
ไปนมัสการพระบรมธาตุเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา (๕)
เราออกจากวัดศรีดาลดามาลิกาวะ หรือวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว ด้วยหัวจิตหัวใจที่ฟูฟ่อง...หนึ่งเพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาเห็น...ได้มากราบไหว้พระบรมธาตุที่มีชื่อเสียงติดปากชาวโลกและเป็นความใฝ่ฝันของตัวเองนานนักหนาว่าจะได้มากราบนมัสการ
สอง เพราะ...คุณแดงหัวหน้าทัวร์ได้มอบข้าวสุกถวายพระบรมธาตุที่ได้รับจากมือท่านเจ้าอาวาสให้เราพร้อมประโยคสั้น ๆ
“ให้คุณแม้ว” ก่อนสำทับอีกครั้ง... “ของหายากนะ...แดงมาศรีลังกาพาคณะมาเป็นสิบ ๆ ปี เพิ่งจะได้รับข้าวถวายพระบรมธาตุก็ครั้งนี้แหละ...”
ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศรีลังกาแล้งฝนจนต้องประกาศงดจ่ายไฟฟ้าในบางเวลา แต่เช้าวันนั้น...ฟ้าครึ้มฝนและค่อย ๆ โปรยละอองรดพื้นแผ่นดินขณะที่เราก้าวออกจากอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์
รายการที่สองของวันนี้คือการเดินทางเข้ากราบนมัสการท่านมหาสังฆนายกฝ่ายสยามนิกาย ที่วัดสิริมัลวัตเต
พร้อมกับถวายผ้าป่าที่นั่น
โดยรวบรวมปัจจัยคนละเล็กละน้อยจากชาวคณะที่มาแสวงบุญร่วมกัน ใช้เวลาที่วัดสิริมัลวัตเต เกือบชั่วโมงด้วยการถวายผ้าป่าสามัคคี ตบท้ายด้วยเข้าชมศาลาประชุมอเนกประสงค์หลังงามที่คุณแดงเคยเป็นกรรมการร่วมสร้างกับคนไทยที่มาแสวงบุญจนแล้วเสร็จ และในงานนี้...ทางวัดได้ขอให้เราบริจาคพระพุทธรูป ๑ องค์ หน้าตัก ๒๙ นิ้ว
เมื่อบุญมาถึง เราทั้งหลายหรือจะไม่อนุโมทนาสาธุด้วย
เป็นอันว่า...วันนี้ทั้งขวัญเรือน โลกทิพย์ และทมยันตีมีหนี้ต้องใช้คืนพระศาสนาในศรีลังกาแล้ว
พูดถึงนิกายสยามวงศ์กับลังกาวงศ์ ทำให้นึกขึ้นได้ว่า ผู้เขียนเคยรับปากจะเล่าให้ฟัง ก็เลยขอใช้หนี้เสียวันนี้เลย
มูลเหตุแห่งการที่พุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในศรีลังกา มาจากประการเดียวคือ ‘ลังกาสิ้นสมณวงศ์’ ว่ากันว่าการสิ้นสมณวงศ์ของลังกาเกิดขึ้นสองคราวด้วยกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อชนชาวโปรตุเกสเข้าครอบครองแล้วทำการเบียดเบียนพระศาสนาด้วยการยกกำลังรุกรานตามหัวเมืองต่าง ๆ ใครยอมอยู่ใต้อำนาจก็บังคับให้เขารักศาสนาคริสต์ ใครไม่ยอมก็ฆ่ามัน อีกทั้งเที่ยวปล้นสะดมรื้อวัดวาอาราม เผาทำลายพระไตรปิฎก สึกพระภิกษุสามเณรกันเป็นการใหญ่...
