การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 2 (ตอนสุดท้าย) *** by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
28 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#108]

จดหมายฉบับที่ 2 (ตอนสุดท้าย)

          คงเพราะอากาศในเดือนธันวาคมที่อินเดียหนาวมาก คนขับจึงไม่ยอมเปิดแอร์ ประกอบกับหน้าต่างกระจกทุกบานปิดตาย จึงทำให้อากาศไม่พอหายใจ...

          เจ้าแม่ไมเกรนเจี๊ยะหยั่งคุณนายทมจึงโวย... “เปิดแอร์หน่อยเหอะ หายใจไม่ออก...”

          ซึ่งทุกคนบนรถขานรับกันเซ็งแซ่... “ใช่เปิดแอร์หน่อยหายใจไม่ออก...”

          ท่านพระมหาไพรัช (มารู้ทีหลัง) ที่มารอรับพวกเราที่สนามบินในฐานะมัคคุเทศก์และยังไม่ทันแนะนำตัวกับชาวคณะจำต้องเคาะกระจกเพราะรถบัสที่อินเดียเขาแยกห้องผู้โดยสารกับห้องพนักงานขับออกเป็นสัดส่วนโดยมีประตูกระจกกั้น...

          หลังจากที่ ‘เว้า’ ภาษาแขกกับคนขับเสร็จ รถโดยสารคันนั้นก็จอดสนิทข้างถนน...ขณะที่ทุกคนทำหน้าประหลาดใจ...ท่านมหา (ตัวจริงมิใช่ตัวปลอมแบบมหาแหมว) จึงคว้าไมค์มากล่าวแนะนำตัวเล็กน้อยพอเป็นพิธี ก่อนอธิบายเหตุผลให้ชาวเราฟังถึงเหตุผลที่รถบัสอินเดียจำต้องจอดข้างทางในขณะนี้ว่า

          “นี่แหละครับรถแขกแท้...เวลาจะเปิดแอร์ต้องจอดรถก่อนค่อยเปิดได้...” ท่านมัคคุเทศก์พูดจบเสียงแอร์ที่คุณนายทมแอบเติมคำว่า ‘กี่’ ตามท้ายส่งเสียงครางเหมือนโรงสีไฟบ้านเรายังไงยังงั้น...

          เปิดแอร์ได้ไม่ถึงห้านาทีโยมบนรถก็อุทธรณ์ต่อ... “ลดแอร์ลงหน่อยได้ไหมค้า?...”

          ท่านมหาตัวจริงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากก่อนตอบ “คงไม่ได้หรอกโยม...เพราะแอร์อินเดียไม่เหมือนที่ไหนในโลก มันมีแค่สองเกียร์ คือ เกียร์ดับกับเกียร์เปิด เจริญพร...”

          ทุกคนก็เลยต้องทน ‘หนาว’ ดีกว่าขาดอากาศหายใจ ขณะที่เราคือลุงเชียร...แม่หนูอี๊ด...มหาแหมว...นั่งยิ้มเพราะช่องแอร์ที่มีขนาดกว้างเกือบเท่ากะละมังบ้านเราที่มีอยู่สามช่องบนเพดานรถไม่ได้จ่อตรงหัว...เพราะตรงท้ายสุดห่าง ‘ช่องเย็นมหาภัย’ นั่นพอสมควร

          “สงสารพระว่ะ...” ไอ้หนูวัยหกสิบเศษของคุณนายไข่มุกปลงสังเวช...เพราะมองเห็นขบวนหลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลายที่นั่งเรียงกันอยู่แถวหน้าเริ่มกระสับกระส่าย...

          ด้วยเกศาท่านไม่มีเหมือนชาวบ้านทั้งหลาย...

          แถมยังถูกช่องแอร์มหาภัยที่พ่นลมดังยังกับพายุรดศีรษะตลอดเวลา

          พระและโยมต้องทน “แข็งใจ” กับอาการ ‘ตัวแข็ง’ เพราะแอร์แขกนานเกือบสามสิบนาทีจึงถึงโรงแรม ‘MAURYA PATNA’ ที่ถือว่าเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งของที่นี่เชียวแหละ

          “เข้าห้องอาหารเลยนะคะ...” เสียงเจ๊แดงหัวหน้าทัวร์แต่สำหรับที่อินเดียน่าจะเป็น ‘หัวหน้าถั่ว’ มากกว่าร้องบอกกับทุกคน หลังจากแจกกุญแจห้องพักเสร็จสรรพ...ด้วยรู้ว่าเวลาสองทุ่มแขกตรงกับเวลาไทยก็สามทุ่มครึ่ง ซึ่งลูกทัวร์ทุกราย (ยกเว้นพระ) ต่าง ‘หิวซก’ กันถ้วนหน้า...

