
จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 3)
เราเดินออกจากโรงแรม MAURYA PATNA ไปตามถนนท่ามกลางละไอหมอก...ทุกอย่างดูแปลกตาโดยเฉพาะบ้านเรือนกับการแต่งตัวของคนที่นั่น...ดูไกล ๆ สวยไปหมดไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับหรือสีสันของเสื้อผ้า แต่ถ้าเข้าไปดูใกล้ ๆ จะเห็นความ ‘สกปรก’ ชัดเจน...
สามล้อถีบของอินเดียรูปร่างเหมือนบ้านเราเปี๊ยบ แต่ประดับประดาด้วยดิ้นทอง หรือลายผ้าสวย ๆ ระยะไปหมด...งามแบบลิเกยังไงยังงั้น...
มหาแหมวเดินทอดน่องไปหน่อยเดียวก็เจอะลุงเชียรอยู่ตรงร้าน ‘กะหล่ำใจ’ คือร้าน ‘ชาใส่นมร้อน’ ที่มีดาษดื่นทั่วแว่นแคว้นอินเดีย...เพราะคนอินเดียชอบกินกะหล่ำใจเป็นชีวิตจิตใจทั้งประเทศ...และไอ้หนูของคุณยายไข่กำลังซดกะหล่ำใจแฮ่...อยู่ตรงนั้นพอดี...
‘ไอ้หนู’ ของคุณยายไข่มุกหันมาชักชวน ‘ทั่นมหา’ ให้ร่วมวงไพบูลย์ขณะที่เจ้าตัวถือถ้วยกะหล่ำใจกรุ่นไอร้อนอยู่ในมือ...
“...ชาแขก...ไหมแม้ว?”
“แน่ใจนะลุง...?” เราย้อนถามพี่ชายคุณนายทมมั่ง...ซึ่งลุงเชียรเลิกคิ้ว...
“แน่ใจอะไร? ”
“ว่าไม่จู๊ด...”
“น้ำเดือด ๆ อย่างนี้ไม่เป็นไรหรอก...” ไอ้หนูวัยหกสิบกว่าของคุณนายไข่พูดจบยกถ้วย ‘กะหล่ำใจ’ ซดโฮกฮาก จนมหาแหมวกลืนน้ำลาย
“ไม่มีกาแฟมั่งหรือลุง?” เราถามเพราะปกติ...เป็นคนค่อนข้างติดกาแฟ
“แขกไม่นิยมกินกาแฟ...” พี่ชายคนโตของน้องคนกลางอย่างคุณเจ๊ทมส่ายหน้าปฏิเสธ... “ลุงถามแล้วกาแฟไม่มีว่ะ! ”
ท่านมหาแหมวตัดสินใจทดลอง กะหล่ำใจ (ชาใส่นมร้อน) ของแขกด้วยการใช้ภาษา ‘ใบ้สากล’ ที่ใช้ได้ทั่วโลกด้วยการยกนิ้วชี้ขึ้นพร้อมกับพยักหน้า ในความหมายที่ว่า...
“...ชาร้อนหนึ่ง...นะพี่บังจ๋า...”
เจ้าของร้านกะหล่ำใจอินตะละเดีย โยกศีรษะหงึกหงักซ้ายทีขวาทีแบบที่เห็นบ่อย ๆ ในหนังแขกซึ่งหมายฟามว่า... ‘ตกลง’ หรือ ‘รู้แล้ว’พร้อมกับชี้นิ้วไปที่... แก้ว(ชนิดเดียวกับร้านกาแฟรถเข็นตามตลาดสดบ้านเรา) กับชี้ไปที่ถ้วยดินเผาที่วางซ้อนๆ กันตรงหน้า...เป็นเชิงถามว่า...
“อีนี่นาย...จะให้ใช้อย่างไหนบรรจุดี? ”
เราทำท่าลังเล...ด้วยนึกเหตุผลไม่ออกว่าทำไมร้านแขกจึงมีภาชนะบรรจุสองแบบให้เลือกใช้...แต่ท้ายสุดก็ตัดสินใจชี้ไปที่ ‘ถ้วยดินเผา’ เพราะเป็นชนิดเดียวกับที่ลุงเชียรถืออยู่ในมือ...
“มันต่างกันตรงไหนหรือลุง?” เราหันไปถามพี่ชายคุณนายทม...หลังจากซดกะหล่ำใจสไตล์แขกที่มิต่างกับ ‘ชาฝรั่งใส่นมสด’ บ้านเราเท่าไหร่นักผ่านคอแล้ว
“อะไรหรือ?” ลุงเชียรถาม
“ไอ้ถ้วยที่เราถืออยู่นี่กับแก้วสไตล์ร้านกาแฟไอ้โตบ้านเรานั่นน่ะ...” มหาพยักพเยิดไปที่ภาชนะสองรูปแบบตรงหน้า
“อ๋อ...” ไอ้หนูของคุณยายไข่ผู้กว้างขวางแห่งชุมชนบางซื่อ...วางมาดของ ‘ผู้รู้’ ก่อนสาธยาย...
“อินเดียยังมีการถือวรรณะอยู่...ใครเคร่งเรื่องนี้ก็จะใช้ถ้วยดิน...เพราะพวกวรรณะสูงจะไม่ยอมใช้ของปนกับพวกวรรณะต่ำเด็ดขาด...”
เท่ากับเป็นการไขข้อข้องใจทั้งปวงของมหาลง...
“มิน่าล่ะ...” เราพยักหน้าหงึกหงัก... “ผมถึงว่าทำไมไอ้ถ้วยดินนี่มันถึงห่วยแตกพรรค์นี้...”
ถ้วยดินเผาลักษณะของงาน ‘หยาบ’ ยิ่งกว่ากระถางดินเผาราคาถูกบ้านเราเสียอีกด้วยเหตุผลที่ว่า...
“ใช้แล้วทิ้ง! ”
ออกจากร้านกะหล่ำใจ...สองลุงหลานพากันทำตัวเป็น ‘พญาน้อยกับพญาใหญ่’ เดินชมตลาดแขก...ข้าวของที่วางขายล้วนแล้วแต่เป็นผลิตผลทางเกษตรเกือบทั้งหมด...พืชผักเขียวขจี...ทั้ง ๆ ที่มองเผิน ๆ แล้วรู้สึกว่าอินเดียออกจะเป็นเมืองที่ ‘แห้งแล้ง’ เมืองหนึ่งหรืออาจจะเป็นเพราะเรามาเยี่ยมเยือนช่วงหน้าแล้งก็ได้...
“หยั่งพวกเราเนี่ย...ไปอยู่อินตะละเดียคงปื้มแย่...” ในวินาทีนั้นท่านมหาหยั่งเรานึกถึง ‘อีแก้ว’ ทโมนตัวรองของคุณนายทม เพราะอีนี่เป็นพวก ‘มังสะ’ คือล่อมังสะเพียว ๆ ไม่มีการ ‘วิรัติ’
“หยั่งเอ็งนี่ต้องถือว่าเป็นศัตรูกะบิ๊กจิ๋ว...!” เราเคยพูดกะมัน...
“ทำไมเฮีย?” มันย้อนถาม...
“อ้าว...” เราทำท่าลากเสียง... “ก็เอ็งเป็นพวกต่อต้านอีสานเขียวไม่ใช่รึ...?”
“อ๋อ...ชัวร์!” เจ้าตัวชอบแทะเม็ดกวยจี๊...จนท่าจะไปจีบลูกสาวโรงงานผลิตเม็ดแตงโมงไว้เป็นหุ้นส่วนหัวเราะ... “โทษทีนะป๋า...อย่างน้อยคนแบบแก้วถือว่าเป็นผู้ที่พัฒนาแล้ว...”
“ทำไม?” เราถามต่อและมันให้เหตุผลได้น่า ‘เตะ’ สั่งสอน...
“แก้วไม่ใช่งัวนี่จะได้กินแต่ผักแต่หญ้า...!”
“ช่าย...เอ็งนะไม่ใช่งัวร๊อก...” เราอือออกะมันแต่ลงท้าย... ‘ฝังเขี้ยว’ หมับเข้าให้...
“แต่เป็นพวกยักษ์มาเกิด...!”
อีแก้วทำคอย่น...กับเรื่องนี้มันสิ้นทางเถียง เพราะแม่หนูอี๊ดของมันเป็นพยานหลักฐาน กับเป็นพยานปากเอกชั้นเลิศ...
“ตอนมันเด็ก ๆ (ขี้โม้ตั้งแต่ตัวเท่ากำปั้น) ชอบเล่าให้ใครต่อใครฟัง...” คุณนายทมกระชุ่นวีรกรรมของไอ้ตัวรอง... “ว่าแก้วเป็นยักษ์มาเกิด”
“แก้วอยู่ในฉวน (สวน) เป็นยักษ์ตัวฉีเขียว...ยักษ์มีฉองฉี...ฉีเขียวใจดีกินผัก...ฉีแดงกินเนื้อ...ถ้าแม่เห็นแก้วแม่ต้องกัว...” มันเล่าเป็นตุเป็นตะมาตั้งแต่มันยังพูดไม่ ‘จั๊ด’ ถ้าไม่ใช่พวก ‘แหล’ เก่งตั้งแต่ยังเด็กก็ต้องเป็นพวกมีสัญญาเดิมในชาติภพมาเกิด...
“แล้วแก้วทำไมมาเกิดล่ะ?” เวลาอารมณ์ดี ๆ คุณนายทมก็ชวน ‘แมงโม้’ วัยเต๊าะแต๊ะ’ อย่างอีแก้วคุย...
“ไม่ยู้...แต่แก้วจำได้ว่าแก้วนอนหลับในฉวน...ไม่นานก็จะตื่น...”
“ข้าว่าอะไรของเอ็งนั่นน่ะพอจะเชื่อได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเป็นไอ้ตัวสีเขียวที่เอ็งเป็นน่ะไม่จริง!” ไอ้ยอดตัวโย่งดักคอน้องชายมัน...
“ทำไมจะไม่จริง!” อีแก้วทำท่ามีมะโห...
“จะจริงได้ไง...ก็เอ็งล่อแต่เนื้อไม่เคยเห็นเจี๊ยะผักนี่หว่า...” ไอ้ยอดยกเหตุผลน่าฟัง...แต่มันไม่วายเถียงคนเป็นพี่ชาย...
“ก็เพราะเป็นไอ้ตัวเขียวมานานไงเฮีย...ล่อแต่ผักทั้งกะปีกะชาติ...พอเกิดใหม่ถึงเบื่อหันมาล่อมังสะแทน...”
“จริงของมัน...” มหาแหมวยอมรับ... “ชาติที่แล้วข้าเป็นปู่ลิง...เป็นหนุมานชาญสมร ชาตินี้เลยไม่กินผลไม้เพราะเบื่อเหมือนเอ็งแหละ! ”
จริงเท็จยังไงไม่รู้...แต่อาเจ๊ทมของอีแก้วยอมออกคำรับรองให้มัน...
“เด็กคนอื่น ฟันคู่แรกที่งอกออกมามักเป็นคู่หน้าเสมอ...แต่อีแก้วมาแปลก...ฟันคู่แรกที่งอกคือเขี้ยว...” กับอีกประโยคที่เราทั้งหลายในบ้านต้องยอมรับโดยดุษฎี... “คนอื่นขาวจวั๊ะกันทั้งบ้าน แต่อีแก้วผิวยังกะสียางมะตอย...”
ก็ใช่อีกแหละที่ไอ้ตัวรองของคุณนายออกจะผิวคล้ำกว่าใครในตระกูล...รวมทั้ง ‘ไอ้อ้อ...ไอ้แอ้’ ชะนีสองตัวของลุงเชียรด้วย...โดยเฉพาะเวลามันโกรธอะไรขึ้นมา...
...หน้ามันเขียวยังกะพระอินทร์...
บางคาบบางคราอีแก้วก็ออกจะภาคภูมิกับอดีตชาติยักษ์ของมันไม่บันเบา...แต่พออีตุ๊เด่นตัวน้องนุชสุดท้อง ‘คอมเมนท์’ บ้างหลังจากที่เฉยมานาน...อีแก้วถึงกับเลิกพูดเรื่องนี้ต่อไปตลอดชีวิต...ก็อีตุ๊เด่นมันแย้มคำสั้น ๆ ตามสไตล์ว่า...
“เด่นเห็นลูกอีแต้มเขี้ยวมันงอกออกมาก่อนเหมือนกัน”
‘...อีแต้ม’ มิใช่อื่นไกล... หากมันเป็น ‘สุนัข’ ตัวโปรดของอีแก้วเองน่ะแหละ
พูดถึงสุนัขเลยนึกขึ้นได้เพราะเป็นวันแรกที่ได้เดินชมบ้านเมืองแขก...ที่ประชากรทั้งหลายมีผิวพรรณวรรณะหน้าตาต่างจากพวกเราอย่างเห็นได้ชัด...แม้กระทั่ง ‘วัว-ควาย’ ของแขกก็ต่างจากบ้านเรา...แต่จะมีที่เหมือนถอดกันออกมาเด๊ะเลยก็เห็นจะเป็นเรื่องสุนัขแหละ...
...เพราะหมาไทยกะหมาอินตะละเดียก็ไอ้ครือ ๆ กัน
...ทั้งทรวดทรง และสีสัน...ยังกะถอดออกจากแค็ตตาล็อกหรือบล็อกเดียวกันเลยพับผ่า...!
และนั่นเป็นสาเหตุให้มหาแหมวรู้สึกเสียใจ...เพราะกลายเป็นคนโกงขึ้นมาซะแล้ว...ไม่ทำไมหรอกครับ...เดี๋ยวจะขยายให้ฟัง (อ่าน) ต่อจากนี้แหละ...
เรื่องของเรื่องคือมหาอย่างเราเคยเป็นนักการ์ตูนนิสต์มาก่อนก็เลยคุยกับคุณนายว่า...
“แม้วสามารถวาดรูปหมานานาชาติได้...”
“ขี้คุย...!” คุณเจ๊ทมแค่นเสียง...ทำเอาเราหน้าผ่าวด้วยความมะโหที่อาเจ๊บังอาจ ‘ดูผิด’ คู่กะ ‘ดูถูก’ ฝีมือเรา...
“พนันกันมั้ย?” เราท้า... “ถ้าทำได้ล่ะ...?”
“ฉันเลี้ยงซุปหน่อไม้แกกะไก่ปิ้ง...” คุณนายยื่นข้อเสนอด้วยรู้ว่า มหาแหมวแม้มิใช่ญาติกับท้าวมหาวันในเรื่องรอยอินทร์ โสมส่องแสง แต่ก็มีรสนิยมปั้นจิ้มข้าวเหนียวเหมือนกันแหละ...
ท้ายสุดคุณนายเป็นฝ่าย ‘แพ้’ คุณ ๆ ทั้งหลายดูภาพประกอบเป็นแซมเปิ้ลกันเองแล้วกัน...
...แต่ที่แน่ ๆ...หมาแขกไม่ได้เป็นหยั่งที่วาดหรอกฮ่ะ...
ก็บอกแล้วไงว่า ‘หมาแขก’ เหมือน ‘หมาพี่ไทย’ ของเราเด๊ะ!
ลุงเชียรกะมหาแหมวเดินชมบ้านเมืองแขกอยู่พักใหญ่จนได้เวลานัดหมายเรื่องอาหารเช้าที่โรงแรมก่อนที่จะออกเดินทางตามโปรแกรมที่จัดไว้...
ถึงโรงแรมก็มีเรื่องโจ๊กให้ได้ยิน...ว่ากันเมื่อคืนท่านมหา (ตัวจริง) ไพรัชที่รับหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องราวแห่งพุทธประวัติ และสาระสำคัญของอินเดียให้พวกคณะเราได้ฟังตลอดการเดินทางแสวงบุญเที่ยวนี้ ท่านเป็นห่วงเป็นใยหลวงพ่อหลวงพี่ทุกรูปที่ร่วมคณะจะลำบากกับการสื่อสารกับบริกรของโรงแรม...โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่าที่จะฉัน... ท่านมหาจึงแนะว่า...
“ถ้าจะขอน้ำเย็น ก็บอกบ๋อยว่า...ทันตะปานี...” กับ... “ถ้าต้องการน้ำร้อนก็บอกว่า...กะหล่ำปานี...”
หลวงพ่อ...(อย่าเอ่ยชื่อท่านเลยนะครับ) รูปนั้นจะจำผิดจำพลาดด้วยหลงลืมหรือไม่ก็เกินคาดเอา...แต่เท่าที่รู้ว่า ‘เจ้าแขก’ ที่เป็นพนักงานโบกไม้โบกมือปฏิเสธเสียงหลง...ก็พระคุณท่านพูดกับพ่อบังชัดถ้อยชัดคำว่า...
“ขอ...อันดะปานี! ”
ความจริงอ่านออกเสียงว่า ‘อันดะ’ แต่ต้องเขียน ‘อัณฑะ’ เพราะบาลี-สันสกฤต...ตัว ‘ท’ อ่านออกเสียงเป็น ‘ด’ ตัว ‘พ’ ออกเสียงเป็น ‘น’ ซึ่งไม่ต่างจากภาษาฮินดีที่ออกเสียงเหมือน ๆ กัน...
ก็จะไม่ให้พ่อบังของหลวงพ่อเสียงหลงได้ไงล่ะครับ...ก็ ‘อันดะ...ปานี’ ของหลวงพ่อที่เขียนว่า ‘อัณฑะปานี’ แปลได้ตรงตัวว่า... ‘น้ำไข่’ นี่ครับท่านผู้ชม
เราเดินเข้าห้องอาหารด้วยรอยยิ้มกริ่ม...ด้วยขันกับเรื่องราวของหลวงพ่อสั่งน้ำเย็นที่ชาวคณะเล่าให้ฟัง...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com