การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

แต่งงาน by แม่เม้า

9 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
8 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#46]

แต่งงาน

          คงไม่ง่ายนักที่ชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งเริ่มต้นจากคนแปลกหน้า ไม่เคยรู้นิสัยใจคอกันมาก่อน จะตัดสินใจตกลงมั่นเหมาะว่าคนนี้แน่แล้วที่เราควรร่วมหัวจมท้ายอยู่กินกับเขาฉันสามีภรรยา หากเมื่อดีดลูกคิดรางแก้วฝังเพชร บวก ลบ คูณ หารแล้ว คิดว่าสามารถแบ่งปันความรู้สึก ทั้งทุกข์ และสุขแก่กันและกันได้ทุกเมื่อ นับตั้งแต่เป็นคู่ควง คู่รัก คู่รส คู่หมาย คู่หมั้นตลอดจนตั้งใจจะตกลงปล่องชิ้นเป็นคู่ตุนาหงันยาวนานจนเหี่ยวยานไป ทั้งตัว เขาก็ยังรักเราหลงเรา ไม่เคยชำเลืองแลใครอื่นทั้งต่อหน้า และลับหลัง นอกจากเราแล้วละก็ตะครุบค่ะ ตะครุบไว้อย่าให้รอดไปมีสัมพันธไมตรีกับใครเข้าเชียว คุณสมบัติ หรือสเป็คอย่างนี้หายากจนต้องช่วยกันอนุรักษ์แล้วละค่ะ

          ถ้าเฟ้นแล้วเฟ้นอีก ก็ยังไม่ถูกใจร้อยเปอร์เซ็นต์ คือยังไม่โดนใจจริงๆ ให้ถามตัวเองว่า ตั้งมาตรฐานคุณสมบัติของผู้จะมาเป็นหุ้นส่วนชีวิตประมาณการไว้สักเท่าใด จึงจะพอกล้ำกลืนโดยไม่ต้องฝืนทนนัก ก็ตกลงปลงใจไปเหอะ หากคิดว่า ยังไง้...ยังไงก็ทำใจไม่ได้ ขอสมัครอยู่บนคานทองให้หน้าขาวเป็นยองใย เพราะกลัว “มีลูกกวนตัว มีผัวกวนใจ” เราก็ไม่ว่ากันอยู่แล้ว

          แค่พิจารณาคุณสมบัติโดยเพ่งเล็งโทษสมบัติกัน ก็แทบต้องเอาเท้าก่ายหน้าผาก ยังค่ะ นี่แค่โหมโรงชิมลางนิดๆหน่อยๆเท่านั้น เรื่องใหญ่ขนาดกลาง เรื่องใหญ่ขนาดใหญ่ กับเรื่องใหญ่ขนาดอภิมหาใหญ่ จะตามมาอีกหลายระลอก

          รวบรัดตัดความเอาว่า จะแต่งงานละนะ ขั้นตอนแรกก็ต้องมีการทาบทาม สู่ขอกันก่อน ไหว้วานผู้ใหญ่ผู้ปกครองในบ้าน หรือจะให้เถ้าแก่ทำหน้าที่ก็ได้ อยู่ดีๆชิงพาหนีก็กระไรอยู่ เดี๋ยวเจอข้อหาพรากผู้เยาว์ไม่รู้ด้วยนะเออ ไม่แน่อีกแหละ ถ้ามีเบนซ์คันโตเท่าบ้านพร้อมคนขับรูปหล่อ โดยไม่ต้องรอตะไบอีกสักคน แม่เม้าคงโอเคโดยไม่ต้องขอเวลาคิด ขืนคิดมากก็จะชวดซะเปล่า

