จงอาศัยกายเป็นที่ลั...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จงอาศัยกายเป็นที่ลับปัญญาให้คมกล้า by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#470]

จงอาศัยกายเป็นที่ลับปัญญาให้คมกล้า

        วันนี้ที่เริ่มจรดปากกาเขียนต้นฉบับ เป็นวันแรกในเทศกาล ‘กินเจ’ คือการละเว้นเสียซึ่งการบริโภคเลือดเนื้อสัตว์ จึงเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้มนุษย์ ‘ละ...ลด’ การ ‘ฆ่า’ สัตว์ตัดชีวิตลง ฉะนั้นการกินเจจึงก่อประโยชน์แก่ธรรมสองสถาน

         หนึ่ง คือ...ส่งเสริมการรักษาศีลข้อ ปาณาติบาต (ละเว้นการฆ่าชีวิต)

         สอง...เจริญธรรมข้อ ‘เมตตาธรรม’ หนึ่งในพรหมวิหารสี่

         ทั้งสองประการย่อมเป็นอานิสงส์ เป็นอุปนิสัย...เป็นปัจจัยหนุนส่งให้ผู้ปฏิบัติก้าวสู่ความสุข ความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมได้โดยเร็ว...

         หากในความคิดของผู้เขียนนั้น...เทศกาลกินเจ มีความสำคัญยิ่งตรงที่ว่า...

         ในหนึ่งปี เราได้มีโอกาสหยุดยั้งกิเลส...อันเป็นความอยาก ความติดในรสชาติอาหาร การให้ทานชีวิตแก่สัตว์ที่ต้องล้มตายนับจำนวนไม่ถ้วน...เท่ากับเป็นการหยุดเบียดเบียนสัตว์โลก สร้างความสุขความร่มเย็นให้เกิดขึ้นในสังคมโลก

         บรรทัดนี้ขอแจ้งข่าวว่า...พระผงรุ่น ‘ฮวดใช้’ ของหลวงปู่บุญจันทร์ที่แจกฟรีในคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ จำนวน ๕๐๐ องค์นั้น บัดนี้หมดเกลี้ยงลงแล้ว บางท่านบ่นเสียดายเพราะอ่านช้า...ส่งช้า...แต่ขอเรียนบอกว่า ‘อย่าเสียใจ’ ภูเตศวรยังมีทีเด็ดเหลืออยู่อีกตั้งกระบุงโกย

         และท่านผู้อ่าน อย่าเผลอ อย่ากะพริบตา!

         ฉบับหน้าคอยข่าวดี!

         ของล้ำค่า...รอคอยอยู่และภูเตศวรมอบฟรีให้ผู้อ่านอย่างแน่นอน...

         เอาล่ะครับ เรามาเข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้เลยดีกว่า... ‘จงอาศัยกายเป็นที่ลับปัญญาให้คมกล้า’ หลายท่านอาจจะหวัง ‘ปัญญา จะเกิดต่อเมื่อมีครูผู้สอน’ หรือ ‘ต้องไปโรงเรียนถึงมีปัญญา’

         ก็คงไม่ผิด...ถ้านั่นคือ ‘ปัญญาทางโลก’ หากเป็นธรรมปัญญา อันเป็นปัญญาเพื่อความพ้นทุกข์แล้วนั้น เป็นความรู้ภายใน เป็น ‘รู้’ อันเป็นสัจจะแห่งโลกธาตุทั้งปวง

         พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์ใหญ่สายพระกรรมฐาน ผู้บรรลุธรรมสู่นิพพาน ได้กล่าวไว้ใน ‘มุตโตทัย’ ว่า...

         “พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระขีณาสพเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าไม่กำหนดภายในส่วนโกฏฐาส (การพิจารณาแยกออกเป็นส่วน ๆ ) ใดโกฏฐาสหนึ่งมิได้มีเลย...พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่ภิกษุห้าร้อยรูปผู้กล่าวถึงแผ่นดินว่า บ้านโน้นมีดินดำดินแดง เป็นต้นนั้นว่า นั่นคือ ‘พหิทธา’ แผ่นดินภายนอก ให้พวกท่านทั้งหลายมาพิจารณา ‘อัชฌัตติกา’ แผ่นดินภายใน กล่าวคือ อัตตภาพ ร่างกายนี้ จงพิจารณาไตร่ตรองให้แยบคาย กระทำให้แจ้งแทงตลอด เมื่อจบการวิสัชชนาปัญหานี้ ภิกษุ ๕๐๐ รูป ก็บรรลุพระอรหันต์”

         เมื่อถึงตรงนี้ อาจมีผู้ถาม ‘ไฉน...มรรคผลนิพพาน จึงบังเกิดได้ด้วยการพิจารณากาย?’ คำตอบก็คือ...เพราะปัจจุบัน ‘จิต’ อาศัย ‘กาย’ เป็นที่ยึดครอง ด้วยมนุษย์ต้องประกอบด้วยกายกับจิตตามคำบาลีที่ว่า... ฐิติภูตํ อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา อุปาทานํ ภโว ชาติ’ คนเราทุกรูปนามที่ได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ ล้วนแต่มีที่เกิดทั้งสิ้น กล่าวคือมีบิดามารดาเป็นแดนเกิด เฉกเดียวกับ ‘อวิชชา’ ก็ต้องมีแดนเกิดเช่นกัน ในบาทต้นของพระคาถาว่า ‘ฐิติภูตํ’ นั่นเองเป็นพ่อแม่ของอวิชชา...

         ฐิติภูตํ ได้แก่ จิตเดิม...เมื่อฐิติภูตํ ประกอบด้วยความหลง จึงมีเครื่องต่อ...กล่าวคือ อาการของอวิชชาเกิดขึ้น เมื่อมีอวิชชาจึงเป็นปัจจัยไว้ปรุงแต่งเป็นสังขารพร้อมกับการเข้าไปยึดถือ จึงเป็นภพชาติเกิดก่อต่อไป ท่านเรียกว่า ‘ปัจจยาการ’ เป็นอาการสืบต่อกัน

         เพราะอุปาทานคือความยึดถือ คือความหลงด้วยอวิชชา ความไม่รู้ ทำให้จิตเดิมหาแดนเกิดว่ายวนในสังสารวัฏ เมื่อมาเกิดเป็นสัตว์ก็อาศัยธาตุของบิดามารดามาเป็นรูป...

         จึงยึดติด ‘รูป’ นั้นเป็นของตน...เป็นอัตตา ตัวกูของกู

         ดังนั้นโบราณาจารย์ท่านจึงกล่าวไว้ เหตุ...ทำให้เกิดผล และจะแก้ไขต้องแก้ไขที่เหตุ...ท่านจึงให้เหล่าผู้บำเพ็ญธรรมรู้จักพิจารณา ‘กาย’ พิจารณาอบรมจิตให้เกิดปัญญารู้แจ้งว่า...

         กายมิใช่ของเรา หากเป็นเพียงธาตุมาประชุมกัน...

         กายเป็นของสกปรก...มิใช่ของสวยงามที่ควรยึดถือเอาไว้เป็นของตน

         กายเป็นที่สร้างอุปาทาน...เป็นที่อยู่แห่งความทุกข์ทั้งปวง และควรปล่อยวางเมื่อพิจารณาให้แจ้งแทงตลอดและรู้เท่าทัน...

         จิตจะปล่อยวางจากกาย ละจากถิ่นฐานสร้างภพชาติ ไม่มาเกิดเป็นสัตว์ เป็นบุคคลอีกต่อไป...

         สิ่งที่ยืนยันความจริงตรงนี้ก็คือ...เมื่อใดก็ตามที่กุลบุตรเข้าบวชเรียนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ...อุปัชฌาย์จะสอนมูลกรรมฐานทั้ง ๕ ให้ก่อน

         มูลกรรมฐาน ๕ คือการพิจารณาอาการทั้ง ๕ ของร่างกาย

         คือ...เกสา โลมา นขา ทันตา และ ตโจ เป็นต้น

         เกสา คือผมทั้งหลาย โลมา คือขนทั้งหลาย นขา คือเล็บทั้งหลาย ทันตา คือฟันทั้งหลาย ส่วนตโจ คือ หนังที่ห่อหุ้มร่างกายทั้งหมด

         การพิจารณาอย่างไร พิจารณาให้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้ในรูปของอนัตตา...ผมที่ดำในวัยเยาว์จะหงอกขาวในกาลข้างหน้า ทุกอย่างล้วนเป็นอสุภะ คือปราศจากความสวยงาม...ก็ผมเอย เล็บเอย ฟันเอย ลองไม่สระไม่ตัด ไม่แปรงดูปะไร จะเน่าเหม็นหรือไม่?

        เวลาอยู่บนศีรษะก็ยังพอทน ลองร่วงใส่ชามข้าว มีใครบ้างไม่ดึงหรือเก็บทิ้ง จริงไหม?

        พิจารณาให้ลึกลงไปอีก...ไม่เพราะกายหรอกหรือ ทำให้เราต้องหาเสื้อผ้า หาอาหาร หาสิ่งที่ผ่อนแรงมาบำรุงบำเรอมัน จนกลายเป็นความโลภความหลง...เพราะไม่ใช่รูปกายขาว ๆ นวล ๆ เว้า ๆ โค้ง ๆ หรอกหรือที่สร้างอุปาทานให้เรา ‘หลงรัก’ และยึดไว้เป็นของกูจนเกิดทุกข์...

        ทั้งปวงที่กล่าวมาเป็นความ ‘หลงผิด’ เป็น ‘ความไม่รู้จริง’ ท่านจึงให้เราแก้ที่เหตุ...ค้นหาสัจจะ ค้นหาความจริงจากกาย เมื่อค้นเห็นพบเจอของจริง... ‘รู้จริง’ นั่นแหละคือ ‘ปัญญา’ เป็นปัญญาแท้ ๆ เพื่อปลด อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ให้ขาดจากจิตจากใจ

        ด้วยเหตุนี้แล...เหล่าครูบาธิบายทั้งหลาย จึงพร่ำบอกต่อนักบวชนักปฏิบัติอยู่เสมอว่า...อย่าเอาจิตส่งนอก...หมายถึงไม่ต้องกำหนดพิจารณาสิ่งใดที่อยู่นอกกาย แต่ให้จิตส่งใน คือน้อมเข้าที่ตัวเอง พิจารณาตัวเองเถิด...

        เพราะ ตัณหา และ อวิชชา มันตั้งอยู่ภายในจิตของเรานี่เอง

        ตัดได้...หยุดได้ ก็อยู่ที่กายที่ใจของเรา มิได้อยู่ที่ใคร

        ดังคำกล่าวของหลวงปู่จันทา ถาวโร แห่งวัดถ้ำเขาน้อย จ.พิจิตร ที่ว่า

        ‘ชนะอื่นหมื่นแสน ไม่เหมือนแม้นชนะตน’

        คือ รู้ตน แก้ไขตน ชนะตน จึงเป็นยอดคน!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com