มูลกรรมฐานทั้ง ๕ คื...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

มูลกรรมฐานทั้ง ๕ คืออะไร? by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#468]

มูลกรรมฐานทั้ง ๕ คืออะไร?

 

         ละเว้นว่างวายกับการตอบปัญหาที่ท่านผู้อ่านส่งมาถามไปนานพอสมควร เลยถือโอกาสรวบยอดตอบคำถามในฉบับนี้เสียหน่อย ไม่งั้นท่านผู้ถามจะเซ็งในอารมณ์จนเลิกอยากรู้ไปเสียอีก...

         เริ่มกันเลยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลาเสียเนื้อที่หน้ากระดาษโดยเปล่าประโยชน์...

         คำถามจาก คุณภัสสร อุดมประเสริฐ (กรุงเทพฯ)

         ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่สั่งจองพระกริ่งปัญญาบารมีจากคุณเมื่อปีที่แล้ว แต่บอกตรง ๆ ว่าทั้งสั่งจองเอาไว้ก็เพื่อทำบุญมากกว่าอย่างอื่น...เพราะพวกพระเครื่องที่บ้านมีเยอะมาก สามีดิฉันเคยสะสมไว้ตอนมีชีวิตอยู่เป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ก็เลยเก็บเอาไว้เฉย ๆ ซึ่งตัวดิฉันเองธรรมดาก็ไม่แขวนพระ เพราะเชื่อว่าดีชั่วอยู่ที่ตัวเรา คุณภูเตศวรคิดว่าไงคะ กับอีกอย่างคือถ้าเราจะแขวนพระควรแขวนพระอะไรดี?

         ตอบ คุณภัสสร อุดมประเสริฐ

         ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ร่วมทำบุญด้วยการสั่งจองพระกริ่งปัญญาบารมีมาครับ ไม่ว่าคุณจะได้ไปแล้วเอาไปเก็บหรือเอาไปบูชาก็เถอะ ถือว่าได้ร่วม ‘ทำบุญ’ กับเด็กนักเรียนที่ยากจนร่วมกับ ท่านพระอาจารย์เสน ปัญญาธโร แล้ว

         กุศลผลบุญนี้เป็นของคุณแน่...!

         จริงของคุณครับ ‘ดี’ หรือ ‘ชั่ว’ อยู่ที่ตัวเราแน่นอน ซึ่งตรงกับประโยคของท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโก) กล่าวไว้ว่า ‘ทำดี ดีกว่าขอพร’ การปฏิบัติตนอยู่ในศีล ทาน ภาวนา นั้น เป็นทางตรงที่จะเข้าสู่ความสงบสุขโดยแท้จริงไม่ผิดเพี้ยน (ถ้าคุณทำได้) แต่พระเครื่องหรือวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ผ่านการอธิษฐานจิตจาก ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะจากพระสุปฏิปันโนนั้น ก็มิอาจกล่าวว่า ‘ไร้ค่า’ เพราะพลานุภาพแห่งจิตอันพิสุทธิ์นั้น

เป็นของมีจริง!

         ซึ่งสามารถหนุนส่งให้ผู้ที่เลื่อมใส ผู้ดำรงตนอยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมอยู่แล้วนั้น ให้มีสุขมีความเจริญมากยิ่งขึ้นไปอีก

         พระเครื่องโดยส่วนใหญ่ก็เป็นรูปสมมติแห่งพระพุทธองค์หรือไม่ก็เป็นรูปพระสงฆ์ที่เราท่านรู้จัก หรือไม่รู้จักก็ต้องเป็นที่เคารพเลื่อมใสของคนหมู่มากอยู่ดี ฉะนั้นผู้อาราธนาพระเครื่องห้อยคอควรมีศรัทธาปสาทะพอสมควรกับรูปเคารพนั้น เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจไปสู่คุณธรรมอย่างที่องค์แห่งสัญลักษณ์ท่านมี ท่านเป็น...

         ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไปไหนมาไหนต้องแขวนพระห้อยคอ แม้จะรู้ว่า ‘พระเครื่อง’ ป้องกันความตายไม่ได้ แต่ยามใดที่แขวนก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ทำให้ต้องอาราธนาพระก่อนสวมคอ...ประโยชน์ที่ได้แน่ ๆ ก็คือ...

         ได้รำลึก...คุณแห่งพระรัตนตรัยทุกวัน!

