
ไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย (9)
หลังจากพระบรมศาสดาทรงปลงมายุสังขารแล้ว กาลต่อมาทรงเสด็จดำเนินต่อไปยังกุฎาคารศาลาในป่ามหาวัน ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขาหิมาลัยนอกเมืองเวสาลี ซึ่งกษัตริย์ลิจฉวีทรงสร้างถวายเป็นที่ประทับ
พระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้พระอานนท์ประกาศประชุมสงฆ์ที่อยู่ในเมืองเวสาลีทั้งหมด ครั้นภิกษุมาประชุมพร้อมหน้า พระองค์ได้ตรัส อภิญญาเทสิตธรรม คือธรรมที่ได้ทรงแสดงแล้วด้วยปัญญาอันสูงยิ่ง เป็นธรรมที่แสดงเพื่อการบรรลุหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ได้แก่ ‘สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 4 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และมรรคอันมีองค์ 8’
พระพุทธองค์ทรงย้ำเตือนเหล่าสาวกทั้งหลายให้อยู่ในความไม่ประมาท อีกทั้งยังประกาศการปรินิพพานของพระองค์ในระยะเวลาสามเดือนข้างหน้าให้พระภิกษุทั้งหลายได้ทราบ
รุ่งขึ้นทรงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลี ชาวเมืองต่างมีความเศร้าโศกเสียดายเป็นที่ยิ่ง ด้วยทราบว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เห็นพระบรมศาสดา เมื่อพระองค์เสด็จออกจากเมืองเวสาลี ทรงหยุดประทับอยู่ ณ ประตูเมืองครู่หนึ่ง ผินพระพักตร์ทอดพระเนตรดูเวสาลีเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตรัสกับพระอานนท์ว่า
“อานนท์...การเห็นเมืองเวสาลีของตถาคตครั้งนี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย”

จากเมืองเวสาลี พระพุทธองค์ทรงประทับสำราญตามพุทธอัธยาศัย ณ โภคนครเป็นเวลาล่วงไปเกือบสามเดือนใกล้กำหนดวันเวลาที่ทรงกำหนดปลงมายุสังขารได้ จึงพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลายเสด็จดำเนินสู่เมือง ‘ปาวา’ ประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ กัมมารบุตร และเสด็จไปเสวยภัตตาหารครั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะในวันรุ่งขึ้น
นายจุนทะได้จัดปรุงอาหารพิเศษด้วยสุกรมัทวะ พร้อมด้วยขาทนียะ และโภชนียะอันประณีตเป็นอันมาก มาถวายพระพุทธองค์และพระสาวก (อาหารที่มีชื่อว่าสุกรมัทวะนี้ บ้างก็ว่าเป็นเนื้อหมู บ้างก็ว่าเป็นเห็ดชนิดหนึ่ง แต่ในความเห็นของผู้เขียน น่าจะเป็นอาหารที่ทำจากข้าวและเครื่องเทศต่าง ๆ อีกทั้งนมเนยและของมีคุณค่าของโภชนาการอื่น ๆ อีกมาก เหมือนข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงดำรงพระชนมชีพอยู่ได้ถึง 49 วัน โดยมิได้เสวยอะไรเลย อาหารลักษณะนี้จึงเป็นอาหารที่กินแล้วย่อยยากมากๆ )
ด้วยพระญาณอันวิเศษ พระตถาคตเจ้าทรงทราบถึงอันตรายในอาหารนี้จึงรับสั่งให้นายจุนทะถวายเฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่เหลือให้ขุดหลุมฝังเสีย เพราะทรงพิจารณาแล้วว่าคนใด ๆ ในโลกนี้บริโภคอาหารนี้แล้วจะไม่สามารถย่อยได้เพราะดีเลิศเกินไป เว้นแต่พระองค์เท่านั้นที่เสวยได้
เมื่อเสด็จออกจากบ้านนายจุนทะ ทรงแวะพักผ่อนใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง มีบุตรมัลละกษัตริย์ชื่อ ‘ปุกกุสะ’ เคยเป็นศิษย์ของท่านยาฬาดาบสกาลามโคตร เดินทางจากกุสินารามายังเมืองปาวา เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าก็เกิดความเลื่อมใส จึงน้อมถวายผ้าเนื้อดีที่สุดถวาย ทรงรับไว้ผืนหนึ่ง อีกผืนหนึ่งรับสั่งให้ถวายพระอานนท์ เมื่อปุกกุสะกลับไปแล้วพระอานนท์เห็นว่าผ้านั้นเนื้อดีเกินไปไม่คู่ควรกับท่าน จึงน้อมถวายส่วนของท่านแด่พระพุทธองค์ ทรงรับไปนุ่งห่มแล้วมองดูพระฉวีผุดผ่องยิ่งนัก พระอานนท์จึงทูลถามขึ้นว่า
“เวลานี้พระองค์ทรงประชวรหนัก แต่ไฉนหนอผิวพรรณจึงผุดผ่องเหลือเกิน!”
