
จดหมายฉบับที่ 2 (ตอนที่ 5)
“มันคงเครียด...เลยต้องไปนอนเอาแรงมา...” ลุงเชียรพูดด้วยอาการหัวเราะแค่น ๆ มหาแหมวอดไม่ได้ต้องเสริม...
“ต้องเห็นใจมันนะลุง เรานั่งแค่เที่ยวเดียวยังประสาทแทบกิน...แต่มันอยู่มาหลายปีคงแย่กว่าเราเยอะ...”
เรือบินแขกแล่น ‘ตึ่ก...ตึ่ก...ตึ่ก’ ออกไปสู่รันเวย์ที่ลุงเชียรพูด้วยอาการส่ายหน้าว่า... ‘ลานตากมัน...บ้านตูยังดีเซี๊ยะกว่า’ ก่อนบินขึ้นสู่นภากว้างอีกครั้งเมื่อตะวันลับขอบฟ้าพอดี...จากรานจิถึงปัตนะใช้เวลาบินประมาณสี่สิบนาที...
คณะทัวร์ก้าวลงจากเครื่องด้วยอาการกะปลกกะเปลี้ยพอควร...กับการ ‘ลุ้น’ ว่าตนจะต้องแจ๊คพ็อตไหมกับแอร์อินเดีย...? แต่เชื่อว่าหลายคนคงนึกเหมือนมหาแหมวว่ายังมีแขกอีกหลายคนบนเครื่องบินลำนั้นที่ต้องนั่งรอเครื่องบินขึ้นอีกหลายนาที เพราะเจ้าแอร์อินเดียลำนั้นยังต้องบินต่อไปอีกเมืองข้างหน้าคือลัคเนาว์... ‘น่าสงสารพวกนั้นชะมัด!’
กว่าจะหลุดออกจากแอร์พอร์ตที่ชื่อเสียงเรียงนามน่าเอาไปทำความสะอาดเสียก่อนค่อยใช้เพราะใครก็ไม่รู้ตั้งชื่อว่า ‘ดำดำแอร์พอร์ต’ ได้ก็ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง...
...ด้วยต้องรอข้าวของที่บรรทุกใต้ท้องเครื่องกว่าครึ่งชั่วโมง...ดำดำแอร์พอร์ตเป็นสนามบินเล็ก ๆ เต็มไปด้วยฝุ่นจนเหมือนยืนอยู่ในหมอก...เครื่องมือเครื่องไม้เก่าคร่ำคร่า...มีเจ้าหน้าที่ให้เห็นอยู่สองสามคนเท่านั้น...
หลุดออกมาจากอาคารสนามบินที่มีรูปร่างเหมือนป้อมปราการมากกว่าอย่างอื่น เราพบแต่ความมืด โดยมีพวกกุลีแขกที่คุ้นเคยกับ ‘เจ๊แดง’ หัวหน้าทัวร์ช่วยเข็นข้าวของขึ้นรถบัสที่มาจอดรอข้างนอก...กับอีกส่วนหนึ่งต้องใช้รถตู้เล็ก ๆ สภาพดูแล้วไม่น่าจะวิ่งได้ ช่วยขนอีกแรงเพราะทัพสัมภาระมีมากกว่าหกสิบชิ้นมากจนรถบัสไม่มีปัญญาขน
ขณะที่เรายืนรอดูกุลีแขกขนของ...เพราะต้องคอยตรวจนับตลอดเวลา หัวหน้าทัวร์ย้ำนักย้ำหนาให้ระวังของหาย...มีเด็กแขกหนุ่ม ๆ วัยไม่เกินยี่สิบมาเมียง ๆ มอง ๆ พร้อมกับยิ้มให้เราด้วยไมตรีจิต...
...ไอ้เรามันก็พวกยิ้มสยามอยู่แล้ว เลยยิ้มตอบ
ได้ผลทันตา...เจ้าแขกนั่นเดินเข้ามาแบมือพร้อมเอ่ยคำชัดเจน...
