ไปนมัสการสังเวชนียส...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย (8)

4 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
8 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#11]

ไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย (8)

          คณะแสวงบุญกว่าสี่สิบชีวิตถึงกุสินารา หลังดวงตะวันลับฟ้า หลายคนบนรถบัสตื่นตาตื่นใจกับวัดไทยกุสินาราฯ ที่ปัจจุบันเหมือนจะเป็นวัดไทยในอินเดียที่ถือว่าสวยงามที่สุด และกล้ากล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในตำบลกุสินาราก็ว่าได้

          ทุกคนทยอยเข้าที่พักซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนโรงแรมระดับห้าดาวของอินเดียเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นก๊อกน้ำร้อนน้ำเย็น แถมทุกห้องยังมีชากาแฟให้ผู้มาเยือนสามารถบริการตัวเองได้อีกด้วย

          บางคนในคณะถึงกับรำพันออกมาว่า... “สวยเหมือนเมืองสวรรค์”

          ก็น่าหรอกครับ เพราะกับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ในวันนี้ ไม่ว่าโบสถ์วิหาร หรือมหาเจดีย์อันงามสง่าด้วยศิลปะไทยอันวิจิตรอลังการแล้ว ทุกพื้นที่ในอาณาเขตยังปลูกไม้ประดับไม้ดอกเหมือนเดินอยู่ในรีสอร์ตบนดอยสูงแถบภาคเหนือบ้านเรา ที่ต้องใช้นักพฤกษศาสตร์มากประสบการณ์ตกแต่งดูแล


3 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          แต่ที่นี่... วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระภิกษุคนไทยเป็นผู้ดูแลและควบคุมทุกอย่างตั้งแต่งานก่อสร้างจนถึงการตกแต่งบริเวณทั้งหมด โดยจัดแบ่งหน้าที่กันเป็นส่วน ๆ รับผิดชอบกันไป

          เห็นวัดไทยกุสินาราฯ วันนี้ทำให้นึกย้อนไปเมื่อหกเจ็ดปีก่อน ครั้งที่ภูเตศวรมาเยือนอินเดียครั้งแรก...

          ที่นี่มีแต่ลานกว้าง ๆ

          วันนั้นในเดือนพฤศจิกายนท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็นกับเรือนพักที่มีสังกะสีเป็นฝากั้นกับหลังคามุงหญ้า

          เป็นคืนแห่งความทุกข์ทรมานจากอากาศที่เหน็บหนาวของทุกคนในคณะผู้แสวงบุญที่มีหลวงปู่เมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา เป็นหัวหน้าคณะ

          หากก็เป็นคืนที่ทำให้เราเห็นความอาจหาญและความอดทนของพระไทยที่สละความสุขในบ้านเกิดเมืองนอนมาประกอบกิจแห่งบุญราศี

          เชิดชูเกียรติแห่งไทยให้ต่างชาติประจักษ์แก่สายตาในวันนี้!

          ครับ... จะกี่ร้อยกี่พันตัวอักษร จะร้อยประโยคพันคำกล่าวขาน ก็มิอาจเท่าเทียมกับความรู้สึกที่ประจักษ์ต่อสายตาของตน...สำหรับผู้ได้มาพบและเห็นวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          โดยเฉพาะพระมหาเจดีย์ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการที่พระองค์ทรงพระราชทานแบบแปลนให้วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์โดยเฉพาะ และงดงามยิ่งจนมิอาจบรรยายได้

          จบมื้อค่ำกับอาหารไทยแม้ฝีมือแม่ชีกับญาติธรรมในโรงครัว ทุกคนในคณะพร้อมหน้ากันบนพระอุโบสถเพื่อทอดผ้าป่าตามที่กำหนดไว้

          ได้ปัจจัย 73,505 บาท กับค่าไทยทานถวายพระสงฆ์อีก 6,070 บาท

          ลงจากพระอุโบสถญาติธรรมในคณะทยอยกลับห้องพักท่ามกลางอากาศหนาวเย็นทั้ง ๆ ที่เป็นเดือนมีนาคม ซึ่งบ้านเราเริ่มเหงื่อตกกับความร้อนกันแล้ว บางคนอาจกำลังก้าวสู่นิทราอย่างมีความสุข หากผู้เขียนนั่งตรงระเบียงหน้าห้องพักชื่นชมบรรยากาศท่ามกลางละไอหมอกกับไฟที่ส่องสว่างรอบ ๆ อาณาบริเวณ...

