การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ 9. สุราฮาเฮ (2) by แก๊งขาสั้น

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
10 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#481]

ตอนที่ 9. สุราฮาเฮ (2)

 

     เมื่อการแก้เซ็งนอกสถานที่ ได้รับการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องผ่านการตีความจากศาลรัฐธรรมนูญ เราก็หายจากอาการอยากเอาชนะ เพราะไม่มีอะไรมาท้าทาย เราจึงหยุดออก ทัศนศึกษาโดยเด็ดขาด

         “อย่าตื่นเต้น ก็กินมันในหอพักนี่แหละวะ”

         “ผิดกฎนะ เดี๋ยวโดนซิว ถูกเด้งออกจากหอพักหรอก”

     กฎข้อห้ามในหอพักที่สำคัญเป็นเรื่องคอขาดบาดตายมี 3 ข้อครับ ห้ามทะเลาะวิวาท ห้ามเล่นการพนัน และห้ามเสพของมึนเมา

     ใครจะห้ามก็ห้ามไป กฎมีไว้แหก เฮ้ย! กฎมีข้อยกเว้นนี่นา พี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ ครับ อ่านแล้วเก็บไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ อย่าเอาเยี่ยงอย่างเด็ดขาด เพราะทุกอย่างที่เล่าไปแล้วในตอนแรก และจะเล่าต่อในตอนนี้ ล้วนแต่สิ่งไม่ดีทั้งนั้น ด้วยอารมณ์วัยรุ่นที่ชอบต่อต้าน ทำให้เราอยากเอาชนะกฎระเบียบ ที่เห็นว่าจุกจิก ขาดความอิสระ จึงได้เกิดวีรกรรมทำวีรเวรเอาไว้ เพื่อเก็บมาเขียนประจานตัวเองนี่แหละครับ

     การพกพาน้ำมังสวิรัติ เข้าหอพักโดยเปิดเผย ถือว่าเป็นการกระทำที่ท้าทายอำนาจของยามยิ่งกว่าวิธีใดๆ คนอื่นไม่อยากเสี่ยงแต่นั่นไม่ใช่เรา

         “น้องจอยไม่รับโทรศัพท์อีกแล้วว่ะ จะเซ็งดีมั้ย”

     เมื่อไอ้เจษบ่นหงอดๆ พรรคพวกก็ช่วยกระพือ

         “ดี… เฮ้ย! มัคทายักยอกจ๊อด ลุกมาเรี่ยไรเงินสร้างโบสถ์วิหาร สร้างถานให้ ให้เจ้าอาละวาด วัดราษฎร์เสื่อมศรัทธาธรรมหน่อย”

     การสบทบเงินเข้ากองทุนแก้เซ็ง ในหอพักดำเนินขึ้นอย่างกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา

         “หัดควักกระเป๋า หย่อนลงขันซะดีๆไอ้คุณจ๊อด เรี่ยไรกี่หนต่อกี่หน ทำเป็นลืมไม่ยอมสมทบทุนเลยนะ”

         “เออน่า เก่งกะจ๋อแน่ะ เตรียมมอ’ไซด์ไว้เลย ครบเมื่อไรจะได้รีบไป เปรี้ยวปากจังวุ้ย”

     ที่เราเลือกเก่งกะจ๋อออกไปหาเสบียง เป็นเทคนิคส่วนตัวของก๊วน ที่ไม่ใช่เป็นครั้งแรก หากเป็นตัวเลือกทุกครั้งยามที่เราเกิดอารมณ์เซ็งดังกล่าว เหตุผลก็คือ สองคนนี้มีบุคลิกน่าเชื่อถือ สงบเสงี่ยม มาดไม่วอกแวก สวมแว่นตาดูมีสติปัญญา หน้าตาก็เป็นผู้ดีประมาณยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ ดูซื่อๆ ไร้พิษภัย ยามติดสอยห้อยตามเกาะกลุ่มร่วมก๊วน ก็ไม่เคยประพฤติตัวเมามายเสียหายมีแต่เกื้อกูลพูนผลประโยชน์ให้ แต่อย่าเผลอไว้ใจว่าเพื่อนเกลอทั้งคู่จะซื่อเหมือนใบหน้า

         “เอ้านี่เป้ สะพายให้ดี จะออกสตาร์ทรถรอ”

