
รุ่งเช้าผู้เขียนตื่นขึ้นมาด้วยอาการกระปลกกระเปลี้ยเพลียแรงกว่าทุกวันที่ผ่านมา เพราะอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืนเป็นเหตุ
สิ่งที่เห็นครั้งแรกคือโลงศพลอยวนอยู่สองใบ...กับเสียงประตูห้องเปิดปิดเป็นระยะ จากนั้นจึงเห็นทะเลสาบอยู่ในสายตา...ทะเลสาบที่แดงไปด้วยเลือด กับศพทหารโบราณนอนตายเกลื่อนกลาดไปหมด
ทุกอย่างแจ่มชัด จนกระทั่งมองเห็นลวดลายของโล่ หอก ดาบ อาวุธประหัตประหารกันอยู่ในความทรงจำแม้แต่ในเวลานี้...
เราเล่าเรื่องนี้ให้ทมยันตีฟังตรงเทอเรสโรงแรมหน้าห้องอาหาร ซึ่งเธอหัวเราะบอก
“ฉันก็เห็นอย่างที่แกเห็นแหละ...แต่ของฉันพิเศษขึ้นมาหน่อย”
“ยังไง?” เราถามต่อ
“เห็นผู้หญิงในชุดขาวถูกมัดกับเสา...กำลังร้องขอให้คนช่วยอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคนที่ยืนถือคบไฟ...”
คุณนายทมบอกเราด้วยอาการปกติ เพราะเรื่องราวอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับรายนั้นที่มักจะเจอปรากฏการณ์อย่างนี้บ่อย ๆ
จะว่าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องอุปาทานทางจิตก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะสิ่งที่เกิดไม่น่าจะมีขึ้นได้กับคนสองคนในเวลาเดียวกัน อย่าว่าแต่อาเจ๊ยังยืนยันมั่นเหมาะ
“มันไม่น่าจะเป็นความฝัน เพราะบางช่วงรู้ตัวว่ากำลังนอนอยู่บนที่นอน”
เราสองคนเล่าให้ท่านเจ้าคุณสุทาวุธวิสิฐฟัง...หลังจากผ่านอาหารมื้อเช้ามาแล้วตรงเก้าอี้ที่ทางโรงแรมจัดไว้ตรงระเบียงที่เห็นทะเลสาบกิริตาเล่ข้างหน้า
“ที่โยมเห็นน่ะไม่ผิดหรอก” หลวงพ่อท่านเจ้าคุณยืนยัน “ที่ตรงนี้เมื่อก่อนเคยเป็นสมรภูมิเลือดมาก่อน”
พระสุทาวุธวิสิฐ ยังกรุณาให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์กับเราทั้งสองเพิ่มเติมอีกว่า...บริเวณแถวนี้นอกจากตำนานของสิคิริยะป้อมลอยฟ้านั่นแล้ว สงครามการรบพุ่ง ณ ดินแดนแห่งนี้ยังมีอีกหลายครั้งหลายสมัย
โดยเผ่าพันธุ์ชาวทมิฬกับสิงหล
หรือ...แม้กระทั่งกษัตริย์ต่อกษัตริย์ ต่อการช่วงชิงอำนาจระหว่างเมือง
แม้จะเหนื่อยอ่อนกับการนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาทั้งคืน แต่เราทั้งสองต้องนั่งหลับตาลงอีกครั้งด้วยการหันหน้าไปทางทะเลสาบกิริตาเล่
รวบรวมสมาธิ...แผ่กุศลทั้งหลายให้ดวงวิญญาณที่ยังติดค้างอยู่ในสมรภูมินั้นอีกครั้ง
จะได้ผลหรือไม่อย่างไรก็ไม่รู้ หากเราก็พยายามเต็มที่เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้รู้จัก ‘เมตตา’ และละวางความพยาบาทลงได้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ทำ