          คนโบราณไปสู่ขอลูกสาวบ้านไหน เถ้าแก่ที่รับหน้าเสื่อไปทาบทาม จะได้รับแจกสีผึ้งด้วยคาถาหัวใจกรณีย์กำกับ “โอมละลวย มหาละลวย ใครได้ฟังขอให้งงงวย” มาทาปากซะรอบสองรอบ เป็นหลักจิตวิทยา เรียกความเชื่อมั่นให้บรรดาเถ้าแก่แน่ใจว่า วาจาตัวเองดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว ก็ใช่ว่าจะผลีผลามสู่ขอเลยได้ที่ไหน ตามธรรมเนียมแล้วมักใช้โวหารในเชิงเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์ นางทองประศรีไปสู่ขอนางพิมพิลาไลยให้พลายแก้ว เธอใช้สำนวนน่าฟังจริงๆ

“จะขอพันธุ์ฟักแฟงแตงน้ำเต้า ที่ออเจ้าไปปลูกในไร่ข้า

ทั้งอัตคัดขัดสนจนเงินตรา จะมาขายออแก้วให้ช่วงใช้

อยู่รองเท้านึกเอาว่าเกือกหนัง ไม่เชื่อฟังก็จะหาประกันให้”

 

          มีคนรับประกันมั่นเหมาะขนาดนี้ เห็นทีต้องรีบยกลูกสาวให้แน่ๆ ได้ลูกเขยมารับใช้ยังไม่พอ แถมให้ทุบตีแก้เซ็งได้อีกแน่ะ

          นี่เป็นการสู่ขอของคนภาคกลาง เป็นชาวพายัพฝ่ายหญิงจะเป็นผู้สู่ขอต่อผู้ปกครองฝ่ายชาย เหมือนธรรมเนียมชาวอินเดียเปี๊ยบเลย


8 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          หากตกลงกันได้ จะนัดวันเตรียมขันหมาก เพื่อนำไปพร้อมกับของอื่นในพิธีหมั้นหรือแต่งงาน เป็นเครื่องคารวะผู้ปกครองฝ่ายสาว สุดแต่ว่าจะหมั้นแล้วแต่งเลย หรือหมั้นไว้ก่อน แต่งทีหลัง หมั้นแล้วฝ่ายชายต้องสร้างเรือนใหม่จึงมี ประเพณีปลูกเรือนหอ ขึ้นมาอีกอย่าง ซึ่งต้องมีฤกษ์ยามลงเสาเอก เลือกทิศที่ดีๆ กัน สมัยนี้เจ้าบ่าวฐานะเบี้ยน้อยหอยน้อย คงหมดปัญญาปลูกเรือนหอ แค่คอนโดมิเนียมหรือทาวน์เฮ้าส์ก็หืดขึ้นคอ เข้าใจกันว่าเรือนหอเป็นของฝ่ายชายสร้าง จะสร้างในที่ของฝ่ายหญิง หรือฝ่ายชายก็ได้ ส่วนเครื่องเรือนเป็นของฝ่ายหญิงจัดหามาตกแต่งเอง

          วันสุกดิบหรือวันก่อนวันแต่งงาน ตอนเช้าฝ่ายชายนำผ้าไหว้ และขันหมากไปบ้านเจ้าสาว ผ้าไหว้เป็นของกำนัลจากเจ้าบ่าวมอบให้บิดา-มารดาฝ่ายหญิงคนละสำรับ มีผ้าขาวสำหรับไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับของฝ่ายหญิงอีกสำรับ เสร็จงานแล้วฝ่ายหญิงจะนำไปตัดเย็บเป็นสงบจีวร หรือกลดมุ้งถวายพระ อุทิศส่วนกุศลไปตามเจตนา


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ตัวขันหมากหมั้น บรรจุหมากจำนวน ๔, ๘ หรือ ๑๖ ผล พลูมี ๓, ๔, ๕ เรียง แต่ละเรียงมี ๕, ๘ หรือ ๑๐ ใบ บรรจุปูนแดงกับยาจืดกับหมากไปด้วย มีขันใส่ทองเงินสินสอด และแหวนสำหรับหมั้นรองด้วยใบเงิน ใบทอง ใบนาก โรยด้วยถั่วงา ข้าวเปลือก ซึ่งถือว่าเป็นของมงคลให้เงินทองงอกเงย เพิ่มพูนรวดเร็วเหมือนข้าว ถั่ว และงานั่นเอง