         อย่างน้อยก็กันลืมกันเผลอใจให้ไหว้พระได้แหละคุณ

         ส่วนที่ถามผมว่าถ้าจะแขวนพระ ควรแขวนพระอะไรดีนั้น เป็นเหตุผลที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะเป็นเรื่องของจิตใจ...บางคนชอบเพราะความหมายแห่งพุทธศิลป์ อย่างเช่น ‘ปางนาคปรก’ หมายถึงความร่มเย็น บางคนชอบ ‘ปางอุ้มบาตร’ เพราะถือว่าจะเป็นโภคทรัพย์ด้วยคิดว่า พระท่านมีบาตรใบเดียวก็หาอาหารมาขบฉันได้ตลอดชีวิต กับอีกบางท่านชอบพระเก่าประเภทบรรจุกรุมาแต่โบร่ำโบราณ ด้วยเหตุผลทางโบราณวัตถุ หรือบางท่านยึดเอาปฏิปทาของพระเกจิฯ รูปใดรูปหนึ่งที่เป็นผู้สร้างพระเครื่องว่าท่าน ‘เก่ง’ ในพุทธานุคมเป็นตัวตัดสินใจเลือก

         ก็เข้าข่าย ลางเนื้อชอบลางยา ครับผม!

         ถ้าจะให้สรุปก็ควรจะเป็นว่า...

         “ชอบองค์ไหน...ก็แขวนองค์นั้นแหละครับ...”

         คำถามจาก คุณวันชัย พรหมสาขา ณ สกลนคร (กรุงเทพฯ)

         ผมอีกคนหนึ่งที่ตามงานของคุณมาตลอด เคยเห็นคุณในงานวันทำบุญโลกทิพย์หลายครั้ง แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปทักทาย ไม่รู้ว่าจะน่าเกลียดไหมถ้าจะขอถามอะไรกับแนะนำอะไรหน่อยเกี่ยวกับงานทำบุญของโลกทิพย์ในแต่ละครั้งบ้าง

         ๑. รู้มาว่าคุณภูเตศวรนับถือท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโร มาก ทั้ง ๆ ที่พรรษาท่านอาจจะน้อยไปนิด อยากรู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร?

         ๒. คุณว่าสถานที่คับแคบไปไหม ผมสงสารทั้งพระทั้งโยมที่มาในงานจริง ๆ หมายถึงงานทำบุญโลกทิพย์ครับ

         ๓. เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพระสงฆ์แต่ละรูปท่านดีทางไหน หรือไม่ดีอย่างไร?

         ตอบ คุณวันชัย พรหมสาขา ณ สกลนคร

         ความจริงจดหมายของคุณเขียนมายาวมาก แต่ผมต้องขอตัดทอนและสรุปเนื้อความออกมาย่อ ๆ ให้ชัดเจนขึ้นเพื่อความเหมาะสมกับเนื้อที่ของคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ด้วย

         ๑. เรื่องการเคารพนับถือครูบาอาจารย์นั้น ต้องเรียนตามตรงว่า ผมเคารพนับถือทุกรูปครับ แต่ที่ต้องคอยติดตามท่านอาจารย์เสน ก็เพราะตัวเองได้ปวารณาตัวเป็นโยมอุปัฏฐากท่าน มาตั้งแต่ได้พบท่านครั้งแรกแล้ว พระที่เรา (หมายถึงคุณทมยันตีด้วย) อุปัฏฐากยังมีอีกหลายรูป ไม่ใช่เฉพาะแต่ท่านอาจารย์เสน ปัญญาธโรหรอกครับ

         ๒. ความจริงข้อนี้คุณควรถามทางหนังสือโลกทิพย์ครับ แต่ไม่เป็นไร ถ้าถามผมก็ต้องเป็นหน้าที่ที่ผมต้องตอบอยู่ดี เอาเป็นว่าคำตอบในทัศนะส่วนตัวผมนะครับ

         ผมเชื่อว่าทางโลกทิพย์เองก็อยากจะมีที่กว้าง ๆ และสะดวกกว่านี้แน่ แต่คุณเอ๋ยที่ดินกรุงเทพฯ น่ะมันแพงเหลือหลาย ทางที่ดีต้องภาวนาให้ร่ำรวยเยอะ ๆ จะได้ขยับขยายที่ทางออกไปได้จริงไหม ส่วนที่ทำได้ขนาดนี้ผมเองยังต้องชมทางโลกทิพย์แล้วนะครับ เพราะการนิมนต์พระสายกรรมฐานมาครั้งละหลายสิบรูป ซึ่งแต่ละรูปล้วนมีปฏิปทาน่าเลื่อมใสอย่างนี้ไม่ใช่ของง่าย ถ้าบารมีผู้จัดมีไม่พอ

         ถึงคับแคบไปนิดก็อบอุ่นดีไม่ใช่หรือครับ ตัวผมไม่โทษเรื่องสถานที่หรอกครับ ที่ขนาดนั้นไม่คับแคบแน่ แต่เป็นเพราะศรัทธาของญาติโยมต่างหากที่มีมากจนน่าปลื้ม...ขออาศัยประโยคของท่านอาจารย์เสน มาเขียนสักหน่อยเถอะครับ ท่านว่าอย่างนี้...

         “พระป่าต้องลำบาก...พระป่าไม่กลัวความทุกข์ ที่ไหน ๆ ก็อยู่ได้ ลำบากยังไงก็เคยมาแล้ว ที่กลัวน่ะต้องกลัวใจ กลัวใจมันหลงทาง กลัวมันยึดติดในโลกียสุขมากกว่า”

         ๓. ข้อนี้ต้องตอบแบบกำปั้นทุบดินละครับ อยากรู้ว่าท่านดีทางไหนก็ต้องเข้าใกล้เข้าไปสัมผัสด้วยความใกล้ชิดถึงรู้ได้ด้วยตัวเอง ส่วนดีหรือไม่ดีก็ต้องดูที่ปฏิปทากับศีลาจารวัตรของท่านครับผม...

         เอาละครับ คงสามารถตอบจดหมายจากท่านผู้อ่านได้เพียงเท่านี้ละครับ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะตอบให้สั้นที่สุดได้หลายฉบับที่สุด แต่หน้ากระดาษก็ไม่อำนวยให้

         คงต้องตบท้ายด้วยเนื้อหาสาระตามสไตล์ของ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ สักนิด...ว่าด้วยเรื่อง ‘กรรมฐานทั้ง ๕’ ตามที่จั่วหัวไว้ตั้งแต่ต้น

         ‘กรรมฐานทั้ง ๕’ ที่ท่านสอนไว้เป็นมูลกรรมฐานคือการพิจารณาเรื่อง ผม...(เกศา) เรื่อง ขน (โลมา) เรื่อง เล็บ (นขา) เรื่อง ฟัน (ทันตา) เรื่อง หนัง (ตะโจ) มี ๕ อย่างเท่านี้ เพราะมนุษย์เราทุกเพศทุกวัยต่างมีสิ่งทั้ง ๕ นี้ครบบริบูรณ์อยู่แล้ว

         ที่ท่านให้เราพิจารณาสิ่งนี้ ก็เพราะคนเราจะเกิดราคะ เกิดกำหนัด เกิดความรักกัน ก็ด้วยเห็นองค์ประกอบทั้ง ๕ นี้ เห็นเป็นของสวยของงามทั้งนั้น ถ้าไม่มีของทั้ง ๕ อย่างนี้ มนุษย์จะเหลืออะไรอีกจริงไหม ท่านลองนึกถึงชายหรือหญิงที่เห็นว่าสวยว่าหล่อขึ้นมาสักคนก็ได้ แล้วถอนเล็บ ถอนผม ถอนฟัน ลอกหนัง ออกให้หมดจะมองแล้วสวยเหมือนเดิมไหม...

         ถ้าเราพิจารณาตรงนี้อย่างแยบคาย พิจารณาให้เห็นจริงได้แล้ว ตัวตัณหาราคะความกำหนัดจะลดน้อยถอยลงทันที...

เพราะเราจะรู้ว่าสิ่งทั้ง ๕ นั้นสามารถดำรงอยู่ก็เพราะอาศัยสิ่งโสโครก สิ่งปฏิกูลในร่างกายมาหล่อเลี้ยงทั้งสิ้น

         สิ่งของทั้ง ๕ ประการนี้ใช่จะมีในตัวผู้อื่นเท่านั้น แต่มีในตัวของเราเองด้วย ถ้าเราหยิบเอาของทั้ง ๕ ในตัวเรามาเป็นครูสอน เอามาพิจารณาอยู่เสมอ สิ่งที่เราจะได้มาก็คือ ‘ปัญญา’ ปัญญารู้ว่า แท้จริงสิ่งที่มีที่เป็นในตัวเราคือตัว ‘สมมติ’ รู้ตรงนี้สามารถทำให้เรารู้จักการลด การละ ‘อัตตา’ ที่เป็นตัวกู ของกูลงได้

         การละลดปลดวางตัวกู ของกูได้ เป็นหัวใจสำคัญของการทำ ‘กรรมฐาน’ โดยตรง

         ครับ น่าเสียดายที่โควตาหน้ากระดาษหมดเสียก่อน เอาไว้ฉบับหน้าเรามาพูดถึง ‘วิธีปฏิบัติ วิธีพิจารณา กรรมฐาน ๕’ กันอีกสักครั้งให้ละเอียดกว่านี้นะครับ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com