ไปนมัสการพระบรมธาตุ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ไปนมัสการพระบรมธาตุเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา (๔) by ศรีลังกา

3 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
9 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#185]

ไปนมัสการพระบรมธาตุเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา (๔)

          ชาวคณะเข้านั่งประจำที่ตรงปะรำริมถนนได้ไม่ถึง ๑๐ นาที ที่ไกลตาออกไปด้านขวามือของถนนก็มีแสงไฟสว่างโชติช่วงขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงปี่กลองแว่วมา...

          ขบวนแห่งานเปราเฮร่าอันตระการตาเริ่มอุบัติ!

          ขบวนแห่ยาวเหยียดเริ่มด้วยการแสดงเป็นชุด ๆ ด้วยเครื่องแต่งกายสวย ๆ แบบโบราณของลังกา มีทั้งรำฟ้อนตามจังหวะดนตรีที่มีปี่มีแตรกับกลองหนังเป็นหลัก แถมยังมีกายกรรมโชว์ประกอบอีก เรียกว่างามละลานตาเลยทีเดียว ถัดจากคณะระบำรำฟ้อนก็จะคั่นด้วยช้างที่ประดับประดาแต่งองค์ทรงเครื่องกันเต็มยศมากันเป็นคู่ ๆ...

          งานนี้ถ่ายรูปค่อนข้างยาก เพราะทางผู้จัดสั่งดับไฟฟ้าบริเวณงานทั้งหมด แต่ใช้ไฟแบบคบเพลิงที่มีเนื้อมะพร้าวตากแห้งเป็นเชื้อไฟเท่านั้น

          แต่ถ้ามองด้วยตาเปล่าจะสวยงามอลังการจริง ๆ!

          ขบวนคนขบวนช้างใช้เวลาเกือบชั่วโมงจึงมาถึงจุดสุดยอดของเปราเฮร่า คือขบวนช้างเชือกสำคัญที่ใช้เป็นพาหนะนำเสด็จพระทันตธาตุแห่งสมเด็จพระบรมศาสดาผ่านหน้าพวกเราไป ช้างสำคัญเชือกนั้นถูกประดับประดาด้วยผ้าสีแดงเข้มปักลายดอกสีทองระยับระยิบ โดยมีเจดีย์ทองคำบรรจุพระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ในบัลลังก์ยอดโดมสีทองอร่ามตาโดยมีไฟกะพริบหลากสีส่องแสงวะวับตาประดับโดยรอบ

          ทุกคนที่คอยเฝ้าชมพระบารมีทั้งชาวลังกาและคณะชาวไทยต่างยกมือพนมท่วมศีรษะนมัสการพระบรมธาตุโดยทั่วกัน

          ทุกคนในคณะต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ขนลุกซู่’ ด้วยสามารถสัมผัสได้ถึงกระแสอันพิสุทธิ์ด้วยพระบารมีแห่งองค์พระตถาคตเจ้าในคราวนั้น และอีกหลายคนถึงกับน้ำตาคลอด้วยแรงปีติในหัวใจ

          ไม่เสียแรงที่มาศรีลังกาคราวนี้!


2 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ดึกพอควร กว่าขบวนแห่เปราเฮร่าจะสิ้นสุดลง แม้ชาวคณะจะรีบลุกจากที่นั่งออกจากงาน แต่ก็ยังช้ากว่ามหาชนชาวลังกานับหมื่นที่ทะลักทลายตามหลังมาติด ๆ เรียกว่าคลื่นพลังศรัทธาของชาวศรีลังกาที่มีต่อพระพุทธศาสนานั้นมีล้นเหลือจริง ๆ ล้นจนชาวคณะแทบจะไหลไปตามกลุ่มคนจนตั้งหลักไม่ทัน แต่ทว่าพวกเราก็ไม่มีใครบ่น

          คงเพราะแรงปีติแรงศรัทธาของพุทธบริษัท ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็มิได้แผกไปจากกันนั่นเอง

          จากงานเปราเฮร่า รถบัสพาชาวคณะกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมบนเขาอีกครั้ง เพราะพรุ่งนี้เช้ามืดต้องตื่นขึ้นเตรียมตัวไปนมัสการพระบรมธาตุ ณ วัดศรีดาลดามาลิกาวะ เป็นคณะแรก เพราะถ้าสายเกินไป อาจมีคณะอื่นไปแล้วก่อนหน้า ต้องรอคิวกันอีก

วันที่ ๓ ของการเดินทาง

          ทุกคนตื่นกันตั้งแต่ตีสี่เพื่ออาบน้ำชำระร่างกายและพร้อมใจกันแต่งชุดขาวโดยถ้วนหน้า ด้วยวันนี้ได้มีโอกาสเข้านมัสการพระบรมธาตุอย่างใกล้ชิด