          ขันหมากแต่งมี ๒ ชนิด ขันหมากเอก นั้น ของที่บรรจุเหมือนขันหมากหมั้น มีขันบรรจุเงินสินสอด เพิ่มเตียบอาหารคาวหวาน กับพานผ้าไหว้อย่างละหนึ่งถึงสามคู่ ส่วน ขันหมากโท จะเป็นพวกขนม ผลไม้ ใช้สำหรับเลี้ยงแขกนั่นเอง มักเป็นจำนวนคู่ มีตั้งแต่สิบที่ขึ้นไปตามฐานะ เงินสินสอดนั้นสาวโบราณที่ได้เข้าถึงร้อยชั่ง ถือกันว่าเยี่ยมยอดลือไปหลายคุ้งว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนสมเป็นกุลสตรี เลยได้สำนวนเรียกหญิงสาวที่ดีเลิศประเสริฐศรี จนเจ้าบ่าวยอมทุ่มสุดชีวิตว่า “แม่ร้อยชั่ง” แม่พิมเธอได้ค่าสินสอดทองหมั้นพอสมน้ำสมเนื้อกับฐานะของพลายแก้ว ซึ่งก็ไม่เลวนักหรอก

          “ข้าจะให้ลูกข้าสิบห้าชั่ง ขันหมากมั่งน้อยมากไม่จู้จี้

          ผ้าไหว้สำรับหนึ่งก็พอดี หอมีห้าห้องฝากระดาน”


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          เช้าของวันแต่งงาน ฝ่ายหญิงจัดเด็กถือพานมาเชิญเจ้าบ่าวขึ้นเรือน พวกเจ้าสาวจะถือแพรสี หรือสายสร้อย เข็มขัดเงินบ้าง ทองบ้าง มายืนกั้นประตูเป็นธรรมเนียม ๓ ชั้น ประตูบ้านเรียกประตูเงิน ประตูทอง ส่วน ประตูเรือนหอเรียกประตูแก้ว เจ้าบ่าวต้องแจกเงินเป็นค่าผ่านประตูตามแต่จะพอใจ ตกเย็นพระสงฆ์สวดมนต์ ทำน้ำพระพุทธมนต์ สวดจบผู้ใหญ่สวมมงคลให้บ่าวสาว พร้อมรดน้ำพระพุทธมนต์ พระสงฆ์สวดชยันโตให้ เสร็จแล้วเจ้าบ่าวออกมาผลัดผ้านุ่ง เด็กฝ่ายเจ้าสาวจะรับไปซัก เจ้าบ่าวจึงต้องมีเงินผูกชายผ้านุ่งไว้เป็นของรางวัลตามสมควร


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          เสร็จพิธีรดน้ำแล้ว จะเป็นการไหว้ผีบรรพบุรุษ ไหว้บิดา-มารดา และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว ผู้ใหญ่จะรับไหว้ด้วยสิ่งของ เงินทอง พร้อมให้พร แล้วเชิญคู่สามีภรรยาที่รักใคร่ ร่วมชีวิตกันมายาวนาน เจริญรุ่งเรือง ฐานะมั่นคงมาปูที่นอนให้ มีการเอาเคล็ดด้วยการลงนอนแล้วเล่าความฝันที่เป็นมงคลแก่บ่าวสาว เมื่อได้ฤกษ์มารดาฝ่ายหญิง หรือเถ้าแก่จะพาเจ้าสาวไปส่งให้เจ้าบ่าวในเรือนหอ เป็นอันจบพิธีแต่งงาน แต่ชีวิตการครองเรือนเพิ่งเริ่มต้น จะยืนยาวเพียงใดขึ้นอยู่กับคนสองคนช่วยกันประคับประคองให้ถึงที่สุด