          ดูคล้ายวิมานกลางหมอก...งดงามตรึงใจ

          สิ่งที่งามเยี่ยงนี้คือผลงานที่เกิดจากมือทั้งสองกับสมองอันเยี่ยมยอดของพระสงฆ์ไทยโดยแท้!

          คืนนั้นก่อนหลับตาลงบนเตียงหนานุ่มอบอุ่นด้วยผ้าห่มหนาในห้องพักที่สวยเหมือนรีสอร์ตแผกจากหนแรกที่มาเยือน ภูเตศวรนิ่งแผ่กุศลถึงทุกคนที่อ่านขวัญเรือนโดยเฉพาะคนที่ส่งเงินมาร่วมทำบุญกับวัดไทยในอินเดีย อีกทั้งช่วยค่าเดินทางของคณะหลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์ทั้งหมด

          ...ขอให้ทุกท่านพ้นทุกข์ หรืออย่างน้อยก็ขอให้มีสุขเหมือนสถิตอยู่ในวิมานสวรรค์อันงดงามเหมือนวัดไทยกุสินาราฯ นี้ด้วยเทอญ...

          เราลืมตาตื่นขึ้นขณะที่ท้องฟ้ายังมืดมิด หากเพราะเสียงสวดมนต์ทำวัตรเช้าที่ล่องลอยมาจากพระอุโบสถ...คณะสงฆ์ที่นี่สวดมนต์ทำวัตรเช้ากันตั้งแต่ตี 4 ...เป็นกิจวัตรที่กระทำกันมาอย่างต่อเนื่องจากวันแรกที่เริ่มสร้างวัดจนบัดนี้

          เสียงสวดมนต์เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุ่นใจในยามลืมตาตื่น ...ว่าพระศาสนาแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรง เราโชคดีที่เกิดมาได้พบศาสนา ได้เห็นพระรัตนตรัยที่เป็นแสงสว่างส่องทางมิให้ก้าวไปสู่ความมืดมิดแห่งตัณหาและอวิชชา มีเนื้อนาบุญสำหรับปลูกสร้างผลปัจจัยสู่ชาติภพอันประเสริฐจนกว่าจะถึงพระนิพพานในอนาคตเบื้องหน้า

          หลังอาหารเช้าสำหรับญาติโยม กับน้ำปานะสำหรับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ คณะแสวงบุญมุ่งหน้าสู่มงกุฎพันธนเจดีย์ ซึ่งเป็นที่ประชุมเพลิงพระบรมศพแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่ามกลางสายหมอกอันมัวหม่น

          คณะสงฆ์กับญาติโยมสวดมนต์ทำวัตรเช้าหน้าพระเจดีย์ที่ถวายเพลิงพระบรมศพ ต่อด้วยการนั่งเจริญภาวนาพิจารณาธรรมสังเวช มรดกธรรมที่พระตถาคตเจ้าทรงวางไว้ให้เป็นมรดกแก่พุทธบริษัททั้งหลาย

          ...จากพาราณสี แม่น้ำคงคา เราเห็นความตายตรงหน้าจนถึงตรงนี้คือที่ประชุมเพลิงพระพุทธเจ้า... ใครเล่าสามารถพ้นความตายไปได้?

          ‘ทำไมสัตว์โลกเกิดแล้วต้องตาย?’

          เราถามตัวเองต่อท้ายด้วยหลักปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมฝ่ายเกิดกับฝ่ายดับที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบ เราพิจารณาลงตรงนั้น หากก็ยังน้ำตาซึมด้วยความสลดหดหู่กับธรรมสังเวชนั้นพอควร

          เมื่อมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนอยากเล่าพุทธประวัติในช่วงท้าย หรือปัจฉิมวัยแห่งพระบรมศาสดาให้ท่านทั้งหลายได้สดับบ้าง


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมอันยิ่งใหญ่ใต้ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว พระองค์ทรงเสด็จจาริกแผ่พุทธธรรมนำมนุษย์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์มาเป็นเวลา 45 ปี... พรรษาสุดท้ายได้ทรงพำนักที่หมู่บ้าน ‘วาฬุคาม’ แขวงเมืองเวสาลี ทรงได้ประทับอยู่นานถึงแปดเดือนก่อนเสด็จไปยังทิวาวิหารปาวาลเจดีย์ใกล้ ๆ เมืองเวสาลี ณ ที่แห่งนี้พระองค์ทรงประชวรหนักแทบเอาพระชนมชีพไม่รอด แต่ทรงเยียวยารักษากายสังขารด้วยอำนาจฌานสมาบัติและการเจริญอิทธิบาทสี่จนทุเลาได้