ในสมัยที่โปรตุเกสทำลายพระพุทธศาสนาตามเมืองชายทะเลอยู่นั้น ส่วนกลางของประเทศได้มีกษัตริย์ลังกาผู้ทรงอำนาจคือ ‘ราชสิงหะ’ พระองค์ทรงเสวยราชย์ด้วยการทำปิตุฆาต แย่งราชสมบัติจากพระราชบิดา กาลต่อมาทรงนึกถึง ‘บาป’ ที่กระทำลงไป จึงทรงประสงค์จะล้างบาป ดังนั้นได้สั่งประชุมเหล่าสมณพราหมณ์แล้วตรัสถามอุบายที่จะล้างบาปของพระองค์ แต่คำตอบที่ได้คือ...
‘การทำปิตุฆาตเป็นอนันตริยกรรม...มิอาจลบล้างบาปได้’
ประการนั้นทำให้พระราชสิงหะเกิดขัดเคืองพระทัย ทรงหันไปนับถือศาสนาพราหมณ์ กับรับสั่งให้สึกพระภิกษุสามเณรจนสิ้น มิหนำซ้ำยังทำลาย ศาสนสถานจนวอดวายไม่เหลือหรอ
เท่ากับพวกโปรตุเกสทำลายสมณวงศ์ตามบ้านเมืองชายฝั่งรอบนอก พระเจ้าราชสิงหะทำลายภายในประเทศในสมัยติดต่อกันดังกล่าว
ที่สุด ลังกาวงศ์ก็สิ้นสมณวงศ์
ประเทศลังกาว่างสมณวงศ์อยู่ร้อยกว่าปี จนถึงสมัยพระเจ้าวิมลธรรมสุริยาที่ ๒ ขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๒๘ พระองค์ทรงเริ่มทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่ทรุดโทรมมายาวนาน ด้วยการส่งราชทูตไปขอพระสงฆ์จากเมืองยะไข่ ประเทศพม่า...
ได้พระสงฆ์มา ๓๐ รูป
มีสังฆนายก ๒ รูป คือพระสันตนัต กับพระโลกรักขปุคคลี
คณะสงฆ์ชาวพม่าได้มาถึงเมืองสิริวัฒนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๐ ได้บวชกุลบุตรชาวลังกาให้เป็นพระภิกษุ ๓๐ รูป ได้สามเณร ๑๒๐ รูป...แต่ภายหลังพระยะไข่ทั้ง ๓๐ รูปที่ไปให้บรรพชาอุปสมบทแก่ชาวลังกานั้นทนความหนาวเหน็บและความเจ็บไข้ที่นั่นไม่ไหว จึงมรณภาพไปหลายรูป...ที่เหลือก็พากันกลับเมืองยะไข่หมด
ส่วนพระภิกษุชาวลังกาที่ได้รับการอุปสมบทจากพระสงฆ์ชาวยะไข่นั้น ต่อมาได้ลาสิกขาบทบ้าง มรณภาพบ้าง หมดทั้ง ๓๐ รูป และทั้งยังไม่มีพรรษาและคุณธรรมพอที่จะให้การอุปสมบทสืบสมณวงศ์ได้
ลังกาจึงหมดสมณวงศ์ไปอีกครั้ง
หากในที่สุดเมื่อ พ.ศ.๒๒๙๕ ในรัชการแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา ตามคำร้องขอของพระเจ้าเกียรติศิริราชสิงหะ โดยการส่งราชทูตเข้ามาขอพระสงฆ์ไทยไปลังกา พระเจ้าบรมโกศได้จัดส่งพระสงฆ์ไทยจำนวน ๒๕ รูปไปเป็นคณะธรรมทูตแต่กาลนั้น
คณะธรรมทูตจำนวน ๒๕ รูป ประกอบด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๑๘ รูป สามเณร ๗ รูป โดยมีพระอุบาลี และพระอริยมุนีเป็นหัวหน้าคณะ ได้เดินทางจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันขึ้น ๑๐ ค่ำเดือนอ้าย พ.ศ. ๒๒๙๕ โดยเรือกำปั่นฮอลันดา ถึงเมืองตรินโคมาลี อันเป็นเมืองท่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของลังกา เมื่อวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ รวมระยะเวลาเดินทาง ๕ เดือน ๔ วัน