         “วันนี้กองทุนเรี่ยไรทะลุเป้า การเงินสะพัดดี สมาชิกจะเอาสุรานอกหรือของไทย ช่วยโหวตหน่อย” เพื่อนเก่งเสนอไอเดีย

         “เอามาเถอะ เอ็งกะจ๋อช่วยกันพิจารณาละกัน”

     คู่ซี้ทั้งสองเดินทางไปแล้ว มีจ๋อเป็นสารถี ส่วนเก่งเป็นคนซ้อนท้าย ร่อนซ้ายโฉบขวา ฝ่าความมืดยามต้นราตรีออกสู่ร้านค้านอกมหาวิทยาลัย

     และเราต่างก็เห็นภาพในใจอันชินตานั่นคือว่า เป้สองใบที่สะพายไปนั้น ใบแรกใช้บรรจุของผิดกฎหอ คือเหล้ามากกว่าหนึ่งขวด อีกใบเป็นมิกซ์เซอร์ จำพวกโซดา โค้ก น้ำเปล่า น้ำแข็ง ส่วนกับแกล้ม มันฝรั่ง ข้าวเกรียบกุ้ง และถั่วทอดทั้งหลาย วางสง่าผ่าเผยในตะกร้าหน้ารถก็ได้ ไม่จำเป็นต้องปิดบังซ้อนเร้น

         “วันนี้ลองขับช้าๆ นิ่มๆ ดีกว่าว่ะจ๋อ ขืนร่อนฉวัดเฉวียนขวดเหล้ากระทบกระแทกกัน เสียงจะดังเป็นที่ผิดสังเกต โดนจับได้เหมือนคราวนู้นอีก ก็อดกันพอดี”

         “ไม่เป็นไร มีวิธีละกัน จับให้แน่นๆนา ข้าจะซิ่งล่ะ”

     เจ้าจ๋อชะลอรถทำทีเป็นขับเอื่อยๆ กินลมชมวิวไปเรื่อยๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว พอเคลื่อนมาใกล้ประตูหอพักก็หยุดกึก ยามที่รอตรวจบัตรตลอด 24 ชั่วโมงเจ้าเก่า เห็นเราหยุดรถก็ขยับตัวออกจากที่มั่นเดินมาหาด้วยความสงสัยใคร่รู้

     พอเห็นช่องโหว่ระหว่างแผงกั้น กับประตูที่ระยะกว้างได้ขนาด เจ้าจ๋อก็บิดคั้นเร่งดังสนั่น ขับทะยานพุ่งพรวดเดียวผ่านยามซึ่งบิดตัวหลบไปอย่างเฉียดฉิว

         “เฮ้ยไอ้น้อง กลับมาให้ตรวจก่อน ผิดระเบียบหอพักนะจะบอกให้” ตะโกนไปเหอะพี่ น้องไม่ว่างกลับไปให้พี่ตรวจหรอก

     การสรรหาหน้าม้าออกไปซื้อของต้องห้ามนั้น หากเฟ้นคนหน้าตาซื่อๆ เซ่อๆไม่ได้ ตีบทไม่แตกละก็ ของกลางทั้งหมดจะตกกับยาม พวกเราก็วืด อดทำประชาวิจารณ์ โครงการก็เป็นหมันไปตามระเบียบ

     แล้วเรื่องอะไรจะยอมงอมืองอเท้าให้ถูกริบของกลางล่ะครับ

     ถ้าเห็นว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ใช้ความพยายามสูงถึงสูงมากในการหยิบของต้องห้ามละก็ เราจะขับพาหนะแมงกะไซคู่ชีพ กลับออกไปตั้งหลักอีกฝั่งถนน จัดการถ่ายเทเป้บรรจุของผิดกฎหมายทั้งหลายแหล่ ให้คนซ้อนท้าย สะพายเป้ลงเดินลัดเลาะไปยืนรอตรงคูน้ำข้างหอพัก ซึ่งเคยแสดงกายกรรมไต่ท่อคราวนู้น

     ส่วนคนขับก็ผิวปาก ขับรถมาหยุดให้คุณยามตรวจตรา เพื่อให้เห็นจะๆ กันไปข้างว่า ทุกอย่างที่บรรทุกมา ล้วนแต่ของขบเคี้ยวกินเล่นทั้งนั้น หามีอะไรในกอไผ่ ให้พี่ยามได้เอ่ยปากตำหนิติเตียนแม้แต่ปลายเล็บ

