่นหอมคลาสสิคแบบไทยๆ ไม่ใช่นึกว่าเดินผ่านช้างเน่าทั้งโขลง มีดีกว่าเกลือหอมของฝรั่งเป็นไหนๆ
ผิวดีแล้ว ประพรมน้ำอบ น้ำปรุงสัก ๓-๔ หยด นุ่งห่มเสื้อผ้าที่ซักด้วยน้ำยาลูกซัด ต้มกับเปลือกชะลูดขาว หรืออบร่ำด้วยเมล็ดลูกซัดจะได้กลิ่นหอมแรงติดตัว สมกับคำโบราณที่ว่า สาวไทยโบราณนั่งที่ไหนหอมติดกระดานที่นั่น สาวไทยสมัยใหม่จะเอาไปใช้บ้าง ได้กลิ่นใหม่ หอมแปลกกว่าน้ำหอมสังเคราะห์ เก๋โดยไม่ต้องเลียนแบบใครอีกต่างหาก
เขียนมาถึงตรงนี้ แม่เม้าภูมิใจ และซาบซึ้งในภูมิปัญญาของปู่ย่าตาทวดที่ท่านฉลาดใช้ ฉลาดคิด ฉลาดสังเกต ทำให้พืชผักธรรมดารอบตัว สามารถช่วยดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม เรามาช่วยกันให้พระราชปรารภ “พระเจ้าอยู่หัวทรงฝากให้รักษา” เป็นจริงในเร็ววันกันเถิดค่ะ เพียงทำให้ครบวงจรสักนิด โดยเริ่มจากอาหารที่เน้นประโยชน์ครบถ้วนทางสารอาหารแบบไทยๆ เพื่อบำรุง และบำบัดไปพร้อมกัน ทำอย่างไรให้ลูกหลานเราเลิกกินอาหารขยะ กลาดเกลื่อนเมืองตามความนิยมผิดๆ ในขณะนี้เสียที เพื่อปูพื้นฐานให้เขารู้จักยาที่ได้จากสมุนไพร จนยอมรับว่า เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของคนไทยไปตลอด
ขณะนี้องค์การเภสัชกรรมของไทย ได้พยายามขั้นต้นด้วยการสกัดตัวยาจากสมุนไพรพื้นบ้านออกจำหน่ายให้บริโภคได้สะดวกขึ้น เช่น ยาแก้ไอมะแว้ง เจลว่านหางจระเข้ ซึ่งสถาบันการแพทย์แผนไทยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชนอีกหลายแห่งกำลังช่วยกันอย่างแข็งขัน รณรงค์ และจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการแพทย์แผนไทยให้ก้าวไกลกว่านี้
แม่เม้าขอเป็นกำลังใจให้นะคะ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com
