
จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 4)
หากอารมณ์ขันพลันต้องเหือดหายไปสิ้น ก็เพราะในห้องอาหารของโรงแรมรอบโต๊ะ ‘บุฟเฟ่ต์’ ที่มีข้าวต้มร้อน ๆ กับพวกอาหารเช้าแบบฝรั่งถูกมุงด้วย ‘ญาติ ๆ ของพ่อโกโบริ’ พระเอกของเรื่องคู่กรรมของคุณนาย แต่นิสัยต่างกันกับพ่อโกราวฟ้าดิน กำลังล้งเล้งกับชาวคณะของเราที่จำต้องทยอยตักอาหารประเคนพระคุณเจ้าทุกรูปเสียก่อนค่อยนึกถึงตัวเองทีหลัง...
...เข้าทำนอง...ตูก็เสียเงินนะเว้ยไม่ใช่กินฟรี!
‘ทำไมต้องรอพวกเอ็งด้วยวะ?’
มหาแหมวถอนใจ...ที่ถอนใจก็เพราะความจริงแล้วคนญี่ปุ่นเองก็เป็นชาวพุทธโดยส่วนมาก แม้จะเป็นพุทธแบบมหายานก็เถอะ ต่อให้เป็นศาสนา ‘ชินโต’ ก็ต้องมีพระของตน...
...ด้วยเหตุนี้...น่าจะเข้าใจถึงกฎกติกา-มารยาทอยู่บ้าง...
“พวกญี่ปุ่นสมัยใหม่เป็นงี้แหละ...ฉันถึงได้เกลียดนัก...” เจ๊ทมถอนใจพูดกับเรา... “ถือว่าตนยิ่งใหญ่กว่าใคร ๆ ในเอเชีย...”
“ใช่...” เรายอมรับ...เพราะเมื่อก่อนสมัยยังเด็กเคยชื่นชมกับเรื่องราวของเหล่า ‘นักรบบูชิโด’ อันเป็นแม่แบบของลูกผู้ชายกล้าหาญ...เสียสละได้แม้ชีวิตเพื่อชาติ...เพื่อทำความจงรักภักดีต่อนายเหนือหัว...
จากชาติพันธุ์อันเรืองรุ่งในวัฒนธรรม-ประเพณีอันงดงามในอดีตกาลได้กลายเป็น...
...สัตว์...เศรษฐกิจไปแล้วโดยสิ้น...
“ญี่ปุ่นเก่าน่ายกย่อง...แต่ญี่ปุ่นรุ่นใหม่น่าเกลียด!” คือคำกล่าวขานของนักเขียนรุ่นใหญ่อย่างทมยันตี... ญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ‘เหยียดหยาม’ ชาวผิวเหลืองด้วยกันเองละทิ้งสิ่งเก่าแก่อันงดงามของตนลงสิ้น และจมอยู่กับความอหังการในระบบ ‘ไฮเทค’ ที่ตนมีตนเป็นในวันนี้...
...ต่อไป...คนเอเชียทั้งหมด...
คงกลายเป็นประชาชนชั้นสองในศาสนาพวก ‘แจ๊ป’ หมด
เราหัวเราะหลังจากที่สามารถระงับความ ‘โกรธ’ ลงด้วย ‘ขันติธรรม’ ในใจ
“ความโกรธ...เป็น ‘เพลิง’ ผลาญจิตวิญญาณ...” เราเตือนตนด้วย ‘ธรรมะ’ ที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน...ก่อนหันมาพูดกับคุณนายทมด้วยเสียงหัวเราะ...
“ต่อไปญี่ปุ่นดี ๆ จะเหลือแค่อีตาโกโบริในคู่กรรมแน่แม่หนูอี๊ดเอ๋ย! ”
ถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงพวกนักข่าวญี่ปุ่นที่เคยมา ‘สำพาด’ คุณนายทม...
"โกโบริ...ที่คุณเขียนดีเกินไป!” นักข่าวรายนั้นออกความเห็น...
“คงใช่...” อาเจ๊ผู้ให้กำเนิดพ่อโกแค่นเสียงหัวเราะ...
“ฉันอาจชื่นชมกับพ่อโกโบริในฐานะเป็นคนญี่ปุ่นรุ่นเก่า...แต่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่อย่างอย่างคุณแน่! ”
“ทำไมล่ะ?” แจแปนนิสต์คนนั้นย้อนถามซึ่งคุณ ‘ทม’ ตอบได้สะใจดีแท้...
“คนรุ่นเก่าของคุณกล้าหาญ...องอาจ...” ทมยันตีเน้นคำเล็กน้อยก่อนย้ำชัดเจน...
“แต่คนรุ่นใหม่...โอหัง! ”
พ่อนักข่าวญี่ปุ่นได้ยินประโยคของคุณทมถึงกับอึ้ง...ก็จริง ๆ แหละสมัยก่อนมหาแหมวเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่นิยมชมชอบกับเหล่านักสู้เลือด ‘บูชิโด’ อย่างเข้าเส้นเลือด...ไม่ว่าหนังหรือทีวีประเภท ‘ซามูไร’ เป็นที่ถูกอกถูกใจจนไม่ยอมถอยห่าง...
...อย่างน้อยเรื่องราวของญี่ปุ่นโบราณก็มีอะไรเด็ด ๆ ให้ศึกษา...
ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรมหรือคุณธรรมน้ำใจของลูกผู้ชายประเภทฆ่าได้หยามไม่ได้มีอยู่ครบในคนญี่ปุ่นยุคนั้น!
“เอางี้...” นักเขียนใหญ่ (รวมทั้งหุ่นของคุณนายด้วย) สรุป... “ฉันจะเขียนใหม่...ให้พ่อโกโบริเข้ามาเมืองไทยเข่นฆ่าประชาชนเหมือนผักปลา...ลากแม่อังศุมาลินไปข่มขืน...เอาแบบให้เลวสุด ๆ เลยดีไหม? ”
พ่อยุ่นปี่นักข่าวถึงกับยกไม้ยกมือห้าม... “โน ๆ ๆ...เอาแบบเดิมน่ะดีแล้ว...”
จะด้วยเหตุนั้นหรือเปล่ามิทราบ ทำให้อาเจ๊ไม่เคยนึกหรือแม้กระทั่งคิดที่จะเขียนนวนิยายที่ข้องเกี่ยวกับคนญี่ปุ่นสมัยใหม่แม้แต่เรื่องเดียว...แต่เห็นประกาศโครม ๆ แล้วว่า
“...ฉันจะเขียนเรื่อง ออกญายามาดะ!”
“ท่าจะเวิร์ค...” ไอ้ยอด ‘หนับหนุน’ ด้วยเหตุผล ‘เผื่อจะได้ไปญี่ปุ่นฟรีอีกซักเที่ยว...”
“ยังจะหวังลม ๆ แล้ง ๆ อีกรึ?” เราดักคอมันเพราะรู้ว่ามันเคยฝันจะได้ภรรเมียญี่ปุ่นกะเขาซักคน...แต่คราวที่แล้วมันทำหน้าเบ้...
“สวย ๆ หาทำยายาก...ไม่ยักกะเหมือนในหนัง...” ขนาดสาวญี่ปุ่นมันยังทำเมิน ถ้ามาอินเดียจะซักแค่ไหน...?
มหาอย่างเราแค่นึกยังส่ายหน้า...บ้านญี่ปุ่นไอ้ยอดยังเดินชนขอบประตูซะหลายครั้ง ถ้ามาอยู่อินเดียคงได้ซ่อมบ้านกันทุกวัน ก็นายยอดของคุณนายสูงแค่หนึ่งเมตรเก้าสิบกว่าเซนติเมตรเท่านั้นแหละ...
...บ้านดินเหนียวผสมขี้วัวแขกจะทานกบาลมันไหวรื้อ?
“ไอ้สี่ตัวนี่ใครมันพี่ใครมันน้อง?” บ่อยครั้งที่ออกงานด้วยกันทั้งโขยง พวกรุ่นป้ารุ่นน้าเอ่ยถามคุณเจ๊...
“ไอ้นั่นพี่คนโต...” เจ๊ทมทำหน้าตายชี้มาที่เรา...
“อ้อเรอะ...” คนฟังทำหน้าหงึกหงักแต่ลูกกะตามันฟ้อง...ถ้าเดาไม่ผิดคุณน้าคงสงสัย...
“ไอ้คนพี่ทำไมเตี้ยมะลั่กกั่กยังงั้นวะ?” หรือไม่ก็ต้องสงสัย... “หยิบมาจากโรงพยาบาลผิดแหง ๆ...”
“มันเป็นธรรมดาเฮีย...” อีปากแย้หยั่งอีแก้วทำท่าปลอบใจ...
“ธรรมดายังไง?” เราพาซื่อถามมัน
“กฎของถั่วไงเฮีย...” มันอวดภูมิ... “เมลเดลพูดถึงจุดเด่นกะจุดด้อยทางกรรมพันธุ์...สี่ต่อหนึ่ง...”
“อ๋อ...พวกเอ็งเด่น...ข้าด้อยล่ะสิ?” เรารู้แกวพวกมัน...ขณะที่อีตุ๊เด่นปลอบใจ...(แต่น่าจะเป็นเยาะเย้ยมากกว่า)...
“อย่าเสียใจเลยป๋า...ชาตินี้บริจาคเสาโบสถ์ชาติหน้าก็สูงเองแหละ! "
“เพราะป๊าคนเดียว...” นังลำพูยั้งซ้ำเติมเราอีกคน
“ทำไม?”
“ทำให้แชมพูเป็นตุ่มต่อขา...” นังชะนีโทนของเราค่อนขอด... “คุณปู่ก็หุ่นดีแต่ทำไมป๊าถึงเตี้ยก็ไม่รู้...?”
โดยสรุป...แม้แต่ลูกมันยังไม่ยอมไว้หน้าเล้ย...แล้วกะไอ้ทโมนสามตัวจะไปเหลืออะไรให้มัน...
“...ตูเตี้ย...แล้วมันหนักกบาลใครด้วยวะ...!” เรากระแทกเสียง แต่อีปากแย้ยักไหล่...
“เตี้ยน่ะมันไม่เท่าไหร่ร๊อก...ลงพุงด้วยนี่สิมันอั๊กลี่...”
ด้วยเหตุฉะนี้ มหาแหมวจึงต้องกล้ำกลืน เพราะพูดถึงเรื่องนี้ทีไรเจ็บกระดองใจทุกที...
...ก็เถียงมันไม่เคยชนะมาตลอดศก!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com