          พญามารที่คอยทูลขอให้เสด็จสู่ปรินิพพานตั้งแต่ครั้งตรัสรู้ใหม่ ๆ ได้เข้ามาทูลขอให้ทรงดับขันธปรินิพพานอีกหน

          ซึ่งครานี้พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ทรงพระชราภาพมากแล้ว และพระพุทธศาสนาของพระองค์ก็ปักหลักมั่นคงดีแล้ว ควรเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ พระองค์จึงตัดสินพระทัยปลงมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์เมื่อวันเพ็ญเดือนสาม (มาฆบูชา) ว่า...

          “ต่อแต่นี้ไปอีกสามเดือน เราตถาคตจะเสด็จดับขันธปรินิพพานที่ระหว่างต้นสาละคู่ ณ เมืองกุสินารา”

          เมื่อพระบรมศาสดาเจ้าทรงตัดสินพระทัยเสร็จพลันเกิดแผ่นดินไหวครืนครัน อากาศก็เกิดวิปริตอยู่พักใหญ่ พระอานนท์เถระตกใจเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ว่า

          “เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเยี่ยงนี้ เพราะเหตุอันใดหรือพระพุทธเจ้าข้า?”

          พระบรมศาสดาตรัสบอกพระอานนท์ว่า อาการแผ่นดินไหวเช่นนี้เกิดด้วยเหตุแปดประการ

                    1. ผู้มีฤทธิ์บันดาล

                    2. ลมและอากาศแปรปรวนหนัก

                    3. พระโพธิสัตว์จุติในครรภ์มารดา

                    4. พระโพธิสัตว์ประสูติ

                    5. พระโพธิสัตว์ตรัสรู้

                    6. พระโพธิสัตว์แสดงปฐมเทศนา

                    7. พระโพธิสัตว์ปลงมายุสังขาร

                    8. พระโพธิสัตว์ดับขันธปรินิพพาน

          ว่ากันว่าในเวลานั้นพระอานนท์พลันได้คิด จึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าดำรงพระชนมชีพอยู่ต่อด้วยการเจริญอิทธิบาทภาวนา หากพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธว่า

          “อานนท์อย่าเลย อย่าวิงวอนตถาคตเลย และมิใช่เวลาที่จะมาวิงวอนตถาคตเสียแล้ว”

          พระอานนท์ได้ทูลวิงวอนจนครบสามครั้ง ทรงตอบปฏิเสธทุกครา และตรัสว่าทั้งหมดนั้นเป็นความผิดของพระอานนท์เอง แล้วทรงจาระไนสถานที่ทั้งสิบหกแห่งสิบหกโอกาสที่ทรงประทานให้ทูลขอ หากพระอานนท์ไม่รู้เท่าทันสักครั้งเดียว และยังตรัสแก่พระอานนท์ว่า

          “อานนท์ ตถาคตบอกแล้วมิใช่หรือว่าสัตว์จะต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง สัตว์จะได้สมความปรารถนาในสังขารนี้มาจากไหนเล่า ข้อทั้งหลายที่สัตว์จะหวังเอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้วมีการแตกดับเป็นธรรมดา ว่าสิ่งนี้จงอย่าฉิบหายเลย ดังนี้ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะมีจะเป็นได้”

          ทั้งยังตรัสต่ออีกว่า... “อานนท์ ตถาคตจักนิพพานเมื่อครบสามเดือนจากวันนี้ เราได้พูดไว้แล้วอย่างไร การจะคืนคำนั้นแม้เพราะเหตุต้องเสียชีวิตก็ไม่เป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้เลย” ถ้อยรับสั่งนั้นหมายถึง คราใดที่มีพุทธดำรัสหรือพุทธทำนายแล้วย่อมต้องเป็นไปตามนั้นทุกประการ

          ครับ กำลังมัน...แต่เนื้อที่หมดอีกแล้วครับท่าน ก็ต้องขอยกยอดไปฉบับหน้าตามระเบียบที่เคยปฏิบัติ

          พบกันฉบับหน้าครับ!


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com