การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

“จิต” กับการฝึกหัดจิต by สุขภาพจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
13 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#176]

“จิต” กับการฝึกหัดจิต

          เมื่อหลายวันก่อนได้มีโอกาส ขึ้นไปวัดป่าชนะสงคราม ไปดูงานสร้างศาลาธรรมสังเวช และตั้งใจว่าจะไปถือศีลสักอาทิตย์ แต่มีโอกาสนอนที่วัดแค่สามคืน เพราะ หลวงปู่พรหม เจ้าอาวาส ที่เป็นครูบาอาจารย์อีกรูปของภูเตศวร มีธุระสำคัญบางประการอย่างเร่งด่วน ทำให้ต้องขับรถไปส่งท่าน ที่วัดเขาน้อย จังหวัดชัยภูมิ

          แม้มีเวลาน้อยนิด แต่ก็มีโอกาสได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่หลายครั้ง ประกอบกับช่วงเวลาที่ขับรถ นำท่านเดินทางไปสู่จุดหมาย ที่ต้องใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง จึงได้สดับธรรมะจากหลวงปู่อย่างอิ่มเอมใจ หลายประโยคเป็นคำแนะนำสั่งสอนอันล้ำค่า ซึ่งจะหาฟังจากที่ใดได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะ เรื่องของจิตกับการฝึกหัดจิต

          เป็นที่รู้กันว่า “จิตเป็นธาตุรู้” โดยปกติจะมีธรรมชาติ ใสสว่าง ประภัสสร แต่จะเศร้าหมอง ไปตามธรรมารมณ์ ที่วิ่งเข้ากระทบ โดยผ่านอายตนะ 6 อันมี หู ปาก จมูก ลิ้น กาย และใจ อายตนะ 6 นี้แหละ ที่ทำให้จิตกระเพื่อม อาการกระเพื่อมนี่แหละ เรียกว่า อารมณ์ เข้าทำนอง อะไรชอบก็ว่าดี ที่ไม่ชอบก็ว่าไม่ดี ขึ้นอยู่กับการปรุงแต่งตามกิเลสในจิตตนทั้งสิ้น

          หลวงปู่ท่านกล่าวว่า “ทุกอย่างในโลก คือธรรมะทั้งสิ้น” ถ้าเรารู้จักยกขึ้นพิจารณาอย่างมีสติ ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังให้ฝึกจิตจนสามารถกำหนดสิ่งที่น่าเกลียด ให้ไม่น่าเกลียด กำหนดความไม่น่าเกลียด ให้เป็นของน่าเกลียดก็ได้ ท้ายที่สุด กำหนดความไม่น่าเกลียด กับความน่าเกลียด ให้เป็นความรู้สึกกลางๆได้

          ฉะนั้น เวลา หู ตา ไปกระทบอะไรเข้า หลวงปู่ท่านให้ “ตั้งสติรู้” ก่อน รู้ว่า “ใจ” เรากำลังรู้สึกถึงอารมณ์ รัก เกลียด โกรธ ชอบ หรือไม่ชอบ (ให้เห็นเฉยๆ แบบที่เรียกว่า สังเกตการณ์) ให้ทำอย่างนี้บ่อยๆ จิตจะมีกำลังขึ้นเป็นลำดับ สติจะตามทันความคิดรวดเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ แล้วจะรู้ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรดี หรือ เลว เพียงด้านเดียว ซึ่งจะทำให้จิตเราไม่ตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างขาดสติ และที่สำคัญกว่านั้น หลวงปู่ยังย้ำอีกว่า ที่สุดของนักปฏิบัติ จะสามารถพิสูจน์ตนเองได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครตอบ นั่นก็คือ

          วันนี้ ปากที่พูด ใจที่คิด กายที่ทำ มันตรงกันหรือเปล่า?

          “ถ้าตรงกัน นั่นแหละ คือตัวบอก ว่าเราเริ่มเข้าถึงธรรมแล้ว เพราะทุกอย่าง ไม่ว่า กาย วาจา ใจ มันเป็นธรรม” และประการสุดท้าย หลวงปู่พูดด้วยรอยยิ้ม

          “ผู้มีธรรม ต้องถามตัวเอง ตอบตัวเองได้ว่า กาย วาจา ใจ ที่แสดงออก เป็นเพราะกิเลสตัณหา ที่มาจาก ความ รัก โลภ โกรธ หลง ในจิตของตนหรือเปล่า รู้อย่างนี้ ทันมันอย่างนี้ จึงเป็นจิตที่มีปัญญาธรรม ไม่ได้มาจากจิตหลอก จิตหลง จิตที่สำคัญผิดด้วยสัญญา จากการปรุงแต่งของกิเลส”

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ด้วยรัก

ภูเตศวร


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com