“ไล่ท์เตอร์...”
ถึงคราวที่ต้อง ‘ซูฮก’ อีแก้วลูกชายคนรองของเจ๊ทมจริง ๆ ...มันรู้ล่วงหน้าได้ไงไม่รู้
...ว่าคนอินเดียมีอยู่สอง...ข คือ ตื๊อขอ...กะ ตื๊อขาย!...
ก็บอกแล้วไงครับว่าไอ้ตัวรองของคุณนายทมที่ทุกคนในตระกูล ‘ศิริไพบูลย์’ ต่างยอมซูฮกยกให้มันเป็น ‘เอนไซโคพิเดีย’ เคลื่อนที่ไปเรียบร้อยโรงเรียนเม็ดกวยจี๊แล้วนั้น มันพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าทางโทรศัพท์ ตั้งแต่เรายังไม่ขึ้นเรือบินเสียด้วยซ้ำ...
“อย่าไปหลวมตัวเข้าละพี่...” มันพูดหยั่งงี้จริง ๆ ครับ ไอ้ภาษาไทยประเภทฟังแล้วไม่สบายใจ...หรือทำให้คนอื่น ‘เมื่อยจิต’ นี่...อีแก้วถนัดนัก...
“มีเมียแขก...?” เรารีบดักคอ...เพราะเริ่มโรคจิตระแวง... (โชคดีที่มันไปอยู่มะกาซะแล้ว)...ไม่งั้นมหาอย่างเรามีหวังต้องพึ่งหมอโรคจิตในไม่กี่วันข้างหน้า...) คราวนี้มันไม่ยัก ‘โด่เอ๊ย’ กะเรา...หากทำเสียงหนัก ๆ คล้าย ‘โปรเฟสโง่...’ น้อง ๆ ‘โปรเฟสเซอร์...’
“ก็ด้วยแหละ...”
“ทำไมวะ?” เราหลวมตัวย้อนถามมันอีกจนได้
“ถ้าจะไม่เคยดูหนังอินตะละเดีย...?” มันทำท่าทอดและถอน คือทอดเราซะให้สุกกะถอนหงอกคนที่อายุแก่กว่ามันไง...
“เค้ย!” เรากระแทกเสียงเพื่อให้มันแน่ใจว่าไม่เชยหยั่งมันคิด...
“เรื่องอะไรพี่...ที่เคยดู?” มันย้อนถามต่อ...มหาอย่างเรายิ้มย่องเพราะนึกขึ้นได้ “ธรณีกรรแสง...”
“โห...ป๋า...” อีแก้วลากเสียงซะยานเป็นม้วนเทปใช้งานหนักมาหลายสิบปี... “ไอ้เรื่องที่ใหม่ฝ่านี้ไม่มีแล้วเรอะ...?”
“ตูจำไม่ได้...” เราสารภาพตามตรงก็ใครจะไปจำไหว...ครั้งสุดท้ายที่ได้ดูก็แค่ยี่สิบกว่าปีเอง...
“มิน่าล่ะ...” มันทำเสียงเยาะ... “ถึงไม่รู้ว่าผู้หญิงอินเดียต้องไปสู่ขอผู้ชายมาเป็นผัว...”
“หยั่งนี้ตูยอมหลวมตัวเว้ย...” มหาแหมวยิ้มย่อง
“อย่างน้อยก็โก่งค่าตัวได้หลายหมื่นละวะ...”