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ปัจจุบันเรียกพิธีแต่งงานว่า “มงคลสมรส” พระยาอนุมานราชธน สันนิษฐานว่าคงตัดมาจาก เสกสมรส ซึ่งรัชกาลที่ ๖ ทรงบัญญัติขึ้นใช้สำหรับเจ้านาย แยกเป็น

          วิวาหมงคล ใช้สำหรับเจ้าสาวไปอยู่บ้านเจ้าบ่าว กับ อาวาหมงคล เมื่อเจ้าบ่าวมาอยู่บ้านเจ้าสาว

          คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์กล่าวว่า การแต่งงานมี ๘ อย่าง อ่านแล้วเห็นว่าแบบไหนทั้งเวิร์คทั้งจ๊าบก็เลือกใช้บริการเอาเถอะ

          พรหมวิวาหะ บิดามารดายกลูกสาวให้พราหมณ์ผู้รู้พระเวท โดยไม่เรียกสินสอด ถือว่าให้เปล่าๆ เพราะถูกใจว่างั้นเหอะ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          อย่างที่สองพ่อแม่ยกลูกสาวให้ฝ่ายชายผู้ยกวัวควายเป็นค่าจ้างทำพิธีบูชายัญแด่พราหมณ์ เรียกว่า เทวตาวิวาหะ ที่ยกให้คงเห็นว่าฝ่ายชายบูชาเทวดา น่าจะเป็นคนมีศีลธรรมกระมังชนิดที่เรียก อิสอวิวาหะ พ่อแม่ยกลูกสาวให้ก็ต่อเมื่อ ฝ่ายชายนำวัว-ควายคู่ หรือสองคู่มามอบให้ฝ่ายหญิง

          ชนิดต่อมาคือ ปชาปติวิวาหะ พ่อแม่ยกลูกสาวให้พร้อมกับสั่งว่า “เจ้าจงร่วมกันประพฤติธรรมเถิด”
          
          อสุรวิวาหะ พ่อแม่ฝ่ายหญิงมีฐานะยากจน จึงยกลูกสาวให้แก่ชายผู้มีทรัพย์พอสมควร

          รากษสวิวาหะ เป็นการได้ผู้หญิงมาเป็นภรรยาเพราะสู้ชนะผู้ปกครองฝ่ายหญิง ไทยเราน่าจะเรียกว่า “เมียเชลย” ซะละกระมั้ง

          คันธรรพวิวาหะ หรือคนธรรพ์วิวาห์ เป็นการได้เสียกันเองตามความสมัครใจ พูดง่ายๆ ว่าเป็นการแต่งงานโดย วิธีลัด แม่เม้าถนัดกับคำว่า “วิวาห์เหาะ” ค่ะ รวดเร็วดี สุดท้ายคือ ปีศาจวิวาห์เหาะ ชนิดนี้ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ใช้เรียกชายที่ลอบลักหญิง ขณะสาวเจ้าหลับอยู่ หรือ เมาไม่ได้สติหรือสลบค่ะ เรียกง่ายๆ ว่า ลักหลับไงคะ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          การแต่งงานโดยหลักการมี แต่งงานภายในวงศ์สกุลเดียวกันประเภทเรือล่มในหนอง ทองจะได้ไม่ไปไหน กับแต่งงานนอกวงศ์สกุลซึ่งถูกต้องตามหลักพันธุกรรมมากกว่าชนิดแรก ถ้านับเรื่องการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักก็แยกเป็น อยู่ในถิ่นชายกับถิ่นฝ่ายหญิง หากนับลักษณะของการมีสามีภรรยาแบ่งได้เป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว กับมากผัวมากเมียในคราวเดียวกัน