         “เร็วซิเว้ย ช่วยกันหน่อยของมันหนัก”

         “เอ็งก็ข้ามมาซิเล่า เข้าใกล้แล้วค่อยยื่นของมา อุตส่าห์รีบขับมารอรับริมคูอย่างเร็วแล้วนะ”

     อย่าสงสัยเลยครับว่า การไต่ข้ามท่อยื่นหมูยื่นแมวสำเร็จสมประสงค์มั้ย โธ่…!ถามได้ สำเร็จซีครับ เพราะเรายังไม่ถึงที่ เอ้ย…ยังไม่ได้ที่กันนี่นา ขืนตกน้ำละก็ เพื่อนมันได้ด่าตายฐานทำเหล้าหกน้ำนะซี้

     พวกเราที่เหลือไม่มีใครนิ่งดูดาย คิดเอาเปรียบเพื่อนกันเลย ต่างกุลีกุจอ ตระเตรียมเคลียร์พื้นที่ ช่วยกันล้างแก้วที่กินเอาไว้ครั้งก่อน สามัคคีสี่เหล่า หมักไว้ริมห้องครบสามวันพอดี กินทีล้างทีหยั่งงี้ประหยัดดี ก็ประหยัดน้ำกะสบู่ แถมถูกหลักสุขอนามัย ล้างปุ๊บชงเหล้าปั๊บ เชื้อโรคที่ไหนจะอาจหาญมาแพร่เชื้อได้ทัน

         “วันนี้ให้ใครอยู่ทิศตะวันตัก” เจ้าแคตะโกนถามมาจากหน้าระเบียงห้อง

         “ยกให้จ๊อดมันเหอะ ชอบเม้มเงินกองทุนดีนัก เฮ้ย! ใครก็ได้ช่วยให้มันไปยืม กระติกน้ำแข็งห้องไอ้ยีที กำชับมันให้ชวนยีมาด้วยล่ะ

     อันว่า “ทิศตะวันตัก” นั้น รู้กันในก๊วนว่า หยามถึงตำแหน่งของคนที่เข้านั่งประจำวงเป็นคนสุดท้าย ซึ่งว่างติดกับกระติกน้ำแข็ง มิกซ์เซอร์ และสุราบาน จึงต้องทำหน้าที่ชงเหล้าให้เพื่อนจนรอบวง

     การโหวตให้จ๊อดได้ทิศตะวันตักคราวนี้ เลยเกิดการรวมหัวกันแกล้งให้มันทำอะไรก็ได้พ้นๆ หน้าไปก่อน จากนั้นเราก็นั่งให้เต็มวง เว้นเฉพาะตำแหน่งสำคัญไว้ เมื่อกลับจากห้องเจ้ายี เจ้าตัวจึงโวยวาย

         “อะไรวะ ข้าอีกแล้วเหรอ ยังงี้ทุกทีเลย”

         “ช่วยไม่ได้ อยากมาทีหลังทำไม”

         “ไม่ยุติธรรมนี่หว่า ไม่เอาๆ เล่นโอน้อยออกตัดสินกันใหม่”

     เมื่อเจ้าจ๊อดเป็นเป้าหมายสำคัญของงาน มีหรือจะผ่านการเตี๊ยมกันระหว่างเรา ว่าจะคว่ำหรือหงายมือพร้อมกัน เพื่อปล่อยให้เพื่อนจ๊อดได้ออกมือต่างไปจากกลุ่ม เมื่อรู้ชะตากรรมว่าถูกกลั่นแกล้ง มันจึงออกปากยอมรับตำแหน่งแต่โดยดี

         “ไม่ต้องโอแล้ว… ชงเองก็ได้”

     เพราะเคยร่วมวงกันบ่อย คนชงจึงต้องรู้สูตรของแต่ละคน

         “เอ้า ของแกไอ้เจษ เหล้าผสมน้ำเปล่า”

         “ไอ้อุ๊ เหล้าผสมโซดา ของเอ็ง”

         “ส่วนไอ้แม็ค เหล้าเพียวๆไม่ผสมโค้ก”

         “ไอ้ปอ โค้กเพียวๆไม่ผสมน้ำแข็ง”

         “ของข้าเหล้าผสมโค้กกะโซดา”

         “ของไอ้ตั้มน้ำแดงผสมโซดา”