          เราเมียง ๆ มอง ๆ อาหารบุฟเฟ่ต์ ที่มีข้าว บะหมี่ผัดคล้าย ๆ บ้านเรากับแกงไก่แบบมัสมั่น...ไก่ผัดหอมหัวใหญ่ตรงหน้าอย่างระแวดระวัง...

          “อาหารแขกอินเดียสกปรก...” เสียงของอีแก้วยังดังอยู่ในหู...แต่ความหิวไม่เคยปรานีใคร ทำให้เราเข้าแถวรอคิวตักอาหารมา ‘หม่ำ’ โดยไม่สนใจประโยคของไอ้ตัวรองจอมขู่อีกต่อไป...

          เหลือบมองดูทางพระสงฆ์บ้างเห็นบริกรยกน้ำชากับ CHEESE โรยน้ำตาลเหยาะมะนาวนิดหน่อยมาประเคนให้เพื่อให้ฉันเอาแรงหลังจาก ‘อีบักอีโรย’ มาจากอินเดียแอร์ไลน์ในประเทศมาทั้งวัน...

          ลูกถั่วของคุณนายแดงหม่ำข้าวกันท้องกางกันทุกคน...แต่น่าแปลกตรงที่ตัวหัวหน้า ‘ถั่ว’ กลับนั่งดูดน้ำขวดพวก ‘โคล่า’ แต่ยี่ห้อ ‘TRUM UP’ อย่างเดียวโดยไม่สนใจอาหารการกินอื่นใดแม้แต่ชำเลืองมอง...

          “คุณแดงไม่กินข้าวหรือ?” ลูกทัวร์สาวที่มีเพียงพระหน่อเดียว นอกนั้น ‘แก่ ๆ’ กันทั้งทีม อย่างเจ้าโยโกะเอ่ยถาม...ซึ่งคุณนายแดงได้แต่ส่ายหน้าบอกว่า...

          “ไม่หิวค่ะ...” (แต่มารู้ทีหลังว่า เบื้องลึกมีมากกว่านั้นเยอะ...เอาไว้ค่อยเล่าทีหลังครับ)

          หลังจากอิ่มแปล้เรียบร้อยโรงเรียนครัวแขกไปแล้ว ทุกคนต่างย้ายพุงแยกเข้าห้องใครห้องมัน...(จัดให้อยู่เป็นคู่ ๆ...ทั้งพระทั้งโยม)

          เราแวะเวียนเข้ามาขอยาคลายประสาทกับคุณนายทมก่อนเข้าห้องพักที่ลุงเชียรเปิดเข้าไปก่อนแล้ว...ด้วยเหตุผลประการเดียวคือ...

          ...ถ้าแปลกที่จะนอนไม่หลับ!

          นางสาวเป้าลูกทัวร์ตัวตุ๊ต๊ะอีกคนของคุณแดงเป็นคนเปิดประตูให้เราเข้าไป ขณะที่เจ๊ทมกำลัง ‘ยงโย่ยงหยก’ ปรับเปลี่ยนช่องทวีแขกด้วยความสนใจ...

          ... “ฟังรู้เรื่องหรือน้า?” เราถามด้วยอาการหัวเราะซึ่งคุณเจ๊ทมของไอ้ยอดหันมาตอบ...

          “ไม่รู้หรอก...แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เปล่า ๆ...”

          “คิดถึงไอ้ยอดมันนะ...” มหาตัวปลอมพูดกับแม่หนูอี๊ดของมัน...เพราะเมื่อคราวไปญี่ปุ่นด้วยกันยังได้ยินเสียงมันบ่นงึมงำเวลาเปิดทีวีดู...

          “ตูจะไปรู้ได้ไงว่า...ได้ยินแต่โนะ ๆ แนะ ๆ เนะ ๆ...”

          “ใช่” คุณนายยอมรับ...แต่ท้ายสุดออกความเห็น... “แต่แม่หนูอี๊ดว่ามันคงไม่มาหรอกอินเดีย...”

          “ทำไม?” เราสงกา...

          “ไอ้นี่มันเกลียดแขก...” คุณเจ๊ทมของมันอธิบายเหตุผล “โดยเฉพาะอาหารแขก...”

          เราเห็นด้วยเพราะแต่ไหนแต่ไรมา ไอ้ยอดเป็นที่รู้จักกันถ้วนหน้าในวงศ์ไพบูลย์ (ไม่มีนามสกุลบุตรขันเด็ดขาด) ว่า...มันเกลียดกระเทียมกับพวกเครื่องเทศเป็นที่สุด...

          “มันคงเป็นฟู้หยั่ง (ฝรั่ง) มาเกิด...” มารดามันแก้ต่างให้เจ้าลูกยอดอย่างมัน แต่ตุ๊เด่นตัวท้ายที่น้อยครั้งจะพูด หัวเราะเยาะ...

          “เด่นว่ายอดเคยเป็นแดร็กคิวล่ามากกว่า...!” แถมให้เหตุผลพ่วงท้ายน่าฟัง...

          “ดูแค่ตัวสูงโย่งเย่งกะขาวยังกะหยวกก็รู้...”

          จริงของมัน เพราะทุกคนล้วนเคยดูหนังแดร็กคิวล่ามาแล้วทั้งนั้น อาวุธปราบผีดิบที่ตรงข้ามกับ ‘ผีสุก’ อย่างเรานอกจากไม้กางเขนแล้วยังมีกระเทียมอีกอย่าง เพราะฉะนั้น...อีแก้วเป็นกองหนุน (เฉพาะเรื่องทำให้ชาวบ้านตกต่ำลง)

          ... “ต้องเป็นไอ้แดร็ก...กลับชาติมาเกิดชัวร์ป้าด!” มันทำหน้าตายแต่ทุกคนรู้ว่าที่มันย้ำคำว่า ‘แดร็ก’ เป็น ‘แด๊ก’ ชัดเจนอย่างนั้นมีเจ-ตะ-นาอะไรเคลือบแฝงอยู่

          ... “แหง” มหาอย่างเราซ้ำเติม...เพราะบ้านนี้ไม่เคยมีมิตรหรือศัตรูถาวรเด็ดขาด...ใครพลาดย่อมถูกซ้ำเติมเสมอ...ด้วยคติ... ‘ทีเอ็งตูไม่ว่า...ทีข้าเอ็งถูกรุม’ เหมียน ๆ กันทุกครั้ง... “แค่ทำท่าจะไปมะกามันยังดูดเงินคุณนายไปหลายปี๊บแล้วเอ็ง...”

          “ผีดิบที่ไหนจะมาดูดเงิน...?” มันยังมีใจไม่ยอมเห็นด้วยในหลักการ...ซึ่งอีตุ๊เด่นรีบสวนคำ...

          “ผีดิบเขาเลิกดูดเลือดแล้วเฮีย...เปลี่ยนมาดูดเงินตั้งนานแล้วไม่รู้เรอะ...?”

          “ทำไม?” ไอ้ตัวโย่งเย่ง...กัดกรามถาม หากตุ๊เด่นลอยหน้าลอยตาตอบ...

          “ขืนไปดูดเลือดเข้าสิ...เอดส์แดกตายโหง...!”

          เรื่อง ‘เหี้ย’...กะ ‘ห่า’ แถมมี ‘โหง’ อีกคำสำหรับบ้านนี้เป็นเรื่องปกติ...เวลาคุยกัน โดยเฉพาะบนโต๊ะกินข้าว... ซึ่งเวลา ‘คุณยายไข่’ ของตระกูลแวะเวียนมาร่วมโต๊ะด้วย มักจะส่ายหน้าพูด...

          ... “มันคุยอะไรของพวกมันลงท้ายด้วยเหี้ยกะห่าซะเรื่อย...” แถมท้ายอีกคำ...

          “คุยกันยังกะคนเมา...”

          โต๊ะกินข้าวจึงเป็นที่ ๆ คนในบ้านใช้เป็นที่ ‘กิน’ ที่ ‘คุย’ เผลอ ๆ ใช้เป็นโต๊ะเล่นดัมมี่ของพวกมันอยู่บ่อย ๆ หรือแม้กระทั่ง...

          ...เรื่องสัมมนาติวเข้ม ‘ความประพฤติ’ จากอาเจ๊ใหญ่ประจำบ้านเมื่อมันทำความผิด...

          “แม่หนูอี๊ดไม่ใช่นักธุรกิจนะป๋า...แต่ชอบระบบการค้าผ่อนส่ง...” ไอ้ยอดแอบ ‘นิน’ คุณนายเวลาลับหลัง...

          “เป็นยังไง?” เราถามมันด้วยอาการตะแคงหูฟัง เพราะเรื่องนินทาคุณนายทมเป็นความสุขสันต์บันเทิงของลูกหลานประจำตระกูลทุกคนไม่เว้น นังอ้อ...กะนังแอ้ชะนีสองตัวของลุงเชียร...ที่มักจะแอบมาผสมโรงกับพวกลิงทโมนสามตัวบ่อย ๆ...
         
          “ธุรกิจผูกขาดคือเราทำผิดต้องพิจารณาโทษตัวเองว่าจะให้เฆี่ยนกี่ที...”

          “เอ็งก็พูดเสนอโทษน้อย ๆ เข้าไว้สิ...”

          “พอบอกให้ตีน้อย ๆ ทีก็ไม่ยอม...” มันยิ้มมุมปาก... “ยอดก็เลยพูดประชดไปเลย...ให้แม่ตีสามโหล...”

          “มากไปมั้ง?” คนฟังทำหน้าเบ้...เพราะเคยโดนคุณสุรศักดิ์ผู้เป็นบิดหวดแค่ ‘ครึ่งโหล’ ยังแสบก้นไปหลายวัน... “ใครจะไปตีไหววะ...?”

          “แต่รายนั้นเอาจริง!” มันยืนยันหนักแน่น... “แต่ตีแบบระบบผ่อนส่ง...ตีมันทุกวัน...”

          “ก็ดีนี่หว่า...” เราหัวเราะ แต่มันทำหน้าละเหี่ยก่อนถอนใจพูด...

          “ดีผีอะไรล่ะ...ทรมานใจตายโหง...” มันก็เลยตัดสินใจในอีกสองวันต่อมาด้วยการสวมวิญญาณลูกผู้ชาย ‘ก้นลายพร้อย’ เพราะไม้เรียว เข้าไปเจรจาตะอ้วยกะมารดามัน

          “ตีเซี๊ยะ...ตีให้ครบ ๆ ไปเลย...”

          ซึ่งเจ๊ทมเคยเล่าให้ฟังทีหลังว่า... “ฉันก็เลยถามเหตุผลมันว่าทำไมถึงให้ตีจนครบล่ะ? ”

          “มันตอบไง?” มหาตะแคงหูฟัง (ฟังมันทั้งสองฝ่ายน่ะแหละ...เพลินดี...)

          “...มันบอกว่า...” อาเจ๊ ‘จอมโหด’ หัวเราะตอบ... “ก็ตีเซี้ยให้กันหมด ๆ จะได้รู้แล้วรู้รอดกันไป...จะได้ไม่ต้องทุกข์ตอนกลับจากโรงเรียนทุกวัน...”
         
          “เป็นตูหน่อยไม่ได้...” เราเค้นคำกับไอ้ยอดในฐานะคู่หู

          “ทำไมพี่? ”

          “ตูจะบอกให้ตีซะร้อยโหล...ให้มันตาย ๆ ไปเลย...” ในฐานะเป็น ‘พี่ใหญ่’ ออกความเห็นแบบประชดมั่ง...แต่มันค้อนควัก...

          “น้าใช้วิธีนั้นของน้าไปคนเดียวเหอะ...” เดี๋ยวมันเรียกพี่ เดี๋ยวเรียกป๋า เรียกน้าไปได้เรื่อยเปื่อย... “ถ้าจะให้ดีป๋าต้องอธิษฐาน...”

          “ว่าไง?” มหาแหมวหลวมตัวอีกจนได้ ขณะที่มันเน้นคำ...

          “ชาติหน้าเกิดเป็นลูกเจ๊ทมไง...ส่วนยอดจะขอขึ้นสวรรค์ฟันนางฟ้าดีฝ่า!” มันไปของมันได้เรื่อยเปื่อยแหละท่านผู้ชมเอ๋ย...ไอ้เด็กบ้านนี้...

          และกว่าจะย้ายก้นออกจากห้องพักคุณนายได้ก็แอบ ‘นิน’ ไอ้ยอดซะหลายกระบุงโกย โดยได้ยาคลายเครียดเม็ดสีชมพูติดมือมาด้วยหนึ่งเม็ด...

          กินยามันก็เลยง่วง...พอง่วงก็ต้องนอนเป็นธรรมดาล่ะครับคุณ...ใครนอนหลับแล้วเขียนจดหมายได้จะตามไปกราบ...

...ราตรีสวัสดิ์จ้ะ...

มหาตัวปลอมครับ...!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com