
จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 8)
ชาวฮินดูเชื่อว่าคำสาปของพระศิวะทั้ง 5 ข้อมีอย่างนี้ครับ...1.ภูเขาทั้งหลายจะไม่มีต้นไม้ 2.ในน้ำจะมีแต่ทราย 3.คนยากจนครองพื้นที่ 4.ไม่มีคนมีความรู้... 5.หาคนสวย ๆ ทำยา (หยอดตา) ยาก
คิดเอาเองเถอะท่านผู้ชม...ว่าบ้านเมืองนี้จะน่าอยู่ไหม?... ยิ่งกับไอ้ยอดลูกชายคุณนายทมละก็ ...ไม่ต้องถามเพราะรู้มันจะตอบตามสไตล์ว่า...
“ตายดีฝ่า...”
ไอ้สี่ข้อแรกก็แย่แล้วนะนายจ๋า...ไอ้ข้อห้านี่ยิ่งสำมะคัญ...ขนาดไปญี่ปุ่นคราวที่แล้วมันยังบ่นอุบ...
“สวย ๆ มันไปไหนหมดเฮีย? ”
“อะไร...?” เราย้อมถามมัน...เพราะจู่ ๆ มันก็ทำท่าทอดถอนใจขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ขลุ่ยเซี้ยะงั้นแหละ...”
“ผู้สาวเด้...” เจ้าลูกยอดของเจ๊ทมเดาะภาษาที่ราบสูง แบบแปร่ง ๆ หู
“ทำไมก็สวยดีนี่หว่า...” เราพูดตามตรงหากมันจิ๊จ๊ะ...
“ทั้งปีแหละ...”
“ทำไม?”
“เฮียล่ะสวยซะทุกคน...” เดี๋ยวมันเรียกป๋าเรียกเฮียไปเรื่อย... “นิสัยอย่างนี้ไม่น่ารอดมาได้ถึงวันนี้เล้ย! ”
“ทำไมวะ?” เราถาม...เพราะมันชอบพูดกำกวม
“อ้าว...” มันเลิกคิ้ว... “เห็นไผ๋ก็สวยก็งามไปหมด...น่าจะได้เมียซักโหล...”
“นั่นสิ...?” มหาเองก็ยังสงสัยเหมือนกัน...แต่พอกลับมาถึงบ้าน...มันเล่าให้อีแก้วปากแย้กะตุ๊เด่นฟังถึงสายตาอันไร้ประสิทธิภาพของมหาแหมวในการเล็งและแลสาวญี่ปุ่นเสร็จสรรพ...
อีแก้วเริ่มต้นก่อนเป็นรายแรก... “อย่าถือสาป๋าเขาเลยยอด...คนไร้สมรรถภาพก็งี้แหละ ชอบมองโลกในแง่ดี...”
แต่อีตุ๊เด่นแสบกว่านั้น มันพูดน้อยแต่ ‘เจ็บลึก’...
“ป๋าแหมวพยายามแล้วยอด...ขนาดเห็นทุกคนสวยหมดยังเหี่ยวแห้งหยั่งงี้...ถ้าเล็งคนสวยจะขนาดไหน? ”
“ถึงอยากบวชตลอดชีวิต...” อีปากแย้คอมเมนท์ต่อ... “เพราะไร้ปัญญาเบียดมากฝ่า...”
มาอินเดียหนนี้มันถึงได้ค่อนขอด... “ดูท่าป๋าแหมวจะมีเมียก็ไอ้งวดนี้แหละ...”
“ทำไม?” ตุ๊เด่นสมานฉันท์กะมันด้วยการแกล้งหยอดคำถามให้อีกแก้วขยายความต่อ...
“โด้...เอ็ง...ถึงแย่ยังไงก็ไม่ควรดูผิดป๋าแหมวนะ ยังไงพวกศูทรก็ต้องติดเบ็ดป๋ามั่งแหละ...”
“ใช่ ๆ...” อีตุ๊เด่นงับต่อ... “หลุดจากพวกศูทรก็ยังเหลือจัณฑาลอีกวรรณะ...”
มันสองคนช่วยกันขย่มมหาแหมวตั้งแต่รู้ข่าวก่อนเราจะไปอินเดียร่วมปี...ขนาดมันไปอยู่มะกาแล้วยังไม่วายยกหูโทรศัพท์มากัดเราถึงถิ่น...
“โชคดีนะป๋านะ...”
“เรื่องอะไร?” ขนาดพยายามเตือนสติตัวเองแล้วเชียวยังอดเผลอใจถามมันไม่ได้...
“รู้ว่าพรุ่งนี้จะไปอินเดียแล้ว...”
“เออ...” เรากระแทกเสียง
“ถึงได้ ‘อวย’ ให้ไงล่ะ?” มันจีบปากจีบคอ...
“ให้เดินทางปลอดภัย...?” เราต่อคำให้มัน หากมันทำเสียงขึ้นจมูก...
“โฮ้ย...เรื่องนี้นะเขารู้กันทั้งบ้านว่า ป๋าหนังเหนียวอยู่แล้น! ” มันหัวเราะคิกคัก... “ยมบาลท่านไม่สนร๊อก...”
“งั้นเอ็งจะอวยตะบวยอะไรล่ะ?” มหาแหมวหลงลมยั่วของมันตกหลุมที่มันขุดไว้จนได้...
“ขอให้ป๋าจงมีสุขมีสุขกับชีวิตรัก...สมหวังกับการสละโสดเสียที...”
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันเริ่มงับเราเข้าแล้ว...มันไม่รอให้เราตอบโต้ ด้วยการตบท้าย...
“งานนี้ถ้ายังหาเมียไม่ได้ก็ตายแห้งตลอดชีวิตล่ะป๋าแหมวเอ๋ย...” เราก็เลยได้แต่ส่ายหน้าจนแต้ม...
“เรื่องของตู...!