พระบรมศาสดาทรงตรัสตอบ... “อานนท์เป็นอย่างนั้นเทียว กายของพระตถาคตย่อมมีฉวีวรรณผุดผ่องสองครั้ง คือในคืนที่เราตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และวันที่เราตถาคตจะปรินิพพานระหว่างต้นสาละทั้งคู่ในสวนสาละอันเป็นที่พักกลางทางของเหล่ามัลละกษัตริย์ใกล้เมืองกุสินาราตอนปัจฉิมนิยามแห่งราตรีนี้”
จากนั้นพระบรมศาสดาได้ทรงสรงน้ำในกกุธานที แล้วเสด็จเข้าสวนอัมพวันประทับนอนด้วยท่าสีหไสยาสน์เพื่อพักผ่อน และทรงปรารภถึงนายจุนทะผู้ถวายอาหารสุกรมัทวะด้วยพระปรีชาญาณว่า
“เมื่อเรานิพพานแล้วอาจมีผู้กล่าวโทษจุนทะว่าได้ถวายอาหารเป็นพิษ หรือจุนทะอาจคิดร้อนใจไปเองเพราะเสวยอาหารของตนตถาคตจึงถึงปรินิพพาน” พระองค์จึงตรัสกับพระอานนท์ว่า...
“อานนท์ บิณฑบาตที่มีอานิสงส์มาก มีผลไพศาลยิ่งมีอยู่สองคราวด้วยกัน คือบิณฑบาตที่เสวยแล้วตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเสวยแล้วเสด็จปรินิพพาน กุศลที่จุนทะสร้างสมย่อมเป็นเรื่อง อายุ วรรณะ สุข ยศ สวรรค์ และความเป็นใหญ่ ถ้ามีใครตำหนิจุนทะ เธอพึงปลอบใจให้เขาคลายวิตก อาหารของจุนทะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่ดีมากสำหรับเรา” จบแล้วพระองค์ทรงเปล่งพระอุทานดังนี้
“บุญย่อมเจริญงอกงามแก่ทายกผู้ยิ่งใหญ่ เวรย่อมไม่สืบต่อผู้ระงับไม่จองเวรเสียได้ คนฉลาดเท่านั้นที่ละบาปเสียได้แล้วก็นิพพานเพราะความสิ้นไปแห่ง ตัณหา ราคะ โทสะ และโมหะ”
ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมพุทธสาวกหมู่ใหญ่เสด็จข้ามแม่น้ำหิรัญญวดี...ไปยังสวนสาละ...สวนสาละที่พวกเราคณะผู้แสวงบุญได้ออกจากมงกุฎพันธนเจดีย์มาถึงเมื่อยามสายของวันนี้
ในวิหารเล็ก ๆ ที่เรียกว่าปรินิพพานวิหารตรงหน้าพระสถูปใหญ่ กลางวิหารมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ พระพักตร์แห่งองค์พระปฏิมากรพริ้มหลับด้วยลักษณาการสงบนิ่ง บ่งบอกลักษณะแห่งมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ว่า แม้กำลังอยู่ในกาลต่อสู้กับเวทนาขณะดับขันธปรินิพพาน พระองค์ยังทรงสงบนิ่งประหนึ่งกำหลังทรงฌานสมาบัติ
เราทั้งหลายโดยมีหลวงปู่เสน ปัญญาธโร เป็นผู้นำจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัยและสวดมนต์บทสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า จากนั้นจึงนั่งสมาธิภาวนา...
ซึ่งทุกคนในที่นั้นล้วนน้ำตาพรากพรายลงเป็นสายด้วยความอาดูร เหมือนกำลังอยู่เบื้องพระพักตร์แห่งพระบรมศาสดาในยามที่พระองค์กำลังเสด็จดับขันธปรินิพพานอย่างไรอย่างนั้น!