“นึกแล้ว...” ลูกชายคนรองของคุณนายแค่นเสียง... “แต่ไม่นานร๊อก! ”
“ทำไม? ”
“น้ำตาป๋าแหมวจะเช็ดหัวเข่า...” พูดจบมันหัวเราะเป็นจังหวะสโลว์โมชั่น... ‘ฮ่า...ห้า...ห้า...’ เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าเรานั้นมิต่างจากสมันน้อยซึ่งตกหลุมพราง ที่มันขุดไว้แล้ว...อีแก้วขยายความต่อ... “ประการที่นึ้ง (หนึ่ง) คือสภาพแก่ ๆ อย่างป๋า...ภรรยาแขกที่จะมาขอหยั่งมากก็พวกวรรณะศูทรกะพวกจัณฑาล...ประการที่ส้อง...ป๋าก็จะต้องทำงานหัวโต...เพราะอีนี่ที่อินตาละเดียผู้หญิงอยู่บ้านเป็นนาย ผู้ชายเป็นบ่าวนะจ๊ะนายจ๋า...”
แค่ฟังไอ้ตัวรองกับแค่จินตนาการก็ ‘หยดหยอง’ จนขนหัวลุกแล้ว...ถึงยังไง ‘มหา’ อย่างเราก็ไม่ ‘บื้อซื่อ’...ที่แย่กว่า ‘ซื่อบื้อ’ คือโง่กำลังสองนักหรอก...ที่จะไม่รู้ว่าพวกวรรณะ ‘ศูทร’ กะ ‘จัณฑาล’ ที่อีแก้วพูดถึงเป็นยังไง...
...เพราะ ‘ศูทร’ กับ ‘จัณฑาล’ เป็นวรรณะต่ำสุดของอินเดีย...
มีอาชีพหลักคือ... ‘ขอทาน’
อีแก้วจอมแทะเม็ดกวยจี๊ยังเย้ยแถมท้าย... “นึกดูสิป๋า...ว่าสินสอดสำหรับป๋าจะได้ซะกี่รูปีกั๊น?”
“เออ...” มหาที่มันเคย ‘เยาะ’ ว่าชอบ ‘นั่งธิ..กัมถัน’ จากเจ้าปากแย้อย่างมันกระแทกเสียง... “ตูจะระวังตัว...ไม่ยอมมีเมียแขกเด็ดขาด!”
“เห็นแมะ...” มันได้ทีขี่ตะกวดไล่... “การมีอภิชาตน้องหยั่งแก้วน่ะมีประโยชน์แค่ไหน? ”
“เออ...” เราจนแต้มมันจนได้...แต่ไม่วายขอกัดมันตอบซักคำก็ยังดี... “ขอให้แกแว่นตาหนาขึ้นอีกสองนิ้วเหอะ...”
แทนที่จะสลดมันตอบอย่างรื่นเริง “ขอบคุณป๋า...”
“ขอบคุณทำไม?” เราออกจะงง...แต่ที่สุดต้องยอมรับ...การไปร่ำเรียนที่ ‘มะกา’ ของมันทำให้วิทยายุทธกล้าแข็งขึ้น...เมื่อได้ยินคำตอบของมัน...
“ขอบคุณที่ให้พรไง...เพราะผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเขาบอกว่า...คนสายตาสั้นทั้งหลายอย่าเสียใจ เพราะคนที่แว่นตาหนาขึ้นเท่าใดสมองจะหนาขึ้นตาม...
“เหอะ...” เราแค่นเสียงเยาะ...ซึ่งถึงช่วงของสัจจะประการสำคัญที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ‘เวร-กรรม’ นั้นมีจริง เมื่ออีแก้วย้อนถาม...
“เหอะ...ทำไมป๋า? ”
“แต่บ้านข้า...เขาว่าพวกสมองหนาน่ะปัญญาควายว่ะ...”
ถึงคราวไอ้ตัวรองอย่างมันต้องนิ่งบ้างละ...ท้ายสุดมันคงทำใจได้เพราะเป็นว่าเราเป็นพี่มันมากกว่า ก่อนสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย...
“ป๋าบอกแม่ด้วยละกัน...”
“ว่า...” เราต่อคำ...ซึ่งมันพูดเนิบนาบผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ...
“ถ้าไม่จำเป็นอย่าเที่ยวแจกกะเที่ยวซื้อของจากพวกแขกข้างถนน...”