         “อ๊ะเก่งกะจ๋อ โค้กเปล่าๆ ไม่ผสมเหล้า”

     สูตรอะไรผสมอะไรไม่สำคัญหรอกครับ เพราะคนชงแอบเหยาะเหล้าลงเป็นระยะๆ โค้กเปล่าสูตรนี้แหละ ที่เก่งกะจ๋อคู่หูหมู่เฮาจึงเมาไม่เป็นท่าทุกแม็ท ตามคำขวัญของก๊วนว่า

         “มีสุราอยู่ข้างกาย และสหายผู้รู้ใจ เจอกันทีไรอ๊วกแตกทุกที”

     เมื่อเป็นฉะนี่แล้ว ยามสร่างเมาเราจึงมีภาระต้องทำกันทุกคน คือซักทุกอย่างที่เกิดขึ้น ด้วยน้ำมือของคนอื่น

         “ที่นอนแกทำไมไม่ไปอ๊วก เลือกเล่นที่นอนข้าคนเดียวนี่หว่าไอ้อุ๊” เสียงคนชงเหล้าบนพรึม

         “เออ… ซักไปเหอะ ผ้าห่มกูไอ้อัสก็อ๊วกใส่”

         “ดูแต่เป้ข้าสิ” ผมอุทธรณ์บ้าง “เศษข้าวของไอ้แม็คเต็มเป้เลย ยังไม่บนซักคำ”

     ทีฮูก็ทีฮู เล่นทำเลอะรอบวงอย่างนี้ รับผิดชอบกันเองละกัน ถึงอย่างไรขว้างงูก็ไม่พ้นคออยู่ดี

     ความแก้ดีกรีเพิ่มขึ้นตามเข็มนาฬิกา และเวลาที่ผ่านไป เฉียดสองยามเมื่อไร อากัปกริยาก็ผิดแผกแตกต่างจากเดิม

     ไอ้เจษ หรือเจษฎา คือตัวอย่างแรกของคนเมาแล้วชอบพล่าม เป็นนักปรัชญาระดับ ด็อกเตอร์ ที่วนเวียนเล่าแต่เรื่องเก่าๆ เดิมๆ ซ้ำซาก ดังนั้นถ้ามันเริ่มอ้าปากพูดว่า

         “ไม่มีวันไหนที่กูไม่เคยโทรหาจอยเค้าเลย” ละก็ ถ้าอารมณ์ยังดีอยู่ พวกเราก็รีบต่อประโยคให้ว่า

         “มึงรู้มั้ย จอยบอกกูว่าไง จอยบอกว่า… เจษ… เธออยากทำอะไรก็ทำไป ขออย่างเดียวเท่านั้น อย่ามายุ่งกับชั้นได้มั้ย”

     หากอารมณ์บูดเพราะสมาชิกกั๊กเงิน ขยักลงขันแบบกระปริบกระปรอย เป็นโรคขัดเบา ขี้เหนียวลงทุนแต่แรก เราจะทำเป็นเมิน ไม่สนใจรับรู้ ไอ้เจษก็เกลือกกลิ้งคร่ำครวญน้อยใจ

         “ไม่มีใครรักกูเลย จอยไม่รักกูแล้ว พวกมึงยังทอดทิ้งกูอีก

     อยากรู้จังว่ามุขนี้มันคิดได้ยังไงล่ะเนี่ย

     เมาแล้วรักสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ ไม่มีใครเกินไอ้ตั้ม มันเลี้ยงปลาทองไว้ในโหลคู่หนึ่ง วันไหนตั้งวง เคราะห์หามยามซวยก็มาเคาะขวดโหลของปลาทองคู่นี้ พอเมาได้ที่ มันจะเกิดความเมตตาสูงสุดขึ้นมาในหัวใจอย่างหยุดยั้งไม่อยู่ จนต้องลุกขึ้นเดินง่อกแง่ก ยกโหลปลาสาดโครมจากหอพักชั้นสี่ ลงคูน้ำที่เราเล่นกายกรรมตอนหัวค่ำก่อนตั้งวงนั่นแหละ

         “สัพเพ สัตตา อเวราโหนตุ เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ขอให้หมดทุกข์หมดโศก หมดโรคหมดภัย ลงไปเวียนว่ายตายเกิด ในคูน้ำนั้นเถิด… สาธุโณ ภันเต”