เมื่อถึงเกาะลังกา คณะสงฆ์ของไทยได้ทำการบรรพชาอุปสมบทแก่ชาวลังกาให้เป็นพระภิกษุ ๗๐๐ รูป เป็นสามเณร ๓,๐๐๐ รูป ในระยะเวลา ๓ ปี แต่เพราะการผิดอาหารผิดอากาศทำให้พระสงฆ์และสามเณรไทยล้มป่วยจนมรณภาพไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพระอุบาลี หัวหน้าคณะธรรมทูตด้วย
ในจำนวนพระสงฆ์ ๑๘ รูป เหลือกลับบ้านเมืองเพียง ๗ รูปเท่านั้น
ไทยได้ส่งพระธรรมทูตชุดที่สองไปศรีลังกาเพื่อผลัดเปลี่ยนกับชุดแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๘ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศส่ง พระวิสุทธาจารย์ กับพระวรญาณมุนี และพระสงฆ์ ๒๐ รูป สามเณร ๒๐ รูป ออกเดินทางเมื่อวันแรม ๑๐ ค่ำเดือน ๑๑ ปีนั้น
การเดินทางของคณะธรรมทูตครั้งนี้ค่อนข้างทุลักทุเล เพราะเรือไปเกยหินโสโครกทำให้พระสงฆ์มรณภาพไป ๔ รูป สามเณร ๒ รูป กว่าจะถึงเกาะลังกา
และกว่าจะถึงลังกา พระอุบาลีก็ได้มรณภาพเสียก่อน จึงมิได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนของท่านตลอดกาล...
พระธรรมทูตชุดแรกที่เหลือชีวิตกลับถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๙ ส่วนพระสงฆ์ไทยชุดที่สองอยู่ในศรีลังกาอีก ๔ ปี และกลับอยุธยาใน พ.ศ. ๒๓๐๑ ในปีพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต
เกี่ยวกับผลงานของพระอุบาลีเถระ หัวหน้าคณะธรรมทูตไทยครั้งแรกมีมากมายก่ายกองจนมิอาจนำมาพรรณนา ณ ที่นี้ได้ ด้วยท่านเป็นเสมือนปราชญ์ทางพุทธศาสนา ฉลาดในอุบายเรื่องแนะนำแก่การอบรมภิกษุสงฆ์สามเณรอย่างยิ่ง
ด้วยผลงานมากมายหลายประการ อีกทั้งยังมรณภาพบนแผ่นดินศรีลังกา เพราะกิจแห่งพระพุทธศาสนา ท่านจึงได้รับการยกย่องนับถือจากชาวศรีลังกามาก จนกระทั่งบริขารและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ท่านเคยใช้ ชาวลังกาได้เก็บรักษาไว้จนทุกวันนี้ด้วยถือเป็นสิ่งอันควรเคารพบูชา
และคณะสงฆ์ลังกาที่สืบมาแต่พระอุบาลีเป็นคณะสงฆ์ใหญ่ที่มีคนนับถือมากที่สุดในลังกายุคปัจจุบัน เพราะเหตุที่พระสยามวงศ์เป็นต้นวงศ์ของเขา ชาวลังกาจึงเรียกคณะสงฆ์นี้ว่า ‘สยามวงศ์’ หรือ...‘สยามวงศ์นิกาย’ หากด้วยความเคารพในพระอุบาลี บางครั้งก็เรียกนิกายนี้ว่า ‘อุบาลีวงศ์’ นับว่าเป็นเกียรติประวัติแก่คณะสงฆ์ไทย สมกับที่พระอุบาลีที่ยอมพลีชีพเพื่อพุทธศาสนา หากเปรียบกับนักรบแล้ว...
ท่านก็คือนักรบกล้าที่สละชีพในสมรภูมิโดยแท้!