“ทำไมวะ?” มหาอย่างเราถึงคราวต้องขมวดคิ้วถามบ้าง... คราวนี้มันไม่ยัก ‘ยียวนกวนบาท’ อย่างเคย แต่พูดจริงจัง...
“ขืนไปแจกหรือซื้อเข้า...แม่จะได้ถูกรุมตาย...” อีแก้วผู้รอบรู้ตอบคำพร้อมขยายความเสร็จ...
“แม่ของเพื่อนแก้วเคยไปมา...เห็นว่าซื้อเศษเงินรูปีแจกพวกขอทานด้วยความสงสาร...ท้ายสุดถูกรุมทึ้งซะต้องเข้าโรง’บาลแขกซะหลายวัน...”
“ถึงงั้นเลยรึ...?” คุณเจ๊ทมตาเหลือกตาแพลมหลังจากท่านมหาทำตัวเป็นอีกาคาบข่าวมาบอก...
“ฮื่อ...” เราพยักหน้า...ก่อนกระชุ่นต่อ... “มันยังบอกอีกว่า...แขกน่ะน่ารำคาญตรงตื๊อขอ...กะตื๊อขายด้วย”
ฉะนี้...เมื่อเจ้าบังหนุ่มคนนั้นกระแซะเข้าแบบมือขอไฟแช็ก ท่านมหาอย่างเราจึงได้แต่ยิ้มตอบ...ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองมีไฟแช็กอันละห้าบาทสำรองติดกระเป๋ามาหลายอัน...
“ขืนให้ถึงตายแน่...” เราพูดกับตัวเองหลังจากเหลียวหน้าเหลียวหลังมองดูอาบังหนวดเฟิ้มหลายสิบคนที่ยืนมองมาเงียบ ๆ ด้วยความ ‘หยดหยอง’ ในหัวใจ
“เป็นผู้หญิงก็ยังพอลุ้น...ถึงถูกรุมก็ยังคุ้ม...แต่ถ้าโดนพ่อบังกลุ่มนี้ทึ้ง...ต้องถือว่าซวยข้ามภพข้ามชาติ”
“แวร์ ยูคัมฟร๊อม?” เจ้าบังไว้หนวดขลิบบนริมฝีปากเอ่ยถามเราด้วยสำเนียงอังกฤษชัดกว่าทุกคนที่เคยได้ยิน...(เฉพาะพวกแขกอินเดีย)
“ไทยแลนด์...” เราตอบด้วยรอยยิ้ม...ซึ่งเจ้าแขกหนุ่มนั่นยกหัวแม่โป้งขึ้น...ก่อนพูดด้วยภาษาไทยชัดเปรี๊ยะ...
“คนไทย...ใจดีมาก ๆ ...”
“ขอบคุณ...” มหาอย่างเรายิ้มแต้...เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ เมื่อเห็นคนต่างชาติชื่นชมชาวเรา แถมยังพูดภาษาไทยได้ด้วยต้องอดนิยมชมชอบขึ้นมาไม่ได้...
“ต้องแอบให้ไฟแช็กมันอัน...” เราให้สัญญากับตัวเองและรอจังหวะจนคณะทัวร์ทยอยกันขึ้นรถหมดแล้ว จึงล้วงไฟแช็กยัดใส่มือเจ้าแขกนั่น ‘หมับ’ ก่อนวิ่งแจ้นตามขึ้นรถเร็วยิ่งกว่าโดนจิ๊กโก๋ท้ายซอยไล่เตะซะอีก...
นี่ถ้าอีแก้วอยู่ด้วยกันก็จะหันไป ‘เยาะ’ มันซักคำ...
“เห็นแมะ...ข้าก็ฉลาดพอนะเฟ้ยที่ให้ของแขกโดยที่ไม่ถูกรุม! ”
เพราะขึ้นรถทีหลังใครเพื่อน เลยต้องนั่งเบียดอยู่แถวหลังสุดที่ต้องนั่งเรียงกันเป็นแถวหลายคนตรงเบาะท้าย...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com