
จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 6)
ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ผู้ทรงศีลกับเหล่าชาวคณะแสวงบุญ มหาแหมวอดไม่ได้ที่จะก้มกราบคุณแห่งพระรัตนตรัยด้วยอาการศิโรราบทั้งกายใจ หน้าผากเราแตะแผ่นดินที่เคยมีรอยบาทแห่งพระอริยเจ้าทั้งหลายประทับอยู่ด้วยความน้อมนบ แม้จะเป็นช่วงเวลาทำวัตรเช้า หากจำได้ว่าตนเองกำหนดจิตขอขมาพระรัตนตรัยด้วยคำบาลีในวัตรเย็นว่า...
“กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสาวา พุทเธกุกัมมัง ปะกะตัง มะยายัง พุทโธปะฏิคันหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเล สังวะริตุง วะพุทเธ...”
การกระทำอย่างนี้ มหาแหมวย่อมมีเหตุผลของตัวเองอย่างน้อยที่สุดครั้งหนึ่งในอดีตเราเคยมีมิจฉาทิฐิ !...ด้วยการถามตัวเองบ่อย ๆ ว่า...
“พระพุทธเจ้านั้นมีจริงหรือ...?” และ “เรื่องราวที่เล่าขานกันมานั้นเป็นความจริงหรือเป็นตำนานเล่าขานกันมาเท่านั้น? ”
กับอีกอย่างที่เหมือนคุณนายทมเด๊ะเลยคือ...
“มีด้วยหรือ ที่ผู้ชายคนหนึ่งในสมัยสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน...จะพูดอะไรไม่ผิดเลย...?”
“ดิฉันเริ่มต้นศึกษาธรรมะด้วยการจับผิดพระพุทธเจ้า” ทมยันตีมักบอกกับคนฟังอย่างนั้นเสมอ ทุกครั้งที่ได้รับเชิญไปบรรยายธรรม ในฐานะวิทยากรพิเศษของกระทรวงสาธารณสุขในยุคนายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ อยู่
“รู้ไหม...เป็นอธิกรรม...?” เราเคยถาม
“รู้!” อาเจ๊ทมของไอ้ยอดพยักหน้ารับ...
อะไรผ่านพ้นไปแล้ว ยากย้อนคืนกลับกลายและไม่ควรย้อนคิดให้จิตย้ำคิดย้ำทำอีกนั่นคือ ‘กฎ’ ที่ควรปฏิบัติ...ดังคำกล่าวของหลวงปู่แหวน สุจิณโณพระอริยเจ้าแห่งวัดดอยแม่ปั๋งที่ว่า...
...อดีตคือธรรมเมา...อนาคตคือธรรมมา ปัจจุบันเป็นธรรมะ...
รวมความคือ สิ่งที่ผ่านพ้นแล้วไม่มีประโยชน์อันใดที่ต้องคร่ำครวญหา...อนาคตยังมาไม่ถึงก็มิต่างกับมายา...เราควรจับในปัจจุบัน...เพราะปัจจุบันเป็นความจริงที่เราต้องอยู่กับมันทุกเมื่อ...
...ถ้าปัจจุบันดี...อนาคตย่อมดีไปด้วยเป็นของธรรมดา...
อย่างไรก็ตามแม้การตั้งใจจับผิดพระพุทธเจ้าของอาเจ๊จะเป็นกรรมอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้เจ้าตัวต้อง ‘ประจาน’ ตัวเองกับผู้ฟังทุกครั้งทุกคราก็เถอะ...แต่ส่วนหนึ่งที่คุณนายทมได้แน่ ๆ คือ ‘ความรู้’ ทางพุทธศาสตร์ ถึงขนาดนำเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์ได้เชียวแหละ ทั้ง ๆ ที่สมัยเรียนหนังสือตกวิชาคำนวณออกบ่อย...
...แหม...ก็น้าเขาเล่นตะลุยอ่านมันดะตั้งแต่หนังสือ ‘นวโกวาท’ ไล่เดียะมาจนถึง ‘เต๋า...แห่งฟิสิกส์’ เลยเชียว!
“ฉันต้องเจอจนได้...มันต้องมีผิดบ้างสิน่า!” มารดาของไอ้ทโมนทั้งสามหมายมาดมาโดยตลอด...แต่กรรมเวรมันมีจริงครับ ท่านผู้ชม...เพราะวันหนึ่งอาเจ๊หน้าจ๋อยมาบอกมหาแหมว...
“ตูโดนจนได้!”
“โดนอิหยัง?” เราสงสัย
“โดนด่าน่ะสิ...” คุณนายอุบอิบ... “โอนพระพุทธเจ้าด่า...!”
“ฮ้า!” มหาแหมวอ้าปากค้างด้วยความไม่เชื่อหูตัวเอง... “พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานไปแล้วตั้งสองพันกว่าปี จะมาด่าอาเจ๊ได้ไง ?”
