การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 6) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
15 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#115]

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 6)

          ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ผู้ทรงศีลกับเหล่าชาวคณะแสวงบุญ มหาแหมวอดไม่ได้ที่จะก้มกราบคุณแห่งพระรัตนตรัยด้วยอาการศิโรราบทั้งกายใจ หน้าผากเราแตะแผ่นดินที่เคยมีรอยบาทแห่งพระอริยเจ้าทั้งหลายประทับอยู่ด้วยความน้อมนบ แม้จะเป็นช่วงเวลาทำวัตรเช้า หากจำได้ว่าตนเองกำหนดจิตขอขมาพระรัตนตรัยด้วยคำบาลีในวัตรเย็นว่า...

          “กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสาวา พุทเธกุกัมมัง ปะกะตัง มะยายัง พุทโธปะฏิคันหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเล สังวะริตุง วะพุทเธ...”

          การกระทำอย่างนี้ มหาแหมวย่อมมีเหตุผลของตัวเองอย่างน้อยที่สุดครั้งหนึ่งในอดีตเราเคยมีมิจฉาทิฐิ !...ด้วยการถามตัวเองบ่อย ๆ ว่า...

          “พระพุทธเจ้านั้นมีจริงหรือ...?” และ “เรื่องราวที่เล่าขานกันมานั้นเป็นความจริงหรือเป็นตำนานเล่าขานกันมาเท่านั้น? ”

          กับอีกอย่างที่เหมือนคุณนายทมเด๊ะเลยคือ...

          “มีด้วยหรือ ที่ผู้ชายคนหนึ่งในสมัยสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน...จะพูดอะไรไม่ผิดเลย...?”

          “ดิฉันเริ่มต้นศึกษาธรรมะด้วยการจับผิดพระพุทธเจ้า” ทมยันตีมักบอกกับคนฟังอย่างนั้นเสมอ ทุกครั้งที่ได้รับเชิญไปบรรยายธรรม ในฐานะวิทยากรพิเศษของกระทรวงสาธารณสุขในยุคนายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ อยู่

          “รู้ไหม...เป็นอธิกรรม...?” เราเคยถาม

          “รู้!” อาเจ๊ทมของไอ้ยอดพยักหน้ารับ...

          อะไรผ่านพ้นไปแล้ว ยากย้อนคืนกลับกลายและไม่ควรย้อนคิดให้จิตย้ำคิดย้ำทำอีกนั่นคือ ‘กฎ’ ที่ควรปฏิบัติ...ดังคำกล่าวของหลวงปู่แหวน สุจิณโณพระอริยเจ้าแห่งวัดดอยแม่ปั๋งที่ว่า...

          ...อดีตคือธรรมเมา...อนาคตคือธรรมมา ปัจจุบันเป็นธรรมะ...

          รวมความคือ สิ่งที่ผ่านพ้นแล้วไม่มีประโยชน์อันใดที่ต้องคร่ำครวญหา...อนาคตยังมาไม่ถึงก็มิต่างกับมายา...เราควรจับในปัจจุบัน...เพราะปัจจุบันเป็นความจริงที่เราต้องอยู่กับมันทุกเมื่อ...

          ...ถ้าปัจจุบันดี...อนาคตย่อมดีไปด้วยเป็นของธรรมดา...

          อย่างไรก็ตามแม้การตั้งใจจับผิดพระพุทธเจ้าของอาเจ๊จะเป็นกรรมอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้เจ้าตัวต้อง ‘ประจาน’ ตัวเองกับผู้ฟังทุกครั้งทุกคราก็เถอะ...แต่ส่วนหนึ่งที่คุณนายทมได้แน่ ๆ คือ ‘ความรู้’ ทางพุทธศาสตร์ ถึงขนาดนำเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์ได้เชียวแหละ ทั้ง ๆ ที่สมัยเรียนหนังสือตกวิชาคำนวณออกบ่อย...

          ...แหม...ก็น้าเขาเล่นตะลุยอ่านมันดะตั้งแต่หนังสือ ‘นวโกวาท’ ไล่เดียะมาจนถึง ‘เต๋า...แห่งฟิสิกส์’ เลยเชียว!

          “ฉันต้องเจอจนได้...มันต้องมีผิดบ้างสิน่า!” มารดาของไอ้ทโมนทั้งสามหมายมาดมาโดยตลอด...แต่กรรมเวรมันมีจริงครับ ท่านผู้ชม...เพราะวันหนึ่งอาเจ๊หน้าจ๋อยมาบอกมหาแหมว...

          “ตูโดนจนได้!”

          “โดนอิหยัง?” เราสงสัย

          “โดนด่าน่ะสิ...” คุณนายอุบอิบ... “โอนพระพุทธเจ้าด่า...!”

          “ฮ้า!” มหาแหมวอ้าปากค้างด้วยความไม่เชื่อหูตัวเอง... “พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานไปแล้วตั้งสองพันกว่าปี จะมาด่าอาเจ๊ได้ไง ?”

          เรื่องของเรื่องที่คุณนายเจอดีเข้าก็เพราะอยู่ดี ๆ ก็เกิดฟิตอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้คุณนายจู่ ๆ อยากรู้ว่าไอ้บทสวดมนต์ที่ตัวเองนั่งสวดนอนสวดอยู่ทุกวันน่ะมันแปลว่ายังไงกันแน่...

          เมื่อคิดอย่างนี้ก็อย่ากระนั้นเลย อาเจ๊ทมของไอ้ยอดโย่งจึงหาหนังสือบทสวดมนต์แปลมากางอ่าน...พอมาถึงบทสรรเสริญพระธรรมที่ว่า...

          ...สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิษฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ...

          ซึ่งแปลได้โดยใจความรวม ๆ ว่า พระธรรมอันประเสริฐเป็นความจริงที่ควรน้อมเข้าสู่ตนได้เสมอ...เป็นของพิสูจน์ได้จริง กระทำได้ทุกกาล เป็นของไม่มีกาลเวลา วิญญูชนนั้นพึงปฏิบัติเองรู้ได้ด้วยตนเอง...(เป็นของที่รู้ได้เฉพาะตน)

          ด้วยความแก่ ‘กะฉึกกะฉา’ มากเลยทำให้คุณนายทมถึงกับ ‘ใบ้รับประทาน’ ไปไม่ต้องบอกก็รู้ ๆ กันอยู่...ประโยคในบทสวดนั้นถ้าแปลเป็นคำพูดก็คงได้ความว่า...

          ‘...อีหนูเอ้ย...มานั่งเสียเวลาจับผิดอยู่ทำมั๊ย...เธอเป็นวิญญูชนรึเปล่าล่ะ...ถ้าเป็นก็หัดปฏิบัติซะมั่งเถิ้ดจะได้รู้เองมั่ง!” ความจริงไม่ใช่ถูกด่าหรอกครับ...แต่บ้านนี้เขาจะใช้ประโยคนี้แหละ...แค่นี้ก็ถือว่า ‘ถูกหล่า’ แล้วจ้ะ...

          “เข็ดแล้ว...” คุณนายเสียงอ่อยกับเรา...เท่ากับเป็นการยกธงขาวในเรื่องคอยตาม (อ่าน) จับผิดพระพุทธเจ้าตามตำราอีกต่อไป

          “นั่นแหละเข้าตำราเลย...” เราหัวเราะเยาะความแส่ส่ายของอาเจ๊

          “ตำราอะไรของแก?” แม่หนู (ยักษ์) อี๊ดของคุณยายไข่หันขวับ...

          “ไม่เห็นโลงศพ...ไม่หลั่งน้ำตา...” มหาแหมวเน้นคำชัดเจนเป็นพิเศษ ขณะที่อาเจ๊ค้อนควัก...

          “ตูยังไม่ตายง่าย ๆ หรอกโว้ย!” แต่ท้ายสุดเสียงอ่อย “แค่มีบาปมีกรรมเท่านั้น...”

          เห็นลูกสาวคุณนายไข่มุกอยู่ร้อนนอนทุกข์ มหาแหมวก็เลยต้องปลอบ...

          “โด่เอ้ยน้า...ผมน่ะบาปยิ่งกว่าน้าอีก...”

          “บาปยังไง?” คุณนายทำท่าแช่มชื่นขึ้นเพราะเริ่มอุ่นใจว่าถึงตน ‘ตกกะรก’ ยังมีขาซี้หยั่งมหาไปเป็นเพื่อน...

          “เคยสงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงรึเปล่า?” เราตอบด้วยอาการสลด...

          “เป็นธรรมดา...” คุณนายทมทำท่าผิดหวังด้วยเหตุผลที่ว่า... “ข้าก็เคยคิด...”

          “ก่อนหน้านี้แม้วเคยนับถือศาสนาอื่นมาก่อน...” เราเริ่มย้อนความหลัง ซึ่งอาเจ๊ทำปากจิ๊กจั๊ก...

          “เรื่องนี้แกพูดมาตั้งร้อยกว่าหนได้แล้วมั้ง...”

          “ก็เพราะงั้นซี...ถึงได้ไปหมิ่นพระอรหันต์เข้า...!” ท่านมหาหยั่งเราเวลาพูดถึงเรื่องนี้อดหน้า ‘เหี่ยว’ ขึ้นมาไม่ได้

          “หมิ่นพระอรหันต์...องค์ไหน?” ลูกสาวคุณยายไข่มุกเริ่มสนใจ ไม่ต้องดูตรงไหนหรอกครับ ดูแค่อาการ ‘กางหูฟัง’ ก็พอบอกแล้วไงจ๊ะว่าบ้านนี้เรื่อง ‘อยากรู้-อยากเห็น’ ความฉอ...หอ...ที่แปลว่า ความฉิบหายของพวกกันเองละก็ไม่มีบ้านไหนเกิน...

          “พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร!” เราบอกชื่อบอกฉายาท่านได้แม่นยำ เพราะเรื่องราวเก่าก่อนยังฝังแน่นในสมอง

          “ไปทำยังไงเข้าล่ะ?” อาเจ๊เริ่มซัก...ก็รู้ ๆ กันอยู่ขนาดคุณยายไข่มุก ผู้เป็นมารดาของอาเจ๊ยังเคยค่อนขอดลูกสาว...

          “แม่อี๊ดนะ...ถ้าซักอะไรไม่ขาวเป็นไม่เลิก...” อย่าเข้าใจว่าอาเจ๊ซักผ้าซักผ่อนนะขอรับ...ที่คุณยายพูดน่ะหมายถึง ‘ซักถาม’ จนชาวบ้านระอาใจแหละ...

          “แม้วเจอท่านสมัยเรียนที่สกลนคร เพราะเพื่อชวนไปเที่ยวที่วัด...” เราเล่าความจริงให้อาเจ๊ฟัง... “ตอนเห็นท่านครั้งแรกใจมันคิด...ทำไมต้องกราบต้องไหว้ด้วย พระน่ะวัน ๆ ไม่ทำอะไร กินก็ดีกว่าชาวบ้านนั่งก็นั่งสูงกว่าสบายเป็นบ้าเลย...”

          แม้ตอนนั้นด้วยอ่อนด้อยในวุฒิปัญญาเพราะอายุยังน้อยนัก อีกทั้งยังเป็นคนนับถือศาสนาอื่นอยู่ก็ตาม แต่บัดนี้มหาแหมว ‘รู้’ ยิ่งกว่า ‘รู้’ การหมิ่นพระอริยเจ้าแม้แต่ความคิดคือ ‘มโนกรรม’ ก็เป็น ‘อธิกรรม’ ซึ่งหมายถึงกรรมหนักข้อหนึ่งในบทบัญญัติแห่งศาสนาพุทธ...

          และต่อให้สำนึกเสียใจในวันนี้ก็สายเกินการณ์...”

          สิ่งที่จะทำเพื่อผ่อนกรรมได้บ้าง คือ ประจานตัวเองให้มนุษย์อื่นฟัง...

          เพื่อจะได้ไม่ผิดพลั้งอย่างที่ตนเคยมีเคยเป็น!

          จะด้วยกรรมอันนี้ของอาเจ๊กับมหาแหมวรึเปล่าไม่ทราบ...ที่ต้องทำให้เราต้องทำงานหนักกับการรับเชิญไปเป็นวิทยากรในหัวข้อ ‘วิญญาณ’ และ ‘พุทธศาสตร์’ อย่างไม่มีว่างเว้นมาแล้วหลายปี...

          ...สาธุขอให้แม้วกะแม่หนูอี๊ดพ้นกรรมด้วยเถิด!

          เราใช้เวลาสวดมนต์ทำวัตรเช้าประมาณเกือบชั่วโมง เพราะตบท้ายด้วยการปฏิบัติสมาธิโดยมีหลวงพ่อหมื่นอุดมคอยเทศนากำกับจิตใจอยู่นานพอควร...เสร็จจากนั้นจึงเดินชมทั่วบริเวณวัดที่เหลือเพียงต้นไม้อันร่มรื่นมิต่างจากสวนสาธารณะ นอกจากบริเวณด้านหลังที่มีร่องรอยการขุดค้น ของนักโบราณคดีจนเป็นหลุมกว้าง กอปรกับเพิ่งผ่านหน้าฝนมาได้ไม่นานจึงทำให้หลุมที่ขุดค้น กลายเป็นแอ่งน้ำ...

          ...หากความใสของน้ำยังทำให้เห็นโครงสร้างของโบราณสถานที่...

          ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘อโรคยาวิหาร’ ได้ชัดเจนพอสมควร...

          อโรคยาวิหารที่ว่าในสมัยนั้นเห็นทีจะไม่ต่างไปจากโรงพยาบาลของเราในสมัยนี้นัก...เพราะเป็นที่บำบัดอาการป่วยไข้ของเหล่าพระสงฆ์และหมู่สัตว์ผู้ตกทุกข์ในโรคาพยาธิทั้งหลายในยุคนั้น...

          ว่ากันว่าการจำกัดอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือที่เรียกว่า ‘มังสวิรัติ’ เกิดขึ้นในคราวนั้นเพราะการบำบัดรักษาผู้เจ็บป่วยประการหนึ่งที่เห็นผลคือ...การใช้อาหารพวกพืชผักให้คนไข้รับประทานแทนเนื้อสัตว์...ประกอบกับการใช้ยาสมุนไพร...

          ... “เอ้าทุกคนอธิษฐานซะ...” หลวงพ่อหมื่นอุดมเป็นผู้เอ่ยคำแนะนำ... “อธิษฐานให้หมดโรคหมดภัยทิ้งโรคภัยไว้ตรงนี้นะ...”

          ทุกคนทำตามด้วยการหลับตาอธิษฐานตามคำแนะนำ หากแต่เรายืนแผ่ส่วนกุศลให้หมู่ญาติสนิทมิตรสหาย รวมทั้งท่านผู้อ่านหนังสือที่ภูเตศวรเขียน แม้จะเป็นแค่ตัวอักษรก็ตาม...ขอให้ท่านทั้งหลายจงพ้นจากโรคาพยาธิเบียดเบียน...ทั้งปัจจุบันและอนาคตตลอดกาลนานด้วยเทอญ...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com