     ขออภัยเถอะครับ อย่าถามผมเลยว่า ปลาทั้งคู่รอดชีวิตไปถึงคูน้ำข้างล่างหรือเปล่า เพราะนั่นคือคำถามที่เป็นปริศนาค้างคาใจผมเช่นกัน ผมก็อยากรู้แต่ไม่สบโอกาสที่จะถามซักที เพราะเมาแล้วก็ลืม นึกขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเห็นไอ้ตั้มสาดปลาทองคู่ใหม่ลงคูรอบหน้า แล้วผมก็ลืมถามมันอีกจนได้ แฮ่ะๆขอโทษจริงๆ

         “เฮ้ย! มีปัญหาอะไรหรือเปล่า เปิดประตูออกมาคุยกันหน่อยเซ่… อารายวะ… ถามไม่ตอบ”

     นี่คือพฤติกรรมของไอ้อุ๊ เขาเรียกกันว่า เมาแล้วองค์เจ้าพ่อเข้าสิงมันเที่ยวเคาะประตูห้องอื่น ส่งเสียงท้าทายดะไปเรื่อย พอคนในห้องไม่ใส่ใจโต้ตอบ เพราะรู้นิสัยกัน มันก็หันมาแว้ง

         “ดูไอ้ห้องนี้สิ กูถามแล้ว แม่ง… ไม่ยอมยื่นปากออกมาตอบซักคำ มันหยิ่ง มันยโสหยั่งเงี้ย พวกมึงยอมรับได้ไงฮึ อย่างนี้ก็ไม่แน่ซิ”

         “เออ… มึงแน่ไปคนเดียวเหอะ พวกกูจะกินเหล้า”

     ทีเด็ดสุดๆคือไอ้โอ๊กครับผม กิตติศัพท์ของมันคือเมาแล้วชอบอวดอิทธิฤทธิ์สำแดงอภินิหาร

         “เฮ้ยหลีกหน่อย ซุปเปอร์แมนจะไปชิ้งฉ่อง”

         “ดูไอ้โอ๊กที ผีพี่ซุปเข้าสิงอีกคนแล้วโว้ย เดี๋ยวได้ตกตึกตายหอมตายกระเทียมกันหรอก เร็วเข้า”

     เก่งกะจ๋อเมาน้อยกว่าเพื่อน ถลันออกระเบียงราวนัดไว้

         “ยืนดีๆซีวะโอ๊ก อย่าแอ่นมากกะเดี๋ยวฉี่เปียกกุงเกง”

     เสียงเจ้าเก่งบอกบท ส่งเสริมอุตสาหกรรมการแสดงให้ไอ้โอ๊กสาธิตการยืนบนม้านั่งริมระเบียงหอพัก แล้วปล่อยของเหลวลงจากชั้นสี่

         “พวกที่เหลือช่วยกันพยุงหน่อย จ๋อ…มือเอ็งว่าง ช่วยประคองน้องชายไอ้โอ๊กมันด้วย เอ้า…เบ่งเข้าลูก… เล็งให้ตรงเป้านา ขืนทำองศาไซด์โค้ง โดนหน้าละก็ จะถีบให้คว่ำเลยเชียว”

     พวกพ้องน้องพี่ ส่งเสียงเชียร์ขรมถมเถยิ่งกว่าเชียร์มวยคู่เอก วิจารณ์ พลฤทธิ์ ซะอีก อย่าหวังเลยว่าเราจะห้ามกัน

     เครื่องยนต์หัวฉีด เทอร์โบแบบพวกผม ลงได้สตาร์ทเครื่องออกรอบตั้งแต่หัวค่ำจนล่วงเข้าสองยาม กำลังร้อนได้ที่ จู่ๆ น้ำมันหมดกระทันหันกลางทางเนี่ย เสียความรู้สึกชะมัด คุณว่ามั้ย

     มัคทายักจ๊อด ผู้ตึ๋งหนืด เหนียวหนับก็เกิดอาการนี้เช่นกัน ทั้งๆที่ตอนหัวค่ำ มันชอบกั๊กเงินกองทุน ไม่ยอมควักง่ายๆ พอเครื่องยนต์สะดุด ก็เกิดอาการอั๊พ(UP) กลายเป็นเจ้าบุญทุ่มขึ้นมาเลยเชียว