          อาหารเช้าที่โรงแรมอร่อย แต่ผู้แสวงบุญทั้งคณะใช้เวลาสั้น ๆ ในห้องอาหาร คงเพราะความอิ่มเอมในหัวใจกับเวลาสำคัญที่รอคอยข้างหน้า

          เมื่อมาถึงวัดศรีดาลดามาลิกาวะ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว’ ซึ่งยังเป็นเช้ามืดอยู่ รถบัสต้องจอดภายนอกบริเวณ และเราทั้งหมดต้องเดินฝ่าละอองไอหมอกเข้าไปในบริเวณวัดที่เป็นเขตพระราชวังเดิม ก่อนจะเข้าไปสู่ประตูพระวิหาร เจ้าหน้าที่ของวัดทำการตรวจค้นทุกคนเพราะกลัวพกอาวุธเข้าไปข้างในด้วย ชาวลังกาเป็นผู้ได้ชื่อว่าหวงแหนพระธาตุเขี้ยวแก้วยิ่งกว่าชีวิต

          ก่อนถึงประตูวิหาร มีซุ้มขายดอกไม้ที่ทำเป็นกระทง มีทั้งดอกลั่นทม... ดอกบัวอยู่ข้างใน...บางท่านอาจนึกสงสัยทำไม...ใช้ดอกลั่นทมถวายพระ บ้านเราถือว่าดอกลั่นทมไม่เป็นมงคลนาม แต่ที่ลังกาเขาไม่ถือกันครับ

          พวกเราชาวคณะถอดรองเท้าแล้วเดินเท้าเปล่าผ่านบันไดหินเข้าไปข้างในซึ่งเป็นชั้นล่างของหอมณเฑียรที่ประดิษฐานพระทันตธาตุ สิ่งแรกที่ได้ยินคือการประโคมดนตรี อันประกอบด้วยกลองและปี่เพื่อบูชาพระบรมธาตุ เสียงดังเป็นจังหวะไพเราะเร้าใจยิ่ง โดยเฉพาะเสียงปี่ ทำเอาเรารู้สึกตื้นตันจนน้ำตาคลอ

          ผู้ที่ประโคมปี่กลองบูชาพระทันตธาตุนั้น สวมกางเกงสีขาวไม่ใส่เสื้อ คาดด้วยผ้าแดง ส่วนศีรษะโพกผ้าคล้ายหมวกสีขาว

          จากจุดนั้น เราต้องเดินผ่านไปขึ้นบันไดอีกหลายขั้นจึงไปอยู่หน้าหอมณเฑียรที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ ด้านหน้าประตูเข้าทำเป็นดอกสี่เหลี่ยมล้อมด้วยลูกกรงไม้ เราทุกคนต่างเข้าไปนั่งรอกันที่นั่น

          และถือโอกาสสวดมนต์ถวายพระรัตนตรัยกันตรงนั้นเลย


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ตามประวัติแล้ว ‘พระเขี้ยวแก้ว’ แห่งพระบรมศาสดา มีทั้งหมด ๔ องค์ องค์แรก พระอินทร์เป็นผู้เก็บรักษา องค์ที่สอง อยู่ในแคว้นคันธาระของอัฟกานิสถาน องค์ที่สาม กษัตริย์แห่งเมืองนาคารักษาเอาไว้ และองค์ที่สี่ คือองค์ที่สถิตอยู่ในลังกาขณะนี้

          แต่ปัจจุบันประเทศจีนได้เปิดเผยว่า ได้มีพระทันตธาตุอยู่หนึ่งองค์ ประดิษฐานในพระเจดีย์เจาเหียน วัดหลงกวง กรุงปักกิ่ง... ซึ่งอยู่ที่นั่นมายาว นานกว่า ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งมีปราชญ์ด้านพระศาสนาได้สันนิษฐานว่า พระเขี้ยวแก้วองค์นี้น่าจะเป็นองค์ที่อยู่แคว้นคันธาระ ต่อมาย้ายไปอยู่อาณาจักรอุทยานและได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองโขตาน คือซินเกียงในปัจจุบัน เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๐ หลวงจีนฟาเหียน ได้อัญเชิญจากเมืองโขตานมาไว้ที่นานกิง จากนานกิงไปเมืองเชียงอาน ท้ายที่สุดย้ายไปประดิษฐานที่นครปักกิ่งมาตราบเท่าทุกวันนี้

          ส่วนประวัติพระทันตธาตุที่เราทั้งหลายจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้ากราบนมัสการในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้น เป็นพระทันตธาตุเบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ ซึ่งพระเขมเถระได้อัญเชิญจากจิตกาธานไปถวายพระเจ้าพรหมทัตแห่งนครทันตปุระ แคว้นกลิงค์ จนถึงสมัยพระเจ้าคุหสีวะ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้ามหาเสนะแห่งลังกา