“ที่ตรงนี้แรงนะ วิญญาณเก่า ๆ ยังวนเวียนอยู่เยอะ” หลวงพ่อธรรมงามแห่งสำนักปฏิบัติธรรมโลกทิพย์ก็ยืนยันอย่างนั้น เท่ากับเป็นการบอกให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่ ‘รู้’ หรือ จะเรียกว่า ‘เห็น’ ก็ได้ ของเราทั้งสองมีส่วนจริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
“เห็นก็คือเห็น...รู้ก็คือรู้...” ประโยคเก่าก่อนของครูบาอาจารย์ยังอยู่ในใจลูกศิษย์อย่างเราเสมอ... “รู้เห็นก็สักแต่รู้เห็น...ที่สุดก็ต้องวาง อย่ายึดอย่าถือเอาไว้เพราะไม่มีประโยชน์อะไร”
เมื่อเสร็จสำเร็จกิจกับเรื่องอาหารเช้าที่โรงแรมกิริตาเล่แล้ว พวกเราชาวคณะก็ถูกต้อนขึ้นรถบัสมุ่งหน้าสู่นครโบราณที่ชื่อว่า ‘โปโลนนรุวะ’ อันเป็นเมืองหลวงเก่าแก่แห่งที่ ๒ ของลังกา

ก่อนจะพูดถึงรายละเอียดต่อไปขอยกเมืองหลวงทั้ง ๔ จากอดีตจนถึงปัจจุบันของลังกามาเปรียบเทียบให้เห็นยุคสมัยกับไทยอย่างชัดเจนสักนิด เมืองหลวงของศรีลังกาทั้งหมดมี ๔ แห่งคือ
๑.อนุราชปุระ มีอายุยุคเดียวกับอาณาจักรอ้ายลาวของไทย
๒.โปโลนนรุวะ มีอายุรุ่นเดียวกับน่านเจ้าและสุโขทัย
๓.แคนดี้ หรือ ศิริวัฒนบุรี มีอายุรุ่นเดียวกับอยุธยา
๔.โคลอมโบ หรือ ชัยวัฒนบุรี ยุคเดียวกับกรุงรัตนโกสินทร์
นครโปโลนนรุวะในยุคที่รุ่งเรืองสุดขีดนั้น อยู่ในยุคสมัยของพระเจ้าปรักกมพาหุ ที่ภายหลังได้รับการยกย่องเป็น ‘มหาราช’ องค์หนึ่งของลังกา พระองค์ได้ครองราชย์หลังจากปราบดาภิเษก ด้วยการยกกองทัพไปทำสงครามกับพระเจ้าคชพาหุผู้เป็นพระเจ้าลุงที่ถือว่าเป็นกษัตริย์ทรราชกดขี่ข่มเหงประชาราษฎร์มาโดยตลอดจนได้รับชัยชนะ
๓๓ ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระเจ้าปรักกมพาหุนั้น พระองค์ทรงทะนุบำรุงเมืองโปโลนนรุวะให้เจริญถึงขีดสุด ด้วยการสร้างทะเลสาบ สิ่งก่อสร้างปราสาทราชวังขึ้นมากมาย จนยังเหลือหลักฐานให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน
อีกทั้งทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนาด้วยการชำระ สะสางให้บริสุทธิ์เหมือนเดิมขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเสื่อมโทรมลงมาช้านาน เริ่มต้นด้วยการสร้างสามัคคีธรรมขึ้นในหมู่สงฆ์ คือ พระองค์ทรงอาราธนาพระมหากัสสปะเถระ ผู้อยู่ ณ อุทุมพรคีรีวิหาร ให้รับภารธุระแล้วกำจัดพระอลัชชีเสียเป็นอันมากด้วยประทานผ้าขาวให้สึกเสีย
หลังจากชำระสงฆ์ในศาสนาให้บริสุทธิ์แล้ว จึงโปรดให้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัย คือการชำระพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา ซึ่งเป็นภาษาสิงหลบ้าง มคธบ้าง ปะปนกันอยู่ให้แปลออกมาเป็นภาษามคธทั้งหมดก่อนจารึกลงในใบลานใหม่...
การสังคายนาครั้งนี้ นับเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๗ ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท หากเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๕ ของลังกา ในระหว่างปี พ.ศ.๑๖๙๖-๑๗๒๙
จากการสังคายนาในครั้งนี้ ทำให้พระสงฆ์ลังกานำพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย โดยมาตั้งที่เมืองมอญก่อนแล้วขยายเข้าไทยทางภาคใต้ด้วยการนำของพระราหุลเถระ ภิกษุชาวลังกา โดยเริ่มต้นที่นครศรีธรรมราชก่อนเผยแผ่ไปยังส่วนต่าง ๆ ของไทยในที่สุด ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน...หรือกระทั่งพม่า...ลาว และเขมร
พระไตรปิฎกรวมทั้งคัมภีร์อรรถกถาที่ใช้อยู่ก็นำมาจากศรีลังกาทั้งสิ้น
จึงนับได้ว่า ‘พระเจ้าปรักกมพาหุมหาราช’ ได้ชื่อว่าทรงทำคุณให้แก่พุทธศาสนาอย่างมาก จนได้รับคำยกย่องจากชาวลังกาเหมือนพระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียทีเดียว
ว่ากันว่านอกจากทำการสังคายนาพระไตรปิฎกแล้วพระองค์ยังโปรดให้สร้างวัดวาอารามและเจดีย์ขึ้นอีกหลายแห่งที่เมืองโปโลนนรุวะ เช่น ถูปาราม เชตวัน แม้กระทั่งวัดพระเขี้ยวแก้ว

ส่วนทางด้านอาณาจักรพระเจ้าปรักกมพาหุได้สร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นสำหรับให้ประชาราษฎร์ได้ใช้บริโภคอุปโภคอีกนับพันแห่ง แต่ที่สำคัญคืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของพระองค์ที่ถือว่าเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดของลังกา ใหญ่จนกลายเป็นทะเลสาบในชื่อว่า ‘ปรักกมพาหุสมุทร’ ที่มีคุณค่ามหาศาลต่อการดำรงชีพของชาวลังกาจากอดีตถึงปัจจุบัน
พระเจ้าปรักกมพาหุ มิเพียงเปรื่องปราดด้านการศาสนาและการปกครองเท่านั้น พระองค์ยังทรงเป็นนักรบผู้ปรีชาอย่างยิ่งอีกด้วย ในรัชสมัยของพระองค์ยังได้ทรงทำสงครามกับอินเดียและพม่าหลายครั้ง ในประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าพระเจ้าปรักกมพาหุมหาราชได้ทรงยกกองทัพอันเกรียงไกรไปโจมตีพม่าในสมัยพระเจ้าอลองสินธู
เหตุที่พระองค์ยกทัพไปโจมตีพม่า เพราะทรงกริ้วที่กษัตริย์พม่าจับทูตของพระองค์คุมขังจนล้มป่วย
สงครามคราวนั้นพระเจ้าปรักกมพาหุทรงได้ชัย และพระเจ้าอลองสินธูถูกปลงพระชนม์

รถบัสของเราออกจากโรงแรมที่พักแล่นผ่านความอุดมสมบูรณ์ไปยังเมืองหลวงเก่านครโปโลนนรุวะ...โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง โดยวิ่งไปบนสันเขื่อนของอ่างเก็บน้ำ หรือปรักกมพาหุสมุทร ที่เลื่องชื่อในประวัติศาสตร์ของลังกา
สิ่งที่เห็นตรงหน้า ทำให้เราอัศจรรย์ใจจนไม่อยากเชื่อว่าทะเลสาบขนาดใหญ่อย่างนั้นจะเกิดขึ้นได้ ด้วยน้ำมือมนุษย์เมื่อพันปีก่อนนานมาแล้ว
รถวิ่งเลียบทะเลสาบหรืออ่างเก็บน้ำปรักกมพาหุสมุทรมาเรื่อย ๆ จนมาถึงเขตเมืองเก่าโปโลนนรุวะ...จุดแรกที่เราเยี่ยมชม คือ รูปสลักหินของพระเจ้าปรักกมพาหุมหาราช รูปสลักนี้ถูกสลักสร้างขึ้นจากผาหินสีขาวคล้ายอนุสาวรีย์รูปเหมือน สูงกว่ามนุษย์ปกติประมาณสองเท่า รูปที่เห็นเป็นชายสูงอายุไว้หนวดเครายาวจรดอกแบบแขกอินเดีย ไม่สวมเสื้อไว้พุง ผ้านุ่งเป็นจีบคู่ ไม่สวมรองเท้า ยืนในท่าที่เรียกว่า ‘ตรีภังค์’ คือเอียงสะโพกน้อย ๆ มือสองข้างประคองวัตถุคล้ายคัมภีร์อยู่กลางอก
แม้ชาวลังกาจะเชื่อว่า รูปสลักดังกล่าวจะเป็นรูปของพระเจ้าปรักกมพาหุมหาราช เพราะรูปนั้นแสดงถึงความยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ ที่แสดงออกด้วยศิลปะประติมากรรมชั้นเยี่ยม แต่นักประวัติศาสตร์ทั้งหลายก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่า
รูปสลักนั้นจะใช่รูปสมมติของ พระเจ้าปรักกมพาหุหรือไม่?

ถัดลงไปทางด้านทิศใต้สุด มีซากของ ‘โปตคัลวิหาร’ ที่เชื่อว่าเป็นหอสมุดใหญ่ที่พระเจ้าปรักกมพาหุทรงสร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ ทางพุทธศาสนาที่พระองค์ทรงดำริให้ชำระขึ้นใหม่ นอกจากสิ่งเหล่านั้นแล้วพระเจ้าปรักกมพาหุได้ให้นักปราชญ์ในสาขาต่าง ๆ เขียนและรวบรวมวิชาตำราเหล่านั้นเก็บไว้ด้วย
แต่ในสายตาที่เห็น เรารู้สึกว่า ซากโบราณสถานที่ว่ามองอย่างไรก็น่าจะเป็นซากวิหารที่ใช้บำเพ็ญธรรมในพุทธศาสนามากกว่าห้องสมุด ด้วยยังมีเจดีย์ทรงระฆังคว่ำอยู่ติดกับวิหารดังกล่าวชัดเจน
มีบางกระแส กล่าวว่าที่ตรงนี้แหละเป็นที่ใช้ชำระพระไตรปิฎกในครั้งนั้น จริงเท็จอย่างไรก็ยังหาบทสรุปแน่ชัดไม่ได้

จากโปตคัลวิหาร เราต้องกลับไปขึ้นรถบัส เพื่อเข้าไปในเขตพระราชฐานเมืองเก่า โปโลนนรุวะ ที่ห่างจากตรงนั้นไปเล็กน้อย ก่อนขึ้นรถผู้เขียนไปยืนด้อม ๆ มอง ๆ ชาวลังกาท้องถิ่นที่กำลังแกะสลักไม้ ‘งิ้วดำ’ ให้เป็นไม้เท้าลวดลายแปลกตาสวยงาม จนต้องเอ่ยปากขอซื้อ
แขกลังกากับแขกอินเดียเหมือนกันอยู่อย่างคือ ‘การโก่งราคา...ลูกค้าต่างชาติ’ ช่างสลักไม้ที่ทำตัวเป็นพ่อค้าเสร็จสรรพเสนอราคา
๔,๐๐๐ รูปศรีลังกา
ต่อกันไปต่อกันมาเหลือ ‘๑,๒๐๐ รูปี’ ด้วยฝีปากของคุณนายแดงหัวหน้าทัวร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๙๐๐ บาท
ถึงตรงนี้ค่อยนึกขึ้นได้ว่า สินค้าที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ ‘งานสลักไม้’ โดยเฉพาะไม้สีดำที่มีมากในถิ่นของลังกา ฉะนั้นเวลาไปถึงตรงไหนก็ตาม จะมีพระพุทธรูปกับเทพเจ้าฝ่ายฮินดู โดยเฉพาะพระพิฆเนศไม้แกะมายัดเยียดขายให้นักท่องเที่ยวทุกแห่งด้วยราคาแพงหูดับ
ถ้ารายไหนเสนอราคาให้ ‘ถูก’ จนผิดสังเกตต้องระวัง
มีครับ... ‘ของปลอม’ ปลอมด้วยการเอาไม้ธรรมดามาย้อมสี ซึ่งบางคนในคณะโดนกันมาแล้ว...
“ของแท้สีจะดำสนิท...เนื้อไม้แน่นละเอียดเป็นมัน...” ผู้สันทัดพระเครื่องเมืองไทยอย่างเราอธิบายให้ชาวคณะฟัง “ของปลอมย้อมสีน้ำหนักเบา...ดำแบบด้าน ๆ”
ผลหรือครับ...ทุกคนเวลาจะควักเงินซื้อต่างเรียกหากระทานายภูเตศวรกันทั้งคณะ ถ้าผงกหัวก็แสดงว่า ‘โอเค เนโร๋’ ถ้าส่ายหน้าก็ ‘โน.เค’
ก็เพราะอย่างนี้แหละแขกลังกาถึงค้อนควักอยู่สองคน คือคุณ ‘ภู’ ดูว่าเก๊หรือแท้ กับคุณ ‘แดง’ จอมต่อราคามหาโหด
การเที่ยวชมเมืองโปโลนนรุวะยังไม่จบครับ...แต่หน้ากระดาษหมดอีกตามเคยก็ต้องยกยอดไปฉบับหน้าเหมือนเดิม อย่าเพิ่งเบื่อนะครับ
เรายังเหลือ ‘การนมัสการต้นศรีมหาโพธิ์’ ที่สำคัญอีกแห่งที่อยากเล่าให้ฟัง!
สวัสดีครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com