         “อะไรวะ กินแป๊บเดียวหมดซะแล้ว ทำไมซื้อมาน้อยจัง เอ้า… เอาตังค์ไปซื้อมาอีก เอามาเยอะๆเลย”

         “จะตีหนึ่งแล้วนา หอปิดแล้วด้วย ไปได้ไงล่ะ” เจ้าจ๋อคัดค้าน คงเบื่อที่จะราวีกับยาม

         “ไม่ต้องหันมามอง ข้าอีกละซีที่ต้องรับหน้าเสื่อออกซื้อน่ะ”

         “เออซี นายกินโค้กไม่ผสมเหล้านะแหละ สมควรไปที่สุด” ผมเห็นดีด้วย เจ้าจ๊อดจึงรีบแจกบท กลัวเพื่อนเปลี่ยนใจ

         “ตอนนี้โค้กไม่ผสมเหล้ากำลังออกฤทธิ์ เปลี่ยนโฉมตัวขาวๆ ของแกสองคนให้แดงเป็นกวนอูทั้งตัวอย่างเนี้ย เหมาะสำหรับอุ้มไปหาหมอ แถวร้านเหล้าจริงๆ แม็คเตรียมผ้าห่มให้เก่งมันด้วย”

     เมื่อมติเป็นเอกฉันท์ การไปพบหมอยามวิกาลของเก่งจึงมาในรูปของการสะพายเป้ใบเก่า ซ้อนจักรยานยนต์คันเก่า ออกมาเจอยามคนเก่า ณ ที่กั้นหน้าประตูหอพักบานเก่า แต่มีไอ้แม็คเป็นสารถีคนใหม่ แม้จะมีไอ้เจษ ไอ้ตั้ม ไอ้อุ๊กับไอ้โอ๊กอาสาขันแข็งขอขับไปส่ง ไอ้เก่งก็หายอมไม่

         “ขี้เกียจฟังไอ้เจษพล่ามถึงน้องจอย ไม่อยากเสี่ยงกับไอ้ตั้มถ้ามันจับข้าเหวี่ยงลงข้างทาง แล้วเกิดไอ้อุ๊กะไอ้โอ๊กองค์เจ้าพ่อกะซุปเปอร์แมนเข้าสิง ข้ามิต้องถูกเจ้าถิ่นเหยียบแบน เข้าโรงกะยาบาลหยอดน้ำเกลือเข้าจริงๆ เหรอ”

     เหตุผลน่าฟัง น่าเข้าข้างเนาะ

         “ไอ้น้องจะไปไหนกัน หอพักปิดแล้วห้ามออก”

         “จะพาเพื่อนไปโรง’บาล เค้าไม่สบายมากเลยครับ”

         “ไหนดูซิ”

     แสงสว่างจากไฟแสงจันทร์ให้รายละเอียดไม่พอ แต่เมื่อแสงจากไฟฉายกระบอกโตของยาม เผยให้เห็นหนุ่มไทยร่างเล็กกระทัดรัด ตาแดงหรี่ปรือ ร่างสั่นระริกระรัว ห่อหุ้มตัวมิดชิดด้วยผ้าห่มผืนใหญ่ โผล่เฉพาะใบหน้า กับแขนขาวๆ ที่เต็มไปด้วยผื่นแดงเป็นประจักษ์พยานอันน่าเห็นใจ

         “ขืนชักช้า เดี๋ยวเพื่อนผมช็อคเป็นอะไรไป พี่ยามต้องรับผิดชอบด้วยนะนี่”

         “ครับผม ขอบคุณครับพี่”

     เสียงแมงกะไซคำรามขึ้นอีกครั้งตอนตีหนึ่งกว่าๆ พร้อมกับพุ่งทะยานออกนอกหอพัก เลี้ยวขวามุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง มีคนขับกับคนซ้อนท้ายแสดงอาการลิงโลด คุณยามถึงแก่อาการเกาหัวแกรก

         “เฮ้ยน้องโรงพยาบาลอยู่ซ้ายมือ ใช่ขวาที่ไหนเล่า ดูมันสิตกใจจนเลี้ยวผิดเลี้ยวถูก”

     นี่ไงล่ะ เหนือจมูกยังมีตา เหนือฟ้ายังมีขี้เมฆ เหนืออานแมงกะไซ จึงมีไอ้แม็คกะไอ้เก่งปร๋อออกไปซื้อสุราเพราะตบตายามได้สำเร็จ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com