          ต่อมามีข้าศึกมาประชิดพระนคร พระเจ้าคุหสีวะเห็นทีว่าพระองค์จะปราชัยต่อข้าศึก และเกรงว่าพระทันตธาตุจะตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู จึงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าหญิงเหมมาลา ซึ่งเป็นพระธิดาของพระองค์ กับเจ้าชายทันตกุมารที่เป็นพระราชนัดดา และเป็นพระสวามีของเจ้าหญิงเหมมาลา นำพระทันตธาตุเสด็จสู่ลังกา ถวายพระเจ้าเกียรติเมฆวรรณที่ครองราชย์อยู่ ณ เมืองอนุราชปุระ

          หลังจากนั้นพระทันตธาตุก็สถิตอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ในเกาะลังกา เช่นเมืองอนุราชปุระ โปโลนนรุวะ จนที่สุดพระเจ้าวิมลธรรมสุริยะที่ ๒ ได้อัญเชิญมาจากเมืองพุลดาน มาประดิษฐาน ณ วัดศรีดาลดามาลิกาวะ หรือวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นตราบจนปัจจุบัน

          ลักษณะของพระทันตธาตุเขี้ยวแก้วนี้มีผู้ที่เคยเห็นมาในอดีตเล่าว่า มีรูปร่างไม่เหมือนกรามหรือเขี้ยวคนจริง ๆ เป็นสีขาว ตอนต้นเป็นรอยตัดตอนปลายเรียวมน แต่ก็มีผู้รู้อีกหลายท่านคัดค้านว่าที่เห็นคือตลับงารูปช้างที่ห่อหุ้มเป็นชั้นในสุดมากกว่า

          แต่รูปพรรณสัณฐานจริง ๆ ของพระทันตธาตุได้ถูกบันทึกเอาไว้โดย พระธรรมทูตไทยในอดีตคือ ‘พระธรรมไมตรี’ ซึ่งเดินทางมาลังกากับพระอุบาลีเถระในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ข้อความมีดังนี้ครับ

 ‘ครั้นเวลาบ่าย ประโคมแตร สังข์ ปี่ กลอง ยิงปืนใหญ่ ๗ นัด พระเจ้ากรุงลังกาทรงเครื่องเหมือนเสด็จออกทุกครั้ง เปลี่ยนแต่พื้นและสีต่าง ๆ มีเช็ดหน้าครุยข้างปกหลัง พระหัตถ์ชูดอกบัว ๖ กลีบ ๓ ชั้น มีห่วงลอดทองรัดพระทันตธาตุในฐานดอกบัวนั้นมีสัปทนเงินคู่ กระฉิ่งเงินคู่ พระแซ่คู่ แห่พระทันตธาตุมา

          และพระเจ้ากรุงลังกาชูพระทันตธาตุขึ้นสูงกว่าดอกบัวทองประมาณ ๓ ศอก ให้พระอุบาลี พระอริยมุนี พระสงฆ์ทั้งปวงนมัสการ แล้วเอาผ้าขาวหนา ๑ ผ้าขาวบาง ๑ รวม ๒ พับ ผ้าอุรังไสพับ ๑ แผ่นเงิน ๑ แผ่น แผ่นจันทน์ท่อน ๑ มาพระราชทานให้ข้าพเจ้าบูชา แล้วเชิญพระทันตธาตุมาที่อัฒจันทร์ชูให้ข้าพเจ้านมัสการใกล้ประมาณศอกคืบ และสัณฐานพระทันตธาตุนั้นเหมือนดอกจำปาตูม พระรัศมีต้นเหลือง ปลายแดงอ่อน ๆ แล้วเชิญพระทันตธาตุขึ้นไปบนที่เสด็จออก ชูพระทันตธาตุให้อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงโมทนา อาณาประชาราษฎร์ยกมือนมัสการร้องสาธุ...สาธุ...สาธุ พร้อมกันอึงคะนึง... ฯลฯ

          ทั้งหมดนั่นคือประวัติความเป็นมาโดยคร่าว ๆ อีกทั้งรูปพรรณสัณฐานที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นองค์จริง ๆ ของพระเขี้ยวแก้วอีกแล้วในปัจจุบัน...เพราะพระทันตธาตุได้ถูกประดิษฐานอยู่ในสถูปหรือเจดีย์ทองคำซ้อนกันถึง ๑๐ ชั้น สถิตอยู่ในหอมณเฑียรตรงหน้าเราในขณะนี้

          เสียงสวดมนต์ของชาวคณะสิ้นสุดลงได้ไม่กี่นาที ประตูมณเฑียรประดิษฐานพระบรมธาตุพระเขี้ยวแก้วก็เปิดกว้างออก เจ้าหน้าที่รักษาหอมณเฑียรชาวลังกาก็เชิญเราเข้าไปด้านใน

          ภายในหอมณเฑียรประดับประดาด้วยเครื่องเงินเครื่องทองลวดลายวิจิตรงามตา หากก็มิอาจดึงดูดสายตาชาวเราได้เท่ากับสถูปทองคำที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในตู้กระจกเบื้องหน้า...เพราะทุกคนรู้ว่า...พระเขี้ยวแก้วแห่งองค์พระบรมศาสดาสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนั้น!