เราออกจากวัดสิริมัลวัตเต ขณะที่พระพิรุณซึ่งโปรยละอองเล็ก ๆ มาแต่แรกได้เทเม็ดฝนลงอย่างหนัก ฉะนั้นโอกาสที่เราจะได้เข้าชมสวนพฤกษชาติที่นักพฤกษศาสาตร์ยกย่องว่าเป็นหนึ่งของโลก เป็นอันหลุดจากโปรแกรมไปอย่างน่าเสียดาย
รถบัสพาเราออกจากเมืองสิริวัฒนนคร หรือเมืองแคนดี้ในตอนบ่ายหลังจากจัดการกับอาหารกลางวันที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ระยะทางจากแคนดี้ไปยังสิกิริยา หรือสิคิริยะ ยังคงร่มรื่นด้วยธรรมชาติเขียวขจีของต้นไม้ตามแบบฉบับของเกาะลังกา
และช่วงระยะเวลาบนรถดังกล่าว ผู้เขียนถือโอกาสนั้นนำเอาข้าวสุกที่ได้รับมาจากท่านเจ้าอาวาสศรีดาลดามาลิกาวะ ข้าวสุกที่ถวายพระบรมธาตุเขี้ยวแก้ว ออกแบ่งแจกให้ชาวคณะทุกคน
ได้ไปคนละเล็กละน้อย...แต่บางคนก็ยังมีแก่ใจเก็บแบ่งเอาไว้เผื่อคนที่บ้านด้วย!
ถึงเชิงเขาสิกิริยา หรือสิคิริยะ ประมาณบ่าย ๓ โมง ตรงนั้นมีร้านอาหารเล็ก ๆ หลายท่านที่สูงอายุและทดท้อต่อการขึ้นป้อมลอยฟ้า ขออนุญาตรออยู่ที่นั่น แต่ส่วนใหญ่สมัครใจทดสอบสมรรถภาพร่างกายของตนด้วยการปีนขึ้นเขาสิคิริยะกัน
เมืองสิกิริยา...หรือสิคิริยะนี้ มีตำนานเล่าขานกันมายาวนาน เป็นนครที่มีป้อมปราการและปราสาทราชวังสร้างอยู่บนภูเขาสูงอย่างน่าอัศจรรย์ เมืองสิคิริยะมีประวัติโดยย่อคือ ในพ.ศ. ๒๗๗ พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะได้เสด็จมาที่นี่ และทรงพระราชทานนามภูเขานี้ว่า ‘สีหคิริ’ หรือ ‘เขาสิงห์’ ต่อมาพระเจ้าปุลหัตกะ กษัตริย์องค์ที่ ๒๐ ของลังกา (พ.ศ. ๔๔๐-๔๕๔) ได้ทรงสร้างป้อมและเชิงเทินไว้ ณ บริเวณแห่งนี้ อีกทั้งยังสร้างสถานที่สำหรับเจริญภาวนาไว้อีกแห่งด้วย
และในปี พ.ศ. ๑๐๒๐ พระเจ้ากัสยปะ หรือกัสสปะ ได้ทรงใช้สิคิริยะแห่งนี้เป็นทั้งป้อมปราการ และพระราชวังไปในตัวด้วย เมื่อพระองค์สวรรคต สิคิริยะได้โอนเป็นสังฆารามเป็นวัดทางพุทธศาสนาโดยมีพระมหานามะเถระ ผู้รจนา ‘คัมภีร์มหาวงศ์’ เป็นหัวหน้าสงฆ์
เมื่อพูดถึง ‘คัมภีร์มหาวงศ์’ นักประวัติศาสตร์ในเอเชีย โดยเฉพาะด้านพุทธศาสนาส่วนใหญ่จะรู้จักกันดี เพราะเป็นคัมภีร์ภาษาบาลีที่บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไว้อย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของลังกา...