เรานึกถึงวันเวลาที่ผ่านพ้นมากว่าสองพันปี...ตามพุทธประวัติได้บันทึกไว้...
เมื่อเสด็จถึงสวนสาละ ทรงรับสั่งให้พระอานนท์จัดแท่นพระบรรทมระหว่างต้นสาละทั้งสองที่มีกิ่งใบโน้มเข้าหากัน พระตถาคตเจ้าทรงหันพระเศียรไปยังทิศเหนือประทับด้วยท่าสีหไสยาสน์ กาลในบัดนั้นเกิดอัศจรรย์ขึ้นด้วยดอกสาละผลิดอกขึ้นผิดฤดูกาล ร่วงโปรยลงบนพระสรีระ ดอกมณฑารพ ดอกไม้จันทน์ ตกลงจากเบื้องบน มโหรีดนตรีทิพย์พลันบรรเลงขึ้นเพื่อบูชาพระตถาคตเจ้า ณ กาลนั้นพระบรมศาสดาทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า
“ดูก่อนอานนท์ การบูชาด้วยอามิสเหล่านี้ ไม่ชื่อว่าบูชาเราตถาคตสูงสุด อานนท์ ถ้าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใดประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมปฏิบัติชอบยิ่งปฏิบัติตามอยู่ ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้สักการะเคารพบูชาเราตถาคตด้วยการบูชาสูงสุด”
คืนนั้น...วันเพ็ญวิสาขปุรณมี ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนหก พระจันทร์เต็มดวงล่วงเข้ามัชฌิมยามไปแล้ว พระบรมศาสดาเจ้าทรงระโหยโรยแรงยิ่งนัก หากก็ยังฝืนพระทัยดำรงสติมั่น ทรงสั่งสอนให้โอวาทพระภิกษุสงฆ์สาวกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จปรินิพพานดังนี้...
“อานนท์ เมื่อตถาคตล่วงลับไปแล้ว พวกเธอทั้งหลายอาจคิดว่าบัดนี้ไม่มีพระศาสดาแล้ว อาจรู้สึกว้าเหว่ไร้ที่พึ่ง พวกเธอคิดดังนั้น ธรรมก็ดีวินัยก็ดีที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมวินัยเหล่านั้นจักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลายแทนเราต่อไป”
ท้ายสุดพระองค์ได้ตรัสบอกเหล่าพุทธสาวกที่มาประชุมกันพร้อมหน้าว่า...ภิกษุรูปใดมีความเห็นขัดแย้งในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือในมรรคในข้อปฏิบัติใดก็จงถามเสีย อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนภายหลังว่า ได้อยู่เฉพาะหน้าพระศาสดาแล้วไม่กล้าถาม ปรากฏว่าไม่มีภิกษุรูปใดทูลถามอีก ทรงเตือนซ้ำจนครบสามครา ทุกรูปนิ่งเงียบกริบ... ในที่สุดพระตถาคตเจ้าทรงตรัสปัจฉิมโอวาทประทานแก่พุทธสาวกทั้งหลายว่า...
“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราจักเตือนเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”
ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ทรงนิ่งเงียบ ไม่ตรัสอะไรอีกเลย ทรงเสด็จเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน เรื่อยไปถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ตลอดจนสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นอนุโลมแล้วย้อนกลับเป็นปฏิโลมที่ปฐมฌานใหม่ ก่อนย้อนกลับไปยังจตุตถฌาน คือฌานสี่ และทรงดับขับธปรินิพพานระหว่างฌานสี่กับห้านั่นเอง และผู้เข้าฌานตรวจดูวาระจิตของพระพุทธองค์คือพระอนุรุทธะเถระซึ่งได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางทิพยจักษุเป็นเลิศ
เมื่อพระตถาคตเจ้าเสด็จสู่ปรินิพพาน กาลนั้นเหตุอัศจรรย์ก็บันดาลขึ้น มหาปฐพีก็หวั่นไหวครั้งใหญ่ มโหรีกลองทิพย์ก็บันลือไปทั่วนภากาศกว้าง
เหลือไว้คือ ‘พระธรรม’ ที่ทรงค้นพบ เป็นมรดกแก่เราสัตว์โลกเพื่อยึดถือและปฏิบัติตาม เพื่อการพ้นทุกข์ในที่สุด!
พบกันฉบับหน้าครับ!

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com