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          เรื่องของการแต่งงานนั้น ยิ่งต่างชาติกันยิ่งต่างประเพณีกันไป ชาวมุสลิมถือว่าการแต่งงานเป็นหน้าที่สำคัญของชีวิต ส่วนจำนวนของเมียใช้เป็นดัชนีบอกความเป็นเศรษฐีของชาวแอฟริกา แม่เม้าชอบใจตรงที่ว่า นอกจากท่านจะมีเมียได้ไม่จำกัดจำนวนแล้ว เมียแต่ละนางต่างแยกกันไปปลูกบ้านคนละหลัง แล้วผลัดกันเข้าเวรปรนนิบัติรับใช้พ่อเจ้าประคุณเพียงคนละ ๓ วัน เพี้ยง! ชาติหน้าฉันใดขอเกิดเป็นชายแอฟริกันหน่อยเถอะ ยังไม่ทันเบื่อเธอก็เปลี่ยนหน้าซะแล้ว น่าสนใจไม่หยอก แต่พอมาเจอหญิงทิเบตกับอินเดียบางท้องถิ่น เธอสามารถมีสามีได้ทีละหลายคน แบบตีท้ายครัวของไทยคือ รวบตั้งแต่พี่ชายคนโตกินแถวลงไปถึงน้องชายคนเล็กได้ด้วย ก็เกิดอาการรักพี่เสียดายน้องขึ้นมาตะหงิดๆ

          ทางเอเชียเราหลายชาติ มีประเพณีให้ฝ่ายชายไปรับใช้ฝ่ายหญิงซะก่อนระยะหนึ่งอาจจะเป็น ๓ ถึง ๗ ปี สาวเจ้าพอใจเมื่อไรจึงค่อยตกลงแต่งงานด้วย เช่น มอญ ขอม และเวียดนาม สมแล้วกับคำว่า “เจ้าบ่าว” คือชายผู้รับใช้งานหนัก เอาแรงตัวต่างควายตามสำนวนไทยลื้อว่า “เอาแฮงโต๋ต่างควายนา” แท้ๆ เลยเชียง

          เจ้าสาวมอรอคโคต้องร้องไห้ขณะเตรียมตัวออกจากบ้านไปเข้าพิธีแต่งงาน ตรงกับฮินดูโบราณ ซึ่งถือว่าการร้องไห้ของเจ้าสาวเป็นธรรมเนียมที่ต้องทำ เหมือนชาวเยอรมันที่เชื่อกันว่า การร้องไห้ทำให้เกิดความสุข เจ้าสาวร้องไห้มากเท่าใดเพื่อนบ้านยิ่งยกย่อง แม่เม้าก็ร้องไห้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ร้องไห้เพราะอยากให้ชีวิตมีความสุขมากๆ หรอกค่ะ แค่คิดถึงเงินต้นกับดอกเบี้ยรายเดือน ที่ต้องส่งหลังกู้เขามาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ กับจำนวนวงศาคณาญาติของเรากับเขาอีกหนึ่งล้านกับสี่สิบแปดคน น้ำตาก็พานไหลไม่หยุดมาจนถึงทุกวันนี้ เบนซ์ที่ใฝ่ฝันว่าจะได้นั่งยามแต่งงานแล้ว ก็ยังคงเป็นแบบสองประตู ยี่สิบหน้าต่าง ไม่เปลี่ยนแปลง

          อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อย่าเพิ่งท้อ ถามใจตัวเองอีกทีว่าจะเลือกอย่างไหนดีระหว่าง “อยู่คนเดียวเปลี่ยวใจ แสนสบายแต่ไม่สนุก” กับ “อยู่สองครองทุกข์ แสนสนุกแต่ไม่สบาย”

          ตัดสินใจอย่างไร ไม่ต้องบอกแม่เม้าหรอกนะคะ ตามสบายค่ะ


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com