สิคิริยะป้อมปราการลอยฟ้าแห่งนี้ มีตำนานประวัติศาสตร์อันน่าสลดใจอย่างยิ่งอยู่ช่วงหนึ่งคือ ช่วงสมัยของพระเจ้าธาตุเสน (พ.ศ.๑๐๐๒-๑๐๒๐) พระองค์เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๖๗ ของลังกา และทรงมีพระมเหสีของพระองค์ ซึ่งมีชาติตระกูลผิดแผกแตกต่างกัน
พระเจ้าธาตุเสนทรงมีพระโอรส ๒ องค์ที่เกิดจากพระมเหสีฝ่ายละองค์...คือเจ้าชายโมคคัลลานะกับเจ้าชายกัสยปะ ตามประวัติพระองค์ยังมีพระราชธิดาอีก ๑ องค์ ต่อมาได้ยกให้อภิเษกกับพระราชนัดดาของพระองค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นขุนพลของพระองค์ในเวลานั้น
เรื่องยุ่งยากเริ่มบังเกิดเมื่อองค์หญิงทรงผิดใจกับมารดาพระสวามี จนถึงกับถูกพระสวามีโบยตี จนพระโลหิตไหล องค์หญิงจึงเสด็จทูลฟ้องพระราชบิดาซึ่งพระราชบิดาทรงขัดเคืองพระทัยมาก จึงรับสั่งให้จับพระขนิษฐาของพระองค์เอง และเป็นพระมารดาของเจ้าชายขุนพลผู้นั้นไปเผาเสียทั้งเป็น ด้วยประการนี้ทำให้พระสวามีขององค์หญิงผู้สูญเสียมารดาที่มีขุนทหารในมือ เกิดความอาฆาตพยาบาท
ท้ายสุดยุยงส่งเสริมให้เจ้าชายกัสยปะก่อกบฏยึดราชสมบัติเสีย ด้วยเหตุผลเดียวก็คือ ถ้าไม่กระทำ ราชสมบัติอาจเป็นของเจ้าชายโมคคัลลานะผู้เป็นกนิษฐภาดา
เจ้าชายกัสยปะทรงเห็นงามด้วย จึงใช้กำลังเข้าล้อมวังปล่อยให้พระราชบิดาอดพระกระยาหารจนเสด็จสวรรคต ส่วนเจ้าชายโมคคัลลานะเสด็จหนีเข้าอินเดียได้
แต่ตำราบางเล่มได้กล่าวว่า แท้จริงเจ้าชายกัสยปะทรงจับพระเจ้าธาตุเสนผู้เป็นพระราชบิดาฝังทั้งเป็นใต้อ่างเก็บน้ำ ‘กาลเวลา’ ที่อยู่ห่างจากเมืองอนุราชปุระไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๖ กิโลเมตร
กล่าวกันว่าเมื่อเจ้าชายกัสยปะได้ยึดอำนาจไว้แล้ว ก็ส่งคนไปขอราชสมบัติ พระเจ้าธาตุเสนจึงนำพาไปที่อ่างเก็บน้ำ กล่าวว่า...ที่พระองค์ทรงสร้างเอาไว้บรรเทาความแห้งแล้งแก่ประชาราษฎร์ ผู้เป็นพระราชบิดาได้ยื่นพระหัตถ์ออกไปยังผืนน้ำแห่งนั้นพลางตรัสว่า
“นี่ไงล่ะ สมบัติอันยิ่งใหญ่ของข้า ใครผู้ใดอยากได้ก็เอาไปสิ...”
เพียงเท่านั้นก็ทำให้เจ้าชายกัสยปะได้กลายเป็น ‘ลูกทรพี’ กระทำปิตุฆาตสู่อนันตริยกรรมทันที โดยการจับพระราชบิดาฝังทั้งเป็น ณ อ่างเก็บน้ำแห่งนั้น
ด้วยการกระทำปิตุฆาต และเจ้าชายโมคคัลลานะผู้เป็นน้องชายต่างมารดาสามารถเสด็จหนีไปได้ นั่นคือมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เจ้าชายกัสยปะที่ปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระเจ้ากัสยปะ ต้องทุ่มเทกำลังและพระราชทรัพย์จำนวนมากมายมหาศาล
สร้างป้อมปราการที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ป้องกันตนเอง
เรื่องของนครลอยฟ้า สิคิริยะยังไม่จบครับ แต่กระดาษมันหมดเสียก่อน ก็ต้องขอยกยอดไปฉบับหน้าอีกนั่นแหละ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com