          พระเจดีย์ทองคำ ๗ ชั้นซ้อนกันตั้งแต่ขนาดเล็กไล่ออกมาจนถึงขนาดใหญ่ชั้นนอกสุด ถูกประดับด้วยแก้วแหวนเพชรนิลจินดา สร้อยถนิมพิมพาภรณ์สะท้อนแสงแพรวพราวงามระยับตา บนคอพระเจดีย์มีสร้อยสังวาลย์ประดับด้วยมณีอันมีค่าหลายชนิด หลาย ๆ สายคล้องซ้อน ๆ กันอยู่หลายเส้น

          ชาวคณะผู้แสวงบุญนำเอาจีวร...ดอกไม้ แม้กระทั่งมีคนบางคนยอมถอดแหวนเพชรในนิ้วของตนวางลงถวายเป็นพุทธบูชาบนแท่นตรงหน้ามณฑปแก้วบรรจุพระทันตธาตุด้วยน้ำตาคลอเพราะแรงปีติในจิตตน

          ผู้เขียนกับคุณนายทมคุกเข่าลงสวดพระคาถาชินบัญชรกับคาถามงกุฎพระพุทธเจ้ากันตรงหน้าพระบรมธาตุด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าอันเกิดจากแรงปีติเช่นกัน

          ปีติเพราะ...การสวดมนต์ต่อหน้าพระทันตธาตุก็มิต่างจากการได้สวดมนต์ต่อเบื้องพระพักตร์พระบรมศาสดานั่นแล...

          ชาวคณะใช้เวลานมัสการพระบรมธาตุเขี้ยวแก้วไม่นานนัก เพราะมีชาวคณะอื่น ๆ รอคอยที่จะมีโอกาสเข้านมัสการบ้าง...ออกจากหอมณเฑียร เราเที่ยวเดินชมส่วนอื่น ๆ ของวัดศรีดาลดามาลิกาวะเป็นการแถมท้าย แต่ที่น่าประทับใจมาก รองลงมาจากหอมณเฑียรประดิษฐานพระบรมธาตุแล้วก็คือ...

          ห้องเก็บคัมภีร์ทางศาสนา...ที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล รวมทั้งตำราเก่าแก่ของสยามวงศ์ครั้งสมัยพระอุบาลี นำมาจากอยุธยาถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีที่นี่ด้วย

          ออกจากวัดพระเขี้ยวแก้ว เราชาวคณะจับกลุ่มถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึกตรงด้านหน้าวิหาร...พอแอ็กชั่นกันเสร็จสรรพ คุณแดงหัวหน้าทัวร์ของเราแอบมากระซิบบ้าง

          “เจ้าอาวาสท่านให้ข้าวที่ถวายพระเขี้ยวแก้วมาด้วยละ” คนพูดโชว์ถ้วยทองเหลืองรูปร่างคล้าย ๆ บาตรแต่มีขนาดเล็ก ๆ เท่ากับถ้วยขนมหวานบ้านเราให้ดู...ข้างในบรรจุข้าวสุกเป็นเม็ดสั้น ๆ อวบ ๆ แบบข้าวซ้อมมือของเราไม่ผิดเพี้ยน อาเจ๊เอ่ยปากเบา ๆ แต่สีหน้าบอกว่าดีใจสุด ๆ

          “เป็นครั้งแรกที่ท่านให้มา”

          “ก็ถือว่าเป็นบุญของเจ๊” เราโมทนาด้วย แต่คุณนายแดงส่งให้มหาแหมว...

          “แม้วจะแบ่งใครก็ตามใจ...ยกให้”

          “สาธุ” ผู้เขียนยกมือโมทนาให้...พร้อมกับตั้งใจเอาไว้ พอขึ้นรถก็จะแบ่งไปคนละเล็กละน้อย

          กินเป็นยา หรือไม่ถือเป็นสิ่งมงคลที่พระพุทธเจ้าทรงประทานให้ ใครจะว่ายังไงเราไม่รู้ ใครจะว่าเรางมงายก็ช่างเถิด เพราะบางครั้งสิ่งสมมติ กับอุปาทานที่ดี สำหรับพวกเรา

          ก็ทำให้จิตวิญญาณของเรามีสุขขึ้นด้วยศรัทธาต่อพระตถาคตเจ้า!


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com