เรื่องของเรื่องที่คุณนายเจอดีเข้าก็เพราะอยู่ดี ๆ ก็เกิดฟิตอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้คุณนายจู่ ๆ อยากรู้ว่าไอ้บทสวดมนต์ที่ตัวเองนั่งสวดนอนสวดอยู่ทุกวันน่ะมันแปลว่ายังไงกันแน่...
เมื่อคิดอย่างนี้ก็อย่ากระนั้นเลย อาเจ๊ทมของไอ้ยอดโย่งจึงหาหนังสือบทสวดมนต์แปลมากางอ่าน...พอมาถึงบทสรรเสริญพระธรรมที่ว่า...
...สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิษฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ...
ซึ่งแปลได้โดยใจความรวม ๆ ว่า พระธรรมอันประเสริฐเป็นความจริงที่ควรน้อมเข้าสู่ตนได้เสมอ...เป็นของพิสูจน์ได้จริง กระทำได้ทุกกาล เป็นของไม่มีกาลเวลา วิญญูชนนั้นพึงปฏิบัติเองรู้ได้ด้วยตนเอง...(เป็นของที่รู้ได้เฉพาะตน)
ด้วยความแก่ ‘กะฉึกกะฉา’ มากเลยทำให้คุณนายทมถึงกับ ‘ใบ้รับประทาน’ ไปไม่ต้องบอกก็รู้ ๆ กันอยู่...ประโยคในบทสวดนั้นถ้าแปลเป็นคำพูดก็คงได้ความว่า...
‘...อีหนูเอ้ย...มานั่งเสียเวลาจับผิดอยู่ทำมั๊ย...เธอเป็นวิญญูชนรึเปล่าล่ะ...ถ้าเป็นก็หัดปฏิบัติซะมั่งเถิ้ดจะได้รู้เองมั่ง!” ความจริงไม่ใช่ถูกด่าหรอกครับ...แต่บ้านนี้เขาจะใช้ประโยคนี้แหละ...แค่นี้ก็ถือว่า ‘ถูกหล่า’ แล้วจ้ะ...
“เข็ดแล้ว...” คุณนายเสียงอ่อยกับเรา...เท่ากับเป็นการยกธงขาวในเรื่องคอยตาม (อ่าน) จับผิดพระพุทธเจ้าตามตำราอีกต่อไป
“นั่นแหละเข้าตำราเลย...” เราหัวเราะเยาะความแส่ส่ายของอาเจ๊
“ตำราอะไรของแก?” แม่หนู (ยักษ์) อี๊ดของคุณยายไข่หันขวับ...
“ไม่เห็นโลงศพ...ไม่หลั่งน้ำตา...” มหาแหมวเน้นคำชัดเจนเป็นพิเศษ ขณะที่อาเจ๊ค้อนควัก...
“ตูยังไม่ตายง่าย ๆ หรอกโว้ย!” แต่ท้ายสุดเสียงอ่อย “แค่มีบาปมีกรรมเท่านั้น...”
เห็นลูกสาวคุณนายไข่มุกอยู่ร้อนนอนทุกข์ มหาแหมวก็เลยต้องปลอบ...
“โด่เอ้ยน้า...ผมน่ะบาปยิ่งกว่าน้าอีก...”
“บาปยังไง?” คุณนายทำท่าแช่มชื่นขึ้นเพราะเริ่มอุ่นใจว่าถึงตน ‘ตกกะรก’ ยังมีขาซี้หยั่งมหาไปเป็นเพื่อน...
“เคยสงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงรึเปล่า?” เราตอบด้วยอาการสลด...
“เป็นธรรมดา...” คุณนายทมทำท่าผิดหวังด้วยเหตุผลที่ว่า... “ข้าก็เคยคิด...”
“ก่อนหน้านี้แม้วเคยนับถือศาสนาอื่นมาก่อน...” เราเริ่มย้อนความหลัง ซึ่งอาเจ๊ทำปากจิ๊กจั๊ก...
“เรื่องนี้แกพูดมาตั้งร้อยกว่าหนได้แล้วมั้ง...”
“ก็เพราะงั้นซี...ถึงได้ไปหมิ่นพระอรหันต์เข้า...!” ท่านมหาหยั่งเราเวลาพูดถึงเรื่องนี้อดหน้า ‘เหี่ยว’ ขึ้นมาไม่ได้
“หมิ่นพระอรหันต์...องค์ไหน?” ลูกสาวคุณยายไข่มุกเริ่มสนใจ ไม่ต้องดูตรงไหนหรอกครับ ดูแค่อาการ ‘กางหูฟัง’ ก็พอบอกแล้วไงจ๊ะว่าบ้านนี้เรื่อง ‘อยากรู้-อยากเห็น’ ความฉอ...หอ...ที่แปลว่า ความฉิบหายของพวกกันเองละก็ไม่มีบ้านไหนเกิน...
“พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร!” เราบอกชื่อบอกฉายาท่านได้แม่นยำ เพราะเรื่องราวเก่าก่อนยังฝังแน่นในสมอง
“ไปทำยังไงเข้าล่ะ?” อาเจ๊เริ่มซัก...ก็รู้ ๆ กันอยู่ขนาดคุณยายไข่มุก ผู้เป็นมารดาของอาเจ๊ยังเคยค่อนขอดลูกสาว...
“แม่อี๊ดนะ...ถ้าซักอะไรไม่ขาวเป็นไม่เลิก...” อย่าเข้าใจว่าอาเจ๊ซักผ้าซักผ่อนนะขอรับ...ที่คุณยายพูดน่ะหมายถึง ‘ซักถาม’ จนชาวบ้านระอาใจแหละ...
“แม้วเจอท่านสมัยเรียนที่สกลนคร เพราะเพื่อชวนไปเที่ยวที่วัด...” เราเล่าความจริงให้อาเจ๊ฟัง... “ตอนเห็นท่านครั้งแรกใจมันคิด...ทำไมต้องกราบต้องไหว้ด้วย พระน่ะวัน ๆ ไม่ทำอะไร กินก็ดีกว่าชาวบ้านนั่งก็นั่งสูงกว่าสบายเป็นบ้าเลย...”
แม้ตอนนั้นด้วยอ่อนด้อยในวุฒิปัญญาเพราะอายุยังน้อยนัก อีกทั้งยังเป็นคนนับถือศาสนาอื่นอยู่ก็ตาม แต่บัดนี้มหาแหมว ‘รู้’ ยิ่งกว่า ‘รู้’ การหมิ่นพระอริยเจ้าแม้แต่ความคิดคือ ‘มโนกรรม’ ก็เป็น ‘อธิกรรม’ ซึ่งหมายถึงกรรมหนักข้อหนึ่งในบทบัญญัติแห่งศาสนาพุทธ...
และต่อให้สำนึกเสียใจในวันนี้ก็สายเกินการณ์...”
สิ่งที่จะทำเพื่อผ่อนกรรมได้บ้าง คือ ประจานตัวเองให้มนุษย์อื่นฟัง...
เพื่อจะได้ไม่ผิดพลั้งอย่างที่ตนเคยมีเคยเป็น!
จะด้วยกรรมอันนี้ของอาเจ๊กับมหาแหมวรึเปล่าไม่ทราบ...ที่ต้องทำให้เราต้องทำงานหนักกับการรับเชิญไปเป็นวิทยากรในหัวข้อ ‘วิญญาณ’ และ ‘พุทธศาสตร์’ อย่างไม่มีว่างเว้นมาแล้วหลายปี...
...สาธุขอให้แม้วกะแม่หนูอี๊ดพ้นกรรมด้วยเถิด!
เราใช้เวลาสวดมนต์ทำวัตรเช้าประมาณเกือบชั่วโมง เพราะตบท้ายด้วยการปฏิบัติสมาธิโดยมีหลวงพ่อหมื่นอุดมคอยเทศนากำกับจิตใจอยู่นานพอควร...เสร็จจากนั้นจึงเดินชมทั่วบริเวณวัดที่เหลือเพียงต้นไม้อันร่มรื่นมิต่างจากสวนสาธารณะ นอกจากบริเวณด้านหลังที่มีร่องรอยการขุดค้น ของนักโบราณคดีจนเป็นหลุมกว้าง กอปรกับเพิ่งผ่านหน้าฝนมาได้ไม่นานจึงทำให้หลุมที่ขุดค้น กลายเป็นแอ่งน้ำ...
...หากความใสของน้ำยังทำให้เห็นโครงสร้างของโบราณสถานที่...
ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘อโรคยาวิหาร’ ได้ชัดเจนพอสมควร...
อโรคยาวิหารที่ว่าในสมัยนั้นเห็นทีจะไม่ต่างไปจากโรงพยาบาลของเราในสมัยนี้นัก...เพราะเป็นที่บำบัดอาการป่วยไข้ของเหล่าพระสงฆ์และหมู่สัตว์ผู้ตกทุกข์ในโรคาพยาธิทั้งหลายในยุคนั้น...
ว่ากันว่าการจำกัดอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือที่เรียกว่า ‘มังสวิรัติ’ เกิดขึ้นในคราวนั้นเพราะการบำบัดรักษาผู้เจ็บป่วยประการหนึ่งที่เห็นผลคือ...การใช้อาหารพวกพืชผักให้คนไข้รับประทานแทนเนื้อสัตว์...ประกอบกับการใช้ยาสมุนไพร...
... “เอ้าทุกคนอธิษฐานซะ...” หลวงพ่อหมื่นอุดมเป็นผู้เอ่ยคำแนะนำ... “อธิษฐานให้หมดโรคหมดภัยทิ้งโรคภัยไว้ตรงนี้นะ...”
ทุกคนทำตามด้วยการหลับตาอธิษฐานตามคำแนะนำ หากแต่เรายืนแผ่ส่วนกุศลให้หมู่ญาติสนิทมิตรสหาย รวมทั้งท่านผู้อ่านหนังสือที่ภูเตศวรเขียน แม้จะเป็นแค่ตัวอักษรก็ตาม...ขอให้ท่านทั้งหลายจงพ้นจากโรคาพยาธิเบียดเบียน...ทั้งปัจจุบันและอนาคตตลอดกาลนานด้วยเทอญ...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com