การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 4) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
16 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#112]

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 4)

          หากอารมณ์ขันพลันต้องเหือดหายไปสิ้น ก็เพราะในห้องอาหารของโรงแรมรอบโต๊ะ ‘บุฟเฟ่ต์’ ที่มีข้าวต้มร้อน ๆ กับพวกอาหารเช้าแบบฝรั่งถูกมุงด้วย ‘ญาติ ๆ ของพ่อโกโบริ’ พระเอกของเรื่องคู่กรรมของคุณนาย แต่นิสัยต่างกันกับพ่อโกราวฟ้าดิน กำลังล้งเล้งกับชาวคณะของเราที่จำต้องทยอยตักอาหารประเคนพระคุณเจ้าทุกรูปเสียก่อนค่อยนึกถึงตัวเองทีหลัง...

          ...เข้าทำนอง...ตูก็เสียเงินนะเว้ยไม่ใช่กินฟรี!

          ‘ทำไมต้องรอพวกเอ็งด้วยวะ?’

          มหาแหมวถอนใจ...ที่ถอนใจก็เพราะความจริงแล้วคนญี่ปุ่นเองก็เป็นชาวพุทธโดยส่วนมาก แม้จะเป็นพุทธแบบมหายานก็เถอะ ต่อให้เป็นศาสนา ‘ชินโต’ ก็ต้องมีพระของตน...

          ...ด้วยเหตุนี้...น่าจะเข้าใจถึงกฎกติกา-มารยาทอยู่บ้าง...

          “พวกญี่ปุ่นสมัยใหม่เป็นงี้แหละ...ฉันถึงได้เกลียดนัก...” เจ๊ทมถอนใจพูดกับเรา... “ถือว่าตนยิ่งใหญ่กว่าใคร ๆ ในเอเชีย...”

          “ใช่...” เรายอมรับ...เพราะเมื่อก่อนสมัยยังเด็กเคยชื่นชมกับเรื่องราวของเหล่า ‘นักรบบูชิโด’ อันเป็นแม่แบบของลูกผู้ชายกล้าหาญ...เสียสละได้แม้ชีวิตเพื่อชาติ...เพื่อทำความจงรักภักดีต่อนายเหนือหัว...

          จากชาติพันธุ์อันเรืองรุ่งในวัฒนธรรม-ประเพณีอันงดงามในอดีตกาลได้กลายเป็น...

          ...สัตว์...เศรษฐกิจไปแล้วโดยสิ้น...

          “ญี่ปุ่นเก่าน่ายกย่อง...แต่ญี่ปุ่นรุ่นใหม่น่าเกลียด!” คือคำกล่าวขานของนักเขียนรุ่นใหญ่อย่างทมยันตี... ญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ‘เหยียดหยาม’ ชาวผิวเหลืองด้วยกันเองละทิ้งสิ่งเก่าแก่อันงดงามของตนลงสิ้น และจมอยู่กับความอหังการในระบบ ‘ไฮเทค’ ที่ตนมีตนเป็นในวันนี้...

          ...ต่อไป...คนเอเชียทั้งหมด...

          คงกลายเป็นประชาชนชั้นสองในศาสนาพวก ‘แจ๊ป’ หมด

          เราหัวเราะหลังจากที่สามารถระงับความ ‘โกรธ’ ลงด้วย ‘ขันติธรรม’ ในใจ

          “ความโกรธ...เป็น ‘เพลิง’ ผลาญจิตวิญญาณ...” เราเตือนตนด้วย ‘ธรรมะ’ ที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน...ก่อนหันมาพูดกับคุณนายทมด้วยเสียงหัวเราะ...

          “ต่อไปญี่ปุ่นดี ๆ จะเหลือแค่อีตาโกโบริในคู่กรรมแน่แม่หนูอี๊ดเอ๋ย! ”

          ถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงพวกนักข่าวญี่ปุ่นที่เคยมา ‘สำพาด’ คุณนายทม...

          "โกโบริ...ที่คุณเขียนดีเกินไป!” นักข่าวรายนั้นออกความเห็น...

          “คงใช่...” อาเจ๊ผู้ให้กำเนิดพ่อโกแค่นเสียงหัวเราะ...

          “ฉันอาจชื่นชมกับพ่อโกโบริในฐานะเป็นคนญี่ปุ่นรุ่นเก่า...แต่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่อย่างอย่างคุณแน่! ”

          “ทำไมล่ะ?” แจแปนนิสต์คนนั้นย้อนถามซึ่งคุณ ‘ทม’ ตอบได้สะใจดีแท้...

          “คนรุ่นเก่าของคุณกล้าหาญ...องอาจ...” ทมยันตีเน้นคำเล็กน้อยก่อนย้ำชัดเจน...

          “แต่คนรุ่นใหม่...โอหัง! ”

          พ่อนักข่าวญี่ปุ่นได้ยินประโยคของคุณทมถึงกับอึ้ง...ก็จริง ๆ แหละสมัยก่อนมหาแหมวเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่นิยมชมชอบกับเหล่านักสู้เลือด ‘บูชิโด’ อย่างเข้าเส้นเลือด...ไม่ว่าหนังหรือทีวีประเภท ‘ซามูไร’ เป็นที่ถูกอกถูกใจจนไม่ยอมถอยห่าง...

          ...อย่างน้อยเรื่องราวของญี่ปุ่นโบราณก็มีอะไรเด็ด ๆ ให้ศึกษา...

          ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรมหรือคุณธรรมน้ำใจของลูกผู้ชายประเภทฆ่าได้หยามไม่ได้มีอยู่ครบในคนญี่ปุ่นยุคนั้น!

          “เอางี้...” นักเขียนใหญ่ (รวมทั้งหุ่นของคุณนายด้วย) สรุป... “ฉันจะเขียนใหม่...ให้พ่อโกโบริเข้ามาเมืองไทยเข่นฆ่าประชาชนเหมือนผักปลา...ลากแม่อังศุมาลินไปข่มขืน...เอาแบบให้เลวสุด ๆ เลยดีไหม? ”

          พ่อยุ่นปี่นักข่าวถึงกับยกไม้ยกมือห้าม... “โน ๆ ๆ...เอาแบบเดิมน่ะดีแล้ว...”

          จะด้วยเหตุนั้นหรือเปล่ามิทราบ ทำให้อาเจ๊ไม่เคยนึกหรือแม้กระทั่งคิดที่จะเขียนนวนิยายที่ข้องเกี่ยวกับคนญี่ปุ่นสมัยใหม่แม้แต่เรื่องเดียว...แต่เห็นประกาศโครม ๆ แล้วว่า

          “...ฉันจะเขียนเรื่อง ออกญายามาดะ!”

          “ท่าจะเวิร์ค...” ไอ้ยอด ‘หนับหนุน’ ด้วยเหตุผล ‘เผื่อจะได้ไปญี่ปุ่นฟรีอีกซักเที่ยว...”

          “ยังจะหวังลม ๆ แล้ง ๆ อีกรึ?” เราดักคอมันเพราะรู้ว่ามันเคยฝันจะได้ภรรเมียญี่ปุ่นกะเขาซักคน...แต่คราวที่แล้วมันทำหน้าเบ้...

          “สวย ๆ หาทำยายาก...ไม่ยักกะเหมือนในหนัง...” ขนาดสาวญี่ปุ่นมันยังทำเมิน ถ้ามาอินเดียจะซักแค่ไหน...?

          มหาอย่างเราแค่นึกยังส่ายหน้า...บ้านญี่ปุ่นไอ้ยอดยังเดินชนขอบประตูซะหลายครั้ง ถ้ามาอยู่อินเดียคงได้ซ่อมบ้านกันทุกวัน ก็นายยอดของคุณนายสูงแค่หนึ่งเมตรเก้าสิบกว่าเซนติเมตรเท่านั้นแหละ...

          ...บ้านดินเหนียวผสมขี้วัวแขกจะทานกบาลมันไหวรื้อ?

          “ไอ้สี่ตัวนี่ใครมันพี่ใครมันน้อง?” บ่อยครั้งที่ออกงานด้วยกันทั้งโขยง พวกรุ่นป้ารุ่นน้าเอ่ยถามคุณเจ๊...

          “ไอ้นั่นพี่คนโต...” เจ๊ทมทำหน้าตายชี้มาที่เรา...

          “อ้อเรอะ...” คนฟังทำหน้าหงึกหงักแต่ลูกกะตามันฟ้อง...ถ้าเดาไม่ผิดคุณน้าคงสงสัย...

          “ไอ้คนพี่ทำไมเตี้ยมะลั่กกั่กยังงั้นวะ?” หรือไม่ก็ต้องสงสัย... “หยิบมาจากโรงพยาบาลผิดแหง ๆ...”

          “มันเป็นธรรมดาเฮีย...” อีปากแย้หยั่งอีแก้วทำท่าปลอบใจ...

          “ธรรมดายังไง?” เราพาซื่อถามมัน

          “กฎของถั่วไงเฮีย...” มันอวดภูมิ... “เมลเดลพูดถึงจุดเด่นกะจุดด้อยทางกรรมพันธุ์...สี่ต่อหนึ่ง...”

          “อ๋อ...พวกเอ็งเด่น...ข้าด้อยล่ะสิ?” เรารู้แกวพวกมัน...ขณะที่อีตุ๊เด่นปลอบใจ...(แต่น่าจะเป็นเยาะเย้ยมากกว่า)...

          “อย่าเสียใจเลยป๋า...ชาตินี้บริจาคเสาโบสถ์ชาติหน้าก็สูงเองแหละ! "

          “เพราะป๊าคนเดียว...” นังลำพูยั้งซ้ำเติมเราอีกคน

          “ทำไม?”

          “ทำให้แชมพูเป็นตุ่มต่อขา...” นังชะนีโทนของเราค่อนขอด... “คุณปู่ก็หุ่นดีแต่ทำไมป๊าถึงเตี้ยก็ไม่รู้...?”

          โดยสรุป...แม้แต่ลูกมันยังไม่ยอมไว้หน้าเล้ย...แล้วกะไอ้ทโมนสามตัวจะไปเหลืออะไรให้มัน...

          “...ตูเตี้ย...แล้วมันหนักกบาลใครด้วยวะ...!” เรากระแทกเสียง แต่อีปากแย้ยักไหล่...

          “เตี้ยน่ะมันไม่เท่าไหร่ร๊อก...ลงพุงด้วยนี่สิมันอั๊กลี่...”

          ด้วยเหตุฉะนี้ มหาแหมวจึงต้องกล้ำกลืน เพราะพูดถึงเรื่องนี้ทีไรเจ็บกระดองใจทุกที...

          ...ก็เถียงมันไม่เคยชนะมาตลอดศก!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com