
จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 2)
...ปัตนะ แปลตรง ๆ ว่า ประดู่...คนที่นี่เชื่อว่ารากเหง้าของตนเกิดมาจากต้นประดู่...เพราะในสมัยหนึ่งมีฤๅษีตนหนึ่งเข้าไปบำเพ็ญเพียรในป่าแล้วเกิดชอบต้นประดู่นั้นขึ้นมา ท่านฤๅษีจึงยึดโคนต้นประดู่เป็นสถานที่บำเพ็ญธรรม...ทุกวัน
ด้วยเหตุนี้จึงถูกพวกฤๅษีด้วยกันล้อเลียน...เรียกว่าล้อไปล้อมา ท่านฤๅษีเลยเกิดปฏิพัทธ์เอาจริง ๆ จัง ๆ จนพวกพ้องแกล้งจัดพิธีแต่งงานกับต้นประดู่ต้นนั้นให้...
อยู่มาวันหนึ่ง ตายายสองคนพาลูกสาวเดินทางผ่าน ขณะที่ฤๅษีหนุ่มนั่นไปทำกิจธุระที่อื่นกลับมา...พอเห็นสาวน้อยนั่งอยู่ตรงโคนต้นประดู่ก็นึกว่าเป็น ‘นางไม้’ ที่จำแลงร่างออกจากต้นประดู่ดังกล่าว...
อาจเป็นเพราะมีวาสนาบารมีร่วมกันก็ได้ ทำให้ฤๅษีหนุ่มกับสาวน้อยเกิดปิ๊งกันขึ้นและได้เสียเป็นเมียผัวกันในที่สุด...
แน่นอนชัวร์ป๊าด...แต่งแล้วก็ต้องมีลูกมีหลานเกิดขึ้น...
และกลายเป็นต้นตระกูล ‘ปาฏลีบุตร’ ของเมืองนั้นสืบมา...
ในอดีตเมือง ‘ปัตนะ’ ถูกเรียกว่าเมือง ปาฏลีบุตร ดังได้เห็นจากบันทึกต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งในพุทธประวัติเราก็ได้เห็นได้อ่านกันอยู่เสมอ...
เช้าตรู่ของที่นี่...เหมือนเมืองในหมอกทำให้มีอุปสรรคในการถ่ายภาพอย่างยิ่ง...เราเดินลัดเลาะไปตามถนนที่มีแต่ความว่างเปล่า รถราน้อยจนแทนนับคันได้ซึ่งมีอยู่สองยี่ห้อคือ...‘แอมบาสเดอร์’ กับ ‘ซูซูกิ’ แอมบาสเดอร์เป็นรถยนต์ที่อินเดียได้มาจากอังกฤษตั้งแต่สมัยเป็นเมืองขึ้น เมื่อได้รับเอกราช โรงงานสร้างรถยนต์ยี่ห้อนี้ก็เลยตกเป็นของอินเดียไปโดยปริยาย...
และอินเดียก็รักษารูปลักษณ์ของรถยี่ห้อนี้ไว้ได้อย่างอมตะนิรันดร์กาล...คือมายังไง...ก็อยู่อย่างนั้นไม่เคยแปรเปลี่ยนเลย แม้จะล่วงเลยมาหลายสิบปีแล้ว...
ส่วนอีกยี่ห้อเป็นรถนำเข้าจากญี่ปุ่น...(จำนวนน้อยมาก) เป็นรถคันเล็ก ๆ ขนาด 800 CC. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกแขกฐานะดีใช้กัน...
ในเมืองปัตนะ รถราที่วิ่งกันขวักไขว่เห็นทีจะเป็น ‘สามล้อถีบ’ เหมือนทางอีสานบ้านเฮาแหละ... แต่เดี๋ยวนี้อีสานบ้านเฮายังพัฒนาไปไกลกว่าเมืองหลวงรัฐพิหารซะแล้ว...เพราะอิสานบ้านเราพวกสามล้อถีบเองก็กำลังสูญพันธุ์ เพราะโดนพวกสามล้อเครื่องดัดแปลง คือเอากระบะแบบรถซาเล้งพ่วงท้ายรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างบรรทุกคนแทน...แล้วตั้งชื่อซะเพราะพริ้งว่า... ‘สกายแล็ป’ จนบัดนี้ มหาแหมวเองก็ยังสืบเสาะไม่ออกว่า ทำไมต้องใช้ชื่อสกายแล็ปที่ฟังแล้ว ‘หยดหยอง’ ซะไม่มี...
...ก็สกายแล็ป...มันเคยเป็นข่าวไปทั่วโลก และทุกคนต้องขวัญผวาเป็นแรมเดือนว่า ไอ้สถานีทดลองอวกาศของมะกานั่นมันจะหล่น ‘ปุ๊’ ลงบนหลังคาบ้านเราเวลาไหนแน่...?
“ถ้าลงบ้านเราก็รวยลูกเดียว...” สมัยนั้นไอ้ยอดเป็นคน...คอมเมนท์...
“ทำไม...?” คุณยายไข่ผู้ให้กำเนิดคุณเจ๊ทมที่บางคาบบางคราย้ายหมอนมุ้งมาอยู่บงการลูกสาวที่บ้านลาดพร้าวถามหลานชาย...
“หนึ่งคือฟ้องให้ไอ้กันเรียกค่าเสียหายให้รัฐบาลมันล้มละลาย กะสอง...ล้อมรั้วเก็บเงินคนที่เข้ามาทัศนศึกษา... “มันฝันเฟื่อง...เรื่อง ‘รวย’ ตั้งแต่ยังเรียนมัธยม...
“แกคงได้รวยหรอกไอ้ยอด...” คุณยายไข่ค้อนควัก... “แกไม่คิดหรอกรึว่ามันจะตกทับหัวแกแบนแต๊ดแต๋...?”
“นี่ละ ๆ ...” มันยั่วยวนต่อ... “ยอดถึงภาวนาให้มันตกตอนกลางวัน...เพราะยอดอยู่โรงเรียน! ”
บ้านนี้เขาเป็นกันอย่างนี้จริง ๆ ครับท่าน...เรื่องปากเรื่องคอ...เรื่องคารี้สีคารมละก็ไล่มาตั้งแต่...แม่เค้า...คือมารดาคุณยายไข่มุก...จนถึงลูกหลานเหลนโหลนไม่มีใครแพ้ใคร...
...ฉะนั้นอย่าได้แปลกที่คุณเจ๊ทม...ถึงเป็นนักเขียนดังได้...
ก็สมัยอาเจ๊ยังเป็นเด็ก (ขี้เหร่) อาเจ๊อยู่กะยาย...ฟังยายเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ฟัง...เลยได้เรื่องมาเขียนขายตั้งแยะ...
พอแก่ลง (ขี้เหร่กว่าเก่าอีก) อาเจ๊นั่งตะแคงหูฟังพวกสามหนังคุยกัน...ด้วยสำนวนหมัยใหม่... เจ๊... ‘ก๊อป’ เสร็จสรรพ กับ ‘บิ๊กเสี่ย’ ไปเรียบร้อยโรงเรียนลาดพร้าว แถมไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์อีกตะหาก...แต่กับคุณยายไข่ผู้เป็นมารดาไม่งั้น...
ปะหน้าท่านมหาอย่างเราต้องยกมือวันทา... “สวัสดีครับคุณยาย...” แล้วต้องต่อท้ายให้เร็วเหมือนสายฟ้าแลบ... “รายได้ยังไม่ดีครับ!”
ถ้าวันไหนมีการเผลอสติ...ลืมต่อท้าย...คุณยายจะแบมือ...
“ค่าลิขสิทธิ์”
ก็โถ...คุณยายไข่อุตส่าห์เล่าเรื่องเก่าเรื่องแก่ยุคไล่ ๆ กันกับก่อนประวัติศาสตร์ให้ท่านมหาฟังตั้งเยอะตั้งแยะ ก็สมควรถูกทวงอยู่ร๊อก...!
...แต่จนแล้วจนรอดยังเขียนไม่ได้ซักที...
เขียนน่ะเขียนได้...แต่ไม่แน่ใจว่าใคร จะอ่าน...?
“คุณยายสบายดี...? เราเคยถาม...
“ก็ไม่ป่วยไม่ไข้...” ดูเอาเหอะคุณนายตอบอย่างนี้จริง ๆ...
“ใช่...ยังแข็งแรง...” พ่อเม้าของคุณยายเออออห่อหมก... (ต้องเป็นปลาถึงจะอร่อย)
“ถ้าแข็งก็คงใช่...เพราะใกล้ตายแล้ว...แต่ถ้าแรงละก็หมดมาหลายปีแล้วพ่อ...!” ดูสำนวนคนวัยแปดสิบยังแจ๋วอย่างคุณยายมั่ง...ฉะนั้นอย่าได้สงสัยสำนวนของคุณนายทมผู้เป็นลูกสาวเลย...
...อย่างน้อยก็สามารถพึ่ง ‘ตำรา’ โบราณได้มั่งแหละ กับคำว่า...ดูช้างให้ดูหาง...ดูนางให้ดูแม่...ถ้าจะให้แหงแซะตาแป๊ะไก๋ต้องดูถึงลูก... (ตำรานี้มีให้อาคุณเจ๊ทมเท่านั้น!)
ตระกูลนี้มีอยู่อย่าง...คือเวลาพูดถึงเรื่อง ‘ตาย’ เป็นเรื่องปกติธรรมดา...ทุกคนมองเห็นความตายเป็น ‘หน้าที่’ ที่ต้องเตรียมตัวเสมอ...กลายเป็นเรื่องสนุกที่นำมาล้อเลียนได้โดยไม่เคยโกรธกัน...
“กลิ่นไม่ค่อยดีแล้วนะน้า...” คุณปรีดา รามอินทรา...ที่พวกเราเหล่าทโมนต้องเรียกว่า ‘ลุง’ แต่เจ้าตัวแค่นให้เรียก ‘พี่’ แทนทำจมูกฟุดฟิดเวลาเจอคุณยายไข่มุก... “ตอนนี้เป็นอันดับสองแล้วนะ...” ลุงแจ๋วหมายถึงลำดับที่สองในการก้าวสู่โลกแห่งความตาย...หากคุณยายหัวเราะตอบ...
“เออ...ฉันอันดับสอง...เอ็งก็อันดับห้ามาเป็นสี่ล่ะว่ะ! ”
บ้านนี้เขาถือระบบอาวุโสแบบไล่เรียงอันดับ...คุณเจ๊วันนี้ขยับมาอยู่ที่เจ็ดที่แปดได้กระมัง แต่คุณทมมักจะบอกลูก ๆ เสมอว่า...
“...แม่อาจไปก่อนคุณยายด้วยซ้ำ...” โดยเฉพาะเวลาที่ถูก... ‘ไมเกรน’ เล่นงานเสียจนนอนเกลือกไปเกลือกมา... หลายครั้งที่คนเป็นแม่สอนไอ้พวกสามหนังอย่างมัน...
“ความตายเป็นหน้าที่ของมนุษย์...เหมือนเปลี่ยนบ้านใหม่...ถ้าแม่ไปก่อนก็จะไปรอรับพวกแก...ถ้าวันไหนตามไปแม่จะโผล่หน้ามารับ...หรือไม่ก็หน้าง้ำหน้าคว่ำ...ถามพวกแกว่า...ทำไมป่านนี้ถึงมาวะ...เหงาชิ๊ป! ”
คุณนายมักสอนมันทั้งหลายด้วยสัจจะแต่ปนความครึกครื้นเสมอ...บางครั้งมันฟังเหมือนรับรู้...หากบางครั้งคุณนายก็ถอนใจ...
“แม่น่ะรึ...ตายยาก...!” อียอดมักพูดอย่างนั้น เพราะกับความป่วยไข้ของมารดามันเห็นจนชิน...เจ็บวันนี้เช้า...เย็นลุกขึ้นเขียนหนังสือได้...หรือเข้าผ่าตัดเจ็ดวันที่แล้ว แต่วันนี้ตะกายขึ้นโต๊ะกุมแผลผ่าตัดเขียนนิยายขายต่อได้อีก...
“ทนยังกะแรด...” มหาแหมวยังส่ายหน้า...เพราะถึงวันนี้...อาเจ๊ผ่านการขึ้นเขียงผ่าตัดมาถึงเจ็ดสลบเจ็ดฟื้นมาแล้ว...ล่าสุด...แค่กรีดหน้าท้องตรงชายโครงเกือบคืบ งัดเอานิ่วในถุงน้ำดีออกมาหนึ่งกอบ...
“พวกมันไม่รู้หรอด...” หลายครั้งที่คุณนายปรารภกับเรา... “เจ็บให้ตายก็ต้องทน...ป่วยให้ตายก็ต้องทำ...ถ้าไม่ทำใครจะเลี้ยงพวกมัน...”
จริงของคุณเจ๊...ถ้าพวกมันไม่มี ‘แม่’ ซะคน ป่านนี้ยังไม่รู้ออกหัวออกก้อย...ผู้หญิงคนเดียวที่ต้องทำงานเพื่อลูกชายสามคนตั้งแต่เล็กให้สมบูรณ์พูนสุขจนไม่เคยได้ยินคำว่า ‘ไม่มี’ หรือ ‘ไม่ได้’ กับทุกเรื่องราวที่สมเหตุสมผลควรได้ควรมี ฤา...ง่ายดังคิด...
“ทุกคนต้องจบปริญญาโท!” คือคำมั่นสัญญาของคนเป็นแม่...ซึ่งวันนี้เจ้าตัวทำได้แล้วสองหน่อ เหลือตุ๊เด่นที่เตรียมบินไปมะกาปีหน้าคนเดียว...
“แม่ออกจากบ้านคุณยายมาด้วยกระเป๋าใบเดียว...” นาน ๆ จะได้เห็นคุณนายรำลึกถึงความหลังให้พวกทโมนฟัง... “ทุกอย่างที่ได้มาก็เพราะความอดทนกับความพากเพียรทั้งนั้น...”
“แม่หนูอี๊ดน่ะรึ...” เจ๊ทมปรารภให้ท่านมหาฟังเวลาอยู่ลับหลังพวกมัน... “เป็นเหมือนเทวดาของพวกมัน...เทวดาที่ไม่มีวันตาย เทวดาที่ต้องทนอยู่แล้วเนรมิตอะไรต่อมิอะไรให้มันได้เสมอ...”
พวกมันพูดอย่างนั้นจริง ๆ ครับ...ถ้าจะมีก็คือ ‘อีแก้ว’ ที่แปลกออกไปตรงที่มันมีลูกหยอดท้าย... “แต่บางทีเทวดาก็ให้ไม้เรียวแก้วได้โดยไม่ต้องการ! ”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com