
รู้โลกธรรม ๘ เพื่อคลายทุกข์
ความจริงประการหนึ่งที่ปรากฏชัดต่อเราทั้งหลายขณะนี้ก็คือ เมื่อโลกก้าวหน้าทางวัตถุขึ้นมากเท่าใด ความเสื่อมถอยทางจิตของมนุษย์ก็มีมากขึ้นเท่านั้น น่าแปลกตรงที่วิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่มนุษย์ค้นคิดขึ้นโดยส่วนใหญ่ ก็เพื่อความสุขสะดวกสบายทั้งสิ้น แต่ไฉนคนเรากลับยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้น...
ระยะหลังมานี้ คนไทยป่วยเป็นโรคจิตมากขึ้น เครียดมากขึ้น ข่าวการฆ่าตัวตาย ตลอดจนฆ่ากันตายมีให้เห็นทุกวัน
อะไรคือสาเหตุ?
ถ้าหากจะตอบตรง ๆ แบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องตอบว่าเป็นเพราะ ‘ตัณหาและอุปาทาน’ ของมนุษย์เอง ตัณหา อุปาทานอันเป็นตัวกูของกู อันเป็นความอยากได้ อยากมีอยากเป็นของมนุษย์ที่ไม่มีวันจบสิ้น และไม่มีวันเพียงพอ...
ฉะนั้น...วิทยาการใด ๆ จะรุ่งเรืองแค่ไหน สามารถสร้างเครื่องอำนวยความสะดวกได้เพียงใด ก็ไม่มีวันถมความต้องการของมนุษย์ธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ ได้...
ในอดีต มนุษย์ก็มิใช่จะไม่มีตัวตัณหา อุปาทาน อันเป็นความอยากได้ อยากมี อยากเป็นไม่ แต่เพราะความอยากได้อยากมีนั้นมีสิ่งล่อน้อยกว่า เมื่อสิ่งล่อใจน้อยกว่า การขวนขวายเพราะความอยากได้ อยากมี มันก็ลดถอยไปตามภาวะ จึงขอยกตัวอย่างในปัจจุบันที่เห็นชัด ๆ กันสักตัวอย่างสำหรับทำความเข้าใจ...
สมัยโบราณไม่มีรถยนต์ คนก็ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวาย แต่ปัจจุบันทุกคนมีความอยากได้ เพราะต้องการความสะดวกสบายเพื่อการเดินทางสัญจรทำกิจของตน เมื่อเขามี ‘เรา’ ก็อยากมีบ้าง...
เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนไม่อยากสบาย...!
เท่านั้นยังไม่จบ พอเขามี เรามี ก็มาดูกันอีก ของเขามีดีกว่า สวยกว่า รุ่นใหม่กว่า ก็เกิดทุกข์อีกเพราะความอยากได้ อยากมีดีเท่าเขา หรือดีกว่าเขามันคุกรุ่นขึ้นในจิต...
เมื่อเกิดทุกข์ก็ต้องหาทางดับมันด้วยการดิ้นรนขวนขวายเข้ามา
ถ้าหาได้ก็สามารถบรรเทาทุกข์ได้ชั่วคราว แต่ถ้าหาไม่ได้ ทุกข์นั้นก็จะรุมเร้าสุมใจอยู่อย่างนั้น...
ทั้งปวงเพราะ ‘อุปาทาน’ ตัวเดียว!
ความทุกข์ของคนโบราณมีน้อยกว่าคนปัจจุบัน เพราะในอดีตคนทั่วไปต้องการเพียงปัจจัย ๔ ที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตเท่านั้น หากสมัยนี้ได้มีปัจจัยที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ เกิดขึ้นไม่รู้จบ...
จากมีวิทยุ มามีโทรทัศน์ วิดิโอ โทรศัพท์ จากโทรศัพท์ธรรมดาประจำบ้านก็มาเป็นโทรศัพท์มือถือ ทุกประการเพื่อความสะดวก เพื่อความคล่องตัวในการต่อสู้ให้ได้มาเพื่อการเลี้ยงชีวิตตนโดยชอบธรรม ตามวิสัยปุถุชน อันก่อทุกข์แบบปกติธรรมดาแห่งตน ถ้าการดิ้นรนนั้นไม่ไปก่อกรรมกับใคร...
แต่ถ้าการดิ้นรนเพื่อขวนขวายวัตถุเหล่านั้นมา เพื่อเสริมเกียรติเสริมยศของตนไปในทางผิดทำนองคลองธรรมก็จะก่อทุกข์ให้ผู้อื่น รวมทั้งก่อทุกข์ให้ตัวเองด้วย...
ตัวอย่างเช่น อยากได้แต่ไม่มีปัญญา จึงไปคดโกงเขามา เพื่อให้ได้อย่างที่ตนต้องการ โกงมาแล้วได้ในสิ่งที่ตนต้องการแล้ว ถามว่าในใจหมดทุกข์หรือ ก็ไม่ใช่ อย่างน้อยมโนธรรมของตน ก็กล่าวหาตนอยู่ตลอดเวลาเหมือนเงาตามตัว
บางรายเป็นข้าราชการ ยอมทำทุจริตคอรัปชั่นจนถูกปลด ถูกไล่ออกก็มี ถูกปลด ถูกไล่ ใช่ตนจะทุกข์คนเดียวที่ไหน ลูกเมียก็พลอยรับไปด้วย!
ครับ ที่กล่าวเกริ่นมาอย่างยืดยาวนั้น ก็เพื่อต้องการยกตัวอย่างให้เห็นชัดต่อภาวะแห่งทุกข์ อันเกิดจากความอยากได้ อยากมี อยากเป็น จนต้องดิ้นรนขวนขวายต่อสู้ ท้ายสุดกลายเป็นความเคร่งเครียดรุนแรง...
คนเรานั้นพอเกิดความเครียดเพราะไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรกับสิ่งที่เกิด ใจก็ไปจดจ่อกับสิ่งนั้นยึดมั่นเอาไว้ตลอดเวลา กอปรกับตนยังเป็นปุถุชนที่ยังประกอบไปด้วยโทสะ โมหะอยู่ ฉะนั้นบางครั้งการแก้ปัญหาจึงไม่ออกไปในทางสันติปัญญา...
บางรายคิดว่าตนเจอทางตันแล้ว หันมาทำร้ายตัวเอง ด้วยการฆ่าตัวตายหนีทุกข์ หรือแถมท้ายด้วยการฆ่าลูกเมียยกครัวเสียเลย
บางรายไปฆ่าเจ้านายตัว เพราะคับแค้นใจในความอยุติธรรมต่อตน ไปฆ่าเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือฆ่าผู้ที่ตนเห็นว่าเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ของตัวเองก็มี...
แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีปัญหาใด ๆ ในโลกที่แก้ไม่ได้ เพียงแต่เราจะเข้าใจปัญหาของโลกนั้นลึกซึ้งเพียงใดเท่านั้น
ความลึกของปัญญามิเพียงมีแค่ ‘ปัญญาทางโลก’ แต่ยังมี ‘ปัญญาทางธรรม’ อันเป็นโอสถชั้นเลิศในการแก้ทุกข์อีกด้วย
แต่จะมีกี่คนยามเกิดทุกข์ขึ้นจะหันมาใช้ ‘ธรรมโอสถ’ นั้นรักษาตน?
ธรรมะ ๕ นาที ในวันนี้จึงอยากฝากสัจจะความจริง ให้กับท่านทั้งหลายเพื่อจะได้นำมาพิจารณา นำมาไตร่ตรองในยามทุกข์ สิ่งนั้นคือ ‘โลกธรรม ๘’ ประการ โลกธรรม ๘ เป็นสัจจะความจริงที่มาคู่โลกทุกยุคทุกสมัย ไม่มีใครหลีกหนีได้พ้น โลกธรรม ๘ นี้ มี ๒ ฝ่ายคือ...
...โลกธรรมฝ่ายสุข กับโลกธรรมฝ่ายทุกข์
ฝ่ายสุข มี ๔ ประการ
๑. ความสุข
๒. ความมีลาภ
๓. ความมียศ
๔. ความได้รับการสรรเสริญ
ฝ่ายทุกข์ มี ๔ ประการ
๑. ความทุกข์
๒. ความเสื่อมลาภ
๓. ความเสื่อมยศ
๔. ความถูกใส่ความ นินทา
โลกธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย รวมแล้วเป็นโลกธรรม ๘ ประการที่ไม่ว่ามนุษย์คนไหนก็ตาม จะต้องประสบพบเห็นเสมอ เพราะเหล่านี้เป็นสัจจะความจริง...ไม่มีใครจะมีสุขได้ถาวร และไม่มีใครมีแต่ทุกข์ถาวร มีลาภก็สามารถเสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ มีสรรเสริญก็ต้องมีนินทาเป็นธรรมดา
ทุกอย่างมีเกิดขึ้น ก็ต้องมีดับไปในไม่ช้า...
ไม่ต้องเฉพาะแต่เราท่านหรอกครับ แม้แต่พระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมศาสดา เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วจากอาสวะทั้งหลาย ยังถูกเดียรถีย์ด่าว่านินทา ถูกปองร้ายจากพระเทวทัตได้ แล้วเราเป็นปุถุชนธรรมดา ฤๅจะพ้นไปได้...
ดังนั้น ยามใดก็ตามที่เรามีสุข ก็อย่าได้หลงระเริงในสุขเสียจนลืมเตรียมใจไว้รับทุกข์บ้าง จะได้เตรียมตัวล่วงหน้า ไม่หวั่นไหวต่อทุกข์จนทนไม่ได้ถึงกับไม่ยอมใช้ปัญญาให้ถูกต้อง
เมื่อมีทุกข์ก็อย่าหมดหวัง ต้องรู้จักการรวบรวมจิตและสติสัมปชัญญะ เพื่อต่อสู้กับทุกข์นั้นอย่างกล้าหาญ รอความสุขที่จะกลับมาอีกวาระหนึ่ง...
ยามมีลาภก็เช่นกัน ควรรู้จักเก็บออมไว้บ้าง อย่าหลงระเริงไปในสิ่งมอมเมาอย่างขาดสติ เพราะหากเมื่อใดเสื่อมลาภก็จะเหลือเอาไว้ประคองตนได้ เฉกเดียวกับมียศก็จงรักษายศนั้นด้วยความดี ความบริสุทธิ์ ความดีจะทำให้ยามหมดยศเพราะถูกกลั่นแกล้ง ความดีก็จะเป็นเกราะคุ้มกันตนให้พ้นภัย และผู้คนก็ยังให้ความเคารพรักอยู่ ในที่สุดการสรรเสริญก็พึงรักษาการสรรเสริญไว้ด้วยความมั่นคงในคุณธรรม ไม่หวั่นไหวต่อคำนินทาทั้งปวง ถ้าเราได้กระทำทุกอย่างดีที่สุดแล้ว
ถ้าเรารู้จักโลกธรรมทั้ง ๘ อย่างลึกซึ้งทั้ง ๒ ฝ่าย
ถ้าเรารู้สัจจะของการเกิด ดับ พลิกผันของโลกธรรมฝ่ายสุขและฝ่ายทุกข์ถ่องแท้ รู้ว่าทุกประการเป็นของธรรมดาโลก เราก็สามารถคลายเครียด คลายทุกข์ได้มากขึ้น!
ท้ายสุด อยากแนะนำท่านผู้อ่านสักเล็กน้อยกับการผ่อนคลายความเครียด ความทุกข์ แบบง่าย ๆ อีกประการ ก่อนจากกันในวันนี้สักนิด...
เมื่อปัญหาเกิดแก้ไม่ได้และเริ่มเครียด
ประการแรกที่ต้องทำคือ ‘หยุด’ หยุดความคิดใจจดใจจ่อถึงความทุกข์ความวิตกนั้นลงเสียก่อน อย่าไปใส่ใจ ให้วางปัญหานั้นลงชั่วคราว
อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด เข้าห้องพระ หรือไปหาแหล่งสงบเช่น วัด วิหาร อุโบสถ ที่ไหนก็ได้ อาศัยความร่มเย็นสบายไปนั่งที่นั่นทำจิตให้สงบ แล้วใคร่ครวญเหตุการณ์ทั้งปวงอย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง มองมันด้วยจิตเป็นกลาง ตัดอารมณ์ทั้งปวงออกจากใจ
แล้วพิจารณาด้วยปัญญาจิตอันสงบนิ่ง พิจารณาเหตุเกิดที่ใด ผลจากเหตุคืออะไร ท้ายสุดแก้ตรงไหน?
คุณจะเห็นทุกอย่าง อย่างแท้จริงด้วยตัวเองอย่างมีสติ
ความเงียบ ความสงบ ทำให้เกิดปัญญา ความเงียบ ความสงบ ทำให้เกิดสุข ดังคำกล่าวขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาดำรัสไว้ว่า...
‘สุโข วิเวโก’ คือ ‘ความสงบทำให้เกิดสุข’
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com