การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

โยคะฝึกจิตพิชิตโรค (ฝึกการหายใจ) by ผักหวาน

3 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
10 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#328]

ฝึกการหายใจ

          ทิ้งช่วงไปนานพอสมควร ด้วยภารกิจประจำ หวังว่าคงไม่ต่อว่ากันนะคะ เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ สำหรับการบริหารยืดกล้ามเนื้อทั้ง 20 ท่าที่แนะนำไป ได้ผลอย่างไร เขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ

          ได้ทราบประวัติและชนิดของโยคะไปแล้วพอสังเขป คราวนี้ผักหวานก็จะมาแนะนำต่อในเรื่องของการฝึกหายใจ บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องฝึกหายใจด้วย ถ้าไม่หายใจเราก็คงไม่มีชีวิตอยู่ได้ หลายท่านคงมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจ ทุกวันนี้ท่านตอบตัวเองได้หรือไม่ว่า ท่านหายใจได้สมบูรณ์ เต็มช่องท้องหรือยัง สามารถหายใจได้ยาว-ลึก และกักอ๊อกซิเจนไปใช้ได้เต็มที่หรือไม่ มีการบริหารปอดเพื่อให้ปอดแข็งแรง และเพิ่มประสิทธิภาพของการสูบฉีดโลหิตหรือไม่ หากคำตอบคือ ใช่ นั่นหมายความว่า ท่านหายใจได้ถูกต้องแล้วค่ะ แต่ถ้าไม่ใช่ ท่านต้องทำการฝึกหายใจใหม่ค่ะ

          จากเกริ่นนำและประวัติ ผักหวานได้ทิ้งท้ายในส่วนของ หะฐะโยคะ ที่ประกอบด้วย ปราณ และ อาสนะ คราวนี้ก็ขอมาเล่ากันต่อว่าเป็นอย่างไรค่ะ

          1. ปราณ หรือ ปราณยาม มีความหมายว่า การควบคุมลมหายใจ ในความหมายของโยคะ หมายถึงการควบคุมพลังชีวิต ปราณมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ปราณอยู่ในอากาศ แต่หาใช่อากาศไม่ ปราณอยู่ในอาหาร แต่หาใช่อาหารไม่ งงไหมค่ะ สรุปดีกว่าค่ะว่า เราทุกคนสามารถสูดเอาปราณจากอากาศที่สดชื่นโดยวิธีการหายใจ ถ้าหายใจธรรมดา เราก็ได้ปราณแบบธรรมดา แต่ถ้าหายใจแบบโยคะ เราก็จะสามารถสูดเอาปราณได้มากขึ้น แถมมีเหลือสะสมไว้ในสมองและระบบประสาทเพื่อไว้ใช้ในกรณีจำเป็น เห็นข้อดีหรือยังค่ะ ดังนั้น ปราณจึงเป็น พลังแห่งชีวิต และวิธีการที่จะเอาปราณเข้าไปใช้ให้ถูกต้องก็ต้องหายใจแบบโยคะ ซึ่งเราเรียกว่า ปราณยาม โดยมีหลักของการหายใจ 4 ขั้นตอน ดังนี้

                   - ปุรุกะ (Puruka) แปลว่า การบรรจุ คือ การหายใจเข้า
                   - กุมภะกะ (Kumbhaka) แปลว่า สภาพมั่นคงของการทำให้ปอดพองตัวเต็มที่
                   - รีจะกะ (Rechaka) แปลว่า การระบายออก คือ การหายใจออก
                   - สุนียกะ (Shunyka) แปลว่า สภาพของการหลีกเลี่ยง

          สรุปคือ การหายใจเข้า ท้องต้องพอง (ป่อง) หายใจออก ท้องต้องยุบ

          2. อาสนะ (Asana) แปลว่า ท่า อาการ ซึ่งท่าบริหารกายตามหลักโยคะ มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบำรุงกล้ามเนื้อ รวมทั้งวิธีดัดตนในท่าปกติ หรือท่าโค้งงอ ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ยืดหยุ่นและผ่อนคลายจนเกิดความสมดุล ช่วยเสริมในส่วนที่ขาด ลดในส่วนที่เกินจนกระชับ เป็นความสัมพันธ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เกิดความสงบแก่จิตใจ ลดความเคร่งเครียดและความกังวลทางจิต


2 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          การฝึกลมปราณควรฝึกในที่โล่งแจ้งอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ควรฝึกในที่อับชื้น มีกลิ่น หรือเสียงดัง ในการฝึกลมปราณแต่ละครั้งให้หายใจซ้ำกัน 5-7 ครั้งแล้วตามด้วยการหายใจปกติ

          การฝึกหายใจสามารถทำได้ทั้งท่ายืน ท่านั่ง และท่านอน ท่านั่งสามารถทำได้หลายแบบคือ นั่งขัดสมาธิชั้นเดียว(ขาข้างหนึ่งอยู่บนอีกข้างหนึ่ง) นั่งสมาธิสองชั้น(ท่าดอกบัว) นั่งบนส้นเท้าหรือนั่งคุกเข่า นั่งบนส้นเท้า เท้าแยกกันและก้นอยู่ระหว่างเท้า การวางมือให้ทำเหมือนพระพุทธรูปเอามือซ้ายอยู่ล่างมือขวาอยู่บน

การฝึกการหายใจ เริ่มจาก

          จังหวะที่ 1 หายใจเข้า ให้ท้องป่องออกซึ่งเป็นการหายใจโดยใช้กำบังลม

          จังหวะที่ 2 หลังจากนั้นให้สูดลมเข้าอีก ซึ่งจะทำให้ซี่โครงทรวงอกขยาย

          จังหวะที่ 3 สูดลมให้เต็มปอด จะรู้สึกว่าปอดขยายออกทุกทิศทุกทาง เมื่อหายใจออก ก็ให้หายใจจาก ยอดอกออกก่อนตามด้วยกลางทรวงอกและสุดท้ายให้ท้องแฟบ

          การหายใจเข้าออกผ่านโพรงจมูกเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในการบริหารร่างกายแบบชาวตะวันออก อย่างการเล่นโยคะ หรือไทชิ ซึ่งมีจังหวะการหายใจเนิบ ๆ ควบคู่กับท่าทางการเคลื่อนไหวช้า ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะจะทำให้ผู้เล่นเกิดสมาธิ จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังปฏิบัติ การหายใจได้เต็มปอดทำให้เราจึงรู้สึกปลอดโปร่ง ที่สำคัญระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานดีขึ้น โดยสังเกตจากปริมาณเหงื่อที่ไหลออกมาค่อนข้างมากไม่แพ้การเล่นกีฬาประเภทหักโหมเลยทีเดียว สำหรับผู้เล่นมือใหม่อาจพบปัญหาในการฝึกช่วงแรก ๆ บ้าง เช่น จังหวะการหายใจไม่ค่อยสอดคล้องกับการเคลื่อนไหว จึงยังไม่ได้ผลลัพธ์น่าพอใจนัก แต่หากพยายามฝึกต่อไปเรื่อย ๆ จะเกิดความคล่องตัวและมีสมาธิอย่างอัตโนมัติ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ปัจจุบันการออกกำลังกายนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ และเราควรทำโดยสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะมีอายุเท่าใด เพราะจะทำให้เกิดผลดีมากมาย เช่น ทำให้สุขภาพแข็งแรง สมรรถภาพของหัวใจและปอดดีขึ้น สุขภาพจิตก็ดีขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผล ทำให้อายุยืนยาว โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ ผักหวานคิดว่าทุกคนล้วนปรารถนาทั้งนั้น คงไม่มีใครอยากอายุยืนในลักษณะที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องให้ลูกหลานคอยดูแล หรือไปหาหมอทุก 3 วัน 7 วัน จริงมั้ยค่ะ เราคงอยากช่วยตัวเองได้ ไปเที่ยวได้ แถมรู้สึกสนุกสนานกับชีวิต

          สำหรับท่านที่ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็ขอให้ทำต่อไปนะคะ แต่ถ้าไม่เคยออกกำลังกายเลย และอายุเกิน 35 ปีแล้ว ควรพบหมอเสียหน่อย เพื่อตรวจดูสุขภาพทั่วไปว่า ปอด หัวใจไม่มีโรคที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการออกกำลังกาย หรือท่านที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนนะคะ ว่าโรคของท่านควรจะออกกำลังกายโดยวิธีไหน ที่ไม่มีผลเสียต่อตัวท่านเอง


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com