
ไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย (10) ตอนจบ
คณะแสวงบุญออกจากปรินิพพานวิหารในยามสาย กลับไปวัดไทยกุสินารา เพื่อถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และเตรียมตัวเดินทางเข้าประเทศเนปาล
โดยมี...สวนลุมพินีสถานที่ประสูติของพระบรมศาสดา ซึ่งเป็นสังเวชนียสถานแห่งสุดท้ายในการมานมัสการครั้งนี้...
หลังอาหารมื้อกลางวัน ทุกคนทยอยกันขึ้นรถ และใช้เวลาอยู่บนรถบัสหลายชั่วโมงกว่าจะถึงด่านเข้าเมืองเนปาล ทุกครั้งการตรวจเอกสารรวดเร็ว หากครั้งนี้อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์กษัตริย์พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ของเนปาลเพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน จึงทำให้ยวดยานพาหนะทุกคันถูกตรวจค้นอย่างละเอียด จึงทำให้ต้องเสียเวลาไปนานเป็นชั่วโมง
จากด่านตรวจคนเข้าเมืองไปยังลุมพินีมีระยะทางอีกหลายกิโลเมตร และเมื่อถึงก็เป็นยามสนธยาใกล้ค่ำ จุดหมายปลายทางในวันนี้จึงเป็นโรงแรมเล็ก ๆ ห่างจากสวนลุมพินีไปประมาณสิบกว่ากิโลเมตร และรับประทานอาหารค่ำที่นั่น
ค่ำนั้น... พวกเราจึงได้เดินชมตลาด ช็อปปิ้งสินค้าของเนปาลกันพอหอมปากหอมคอ สมใจชาวคณะกันไปพอสมควร
วันสุดท้ายในเขตสังเวชนียสถาน ทุกคนตื่นเช้ามืดเหมือนที่เคยเป็น และเดินทางเข้าสวนลุมพินีด้วยเสียงสวดมนต์ของชาวคณะบนรถโดยมีครูบาอาจารย์นำสวดอย่างที่เคยเป็น
จากโรงแรมถึงสวนลุมพินีอันเป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ใช้เวลาประมาณยี่สิบกว่านาที เราทุกคนลงจากรถท่ามกลางอากาศหนาวเย็นที่มีสายหมอกปกคลุมบาง ๆ
หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ได้กำหนดสถานที่ใต้ต้นโพธิ์ริมสระน้ำเล็ก ๆ ที่เชื่อกันว่า หลังจากพระมหาโพธิสัตว์ทรงออกจากครรภ์พระมารดา ได้ทรงสนานพระวรกายที่นี่ เป็นที่นั่งสวดมนต์ภาวนารำลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสียงสวดมนต์ของชาวคณะผู้มาแสวงบุญ ดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณลุมพินี บนผืนแผ่นดินถิ่นพุทธภูมิ ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า...
จากนั้น... จึงสำรวมจิตนั่งสมาธิภาวนากันประมาณครึ่งชั่วโมง... เป็นการเอาสมาธิจิตน้อมถวายเป็นพุทธบูชา
ณ สถานที่แห่งนี้ เป็นที่พระบรมโพธิสัตว์ทรงประสูติจากพระครรภ์มารดา หากจะย้อนกลับไปเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน มีกษัตริย์ราชวงศ์ศากยะ ทรงพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงมีพระมเหสีพระนามว่าพระนางสิริมหามายา

ในคืนหนึ่งพระนางทรงสุบินนิมิตว่ามีท้าวมหาพรหมทั้งสี่ ยกแท่นบรรทมของพระนางไปวางไว้ใต้ต้นสาละใหญ่ ณ ป่าหิมพานต์ เหล่าเทพธิดาพากันนำพระนางไปสรงสนานในสระอโนดาตซึ่งอยู่ข้างต้นสาละนั้นเพื่อชำระล้างมลทิน ขณะนั้นมีลูกช้างเผือกเชือกหนึ่งถือดอกบัวขาวลงจากภูเขา เข้ามาทำประทักษิณสามรอบ แล้วเข้ามาสู่อุทรทางเบื้องขวาของพระนาง นับแต่นั้นมาพระนางก็เริ่มตั้งพระครรภ์
เมื่อพระครรภ์จวนครบทศมาส พระนางจึงเสด็จสู่นครเทวทหะซึ่งอยู่ห่างจากกันไม่ไกลเท่าใดนัก (ตามธรรมเนียมสมัยนั้นฝ่ายหญิงจะต้องเดินทางไปคลอดบุตรที่บ้านพ่อแม่ของตน) เมื่อขบวนยาตราไปถึงป่าลุมพินีที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทางพอดี พระนางก็ได้ประชวรพระครรภ์หนัก จึงได้หยุดขบวนและประทับใต้ต้นสาละ ทรงยืนเหนี่ยวกิ่งสาละ และ ณ วันวิสาขปุรณมีดิถีเพ็ญเดือนหกเวลาสายใกล้เที่ยง...
พระบรมโพธิสัตว์ก็ได้ประสูติจากพระครรภ์มารดา!
ทรงเพียบพร้อมด้วยมหาปุริสลักษณะทั้งสามสิบสองประการบริบูรณ์ อันเป็นลักษณะแห่งองค์พุทธางกูรโดยแท้...
และเมื่อเสด็จออกจากครรภ์พระมารดาแล้วทรงแสดงปาฏิหาริย์ ก้าวพระบาทออกไปได้เจ็ดก้าว อันเป็นนิมิตหมายว่า พระองค์จะประกาศธรรมแห่งพระองค์ไปถึงเจ็ดแว่นแคว้นชมพูทวีปในสมัยนั้น
เมื่อย่างพระบาทไปเจ็ดก้าว พระกุมารได้ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ก่อนเหลียวมองทิศทั้งสี่พร้อมเปล่งพระวาจาว่า...
“เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ของเราจะไม่มีอีกแล้ว”
ในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า ในวันที่พระบรมโพธิสัตว์ทรงประสูติ พระองค์มีสหชาติเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันเจ็ดประการ
หนึ่ง คือพุทธองค์ สอง พระนางยโสธราพิมพา สาม พระอานนท์ สี่ นายฉันนะ ห้า อำมาตย์กาสุทายี หก ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เจ็ด ม้ากัณฐกะ

หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติสมาธิ หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ก็ได้ให้โอวาทกับชาวคณะผู้แสวงบุญทั้งหลาย ด้วยรู้ว่าที่นี่จะเป็นสถานที่สุดท้ายแห่งสังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบลแล้ว หลวงปู่กล่าวถึงผลานิสงส์ผลบุญอันประเสริฐของชาวคณะตลอดเวลาที่อยู่ในแผ่นดินพุทธภูมิ พร้อมอำนวยอวยชัยให้พบเห็นธรรมอันประเสริฐของพระบรมศาสดาในที่สุด
เราทุกคนเคลื่อนขบวนมายังจุดที่ตั้งเสาหินพระเจ้าอโศก เพื่อจุดธูปเทียนถวายพระรัตนตรัย และถ่ายรูปเป็นที่ระลึกพร้อมกันทั้งคณะเป็นครั้งสุดท้ายในอาณาบริเวณแห่งสังเวชนียสถาน
ก่อนมุ่งหน้าไปยังวัดไทยลุมพินีเพื่อถวายผ้าป่าช่วยสร้างเสนาสนะที่ได้จัดเตรียมมาพร้อมแล้ว
วัดไทยลุมพินีอยู่ใกล้ ๆ สถานที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตามโครงการที่รัฐบาลเนปาลสนับสนุน การจัดสรรที่ดินบริเวณดังกล่าวให้เป็นวัดพุทธศาสนานานาชาติ และไทยเราก็ได้ที่ดินนี้มาสร้างวัดขึ้นที่นี่
วัดไทยลุมพินีสร้างมานานหลายปี หากปัจจุบันได้คณะสงฆ์จากวัดไทยกุสินารามาบริหารต่อ และกำลังพัฒนาเสนาสนะอันเป็นศาลาปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ดังที่เห็นในภาพซึ่งยังขาดปัจจัยอยู่อีกจำนวนมาก
และที่นี่วัดไทยลุมพินี เราได้ปัจจัยจากผ้าป่ารวมแล้วทั้งหมด 157,641 บาท โดยแบ่งเป็นค่าอิฐสร้างศาลาอุโบสถ 113,180 บาท รวบรวมเป็นผ้าป่าในวัดจากคณะผู้แสวงบุญเพิ่ม 38,746 บาท ปัจจัยถวายสงฆ์ 5,715 บาท
ครับ ภารกิจสำคัญในการจัดผ้าป่าช่วยวัดไทยในอินเดียทั้ง 5 วัดได้สิ้นสุดลงที่นี่ ผู้เขียนกับทมยันตีเทซองปัจจัยหมดทุกบาททุกสตางค์ที่วัดไทยลุมพินีด้วยอาการโล่งใจกับความสำเร็จดังตั้งใจแล้วทุกประการ

จากวัดไทยลุมพินี...เรากลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรมพร้อมภัตตาหารเพลของครูบาอาจารย์ที่วันหนึ่งมีเพียงมื้อเดียวอย่างฉิวเฉียดด้วยเวลาที่เสียไป จากนั้นจึงเดินทางกลับสู่แผ่นดินอินเดียอีกครา
คืนนี้เราจะพักที่สาวัตถี...จากนั้นจึงเข้าเดลฮีเพื่อขึ้นเครื่องเดินทางกลับแผ่นดินเกิดกัน
สองวันสุดท้ายแห่งการเดินทางในแผ่นดินอินเดีย ยังมีเรื่องสนุก ๆ หลายเรื่อง หากเป็นการเที่ยวส่งท้าย และให้โอกาสญาติโยมช็อปปิ้งเสียมากกว่า ฉะนั้นภูเตศวรจึงของดเว้นที่จะกล่าวถึง ด้วยอยากจะให้ ‘ธรรมะ 5 นาที’ เป็นเรื่องราวแห่งการประพฤติปฏิบัติในบุญกุศลมากกว่าประการอื่น
ฉะนั้น...จึงเท่ากับการไปเยือนอินเดียเพื่อนมัสการสังเวชนียสถานของเหล่าหลวงปู่...หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ กับชาวคณะญาติโยมในครั้งนี้ได้จบลงอย่างสมบูรณ์
ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณ นิตยสารขวัญเรือน ที่เป็นสื่อกลางแห่งศรัทธา...กราบขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่ช่วยส่งปัจจัยมาสมทบค่าเดินทาง ค่าอาหารพระสงฆ์ อีกทั้งปัจจัยเพื่อสมทบผ้าป่าฯ ที่ทอดถวายวัดไทยในอินเดียทั้ง 5 แห่งนั้นอย่างสุดซึ้ง
และขอบุญกุศล...ขอบารมีของครูบาอาจารย์ทุกองค์ ขอพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงจงประสิทธิ์...จงอำนวยอวยชัยให้ท่านทั้งหลายได้พบแต่ความสุขความเจริญในชีวิต อยู่ในศีลในพรของพระจนกว่าจะถึงแดนอันบรมสุขซึ่งพระนิพพานด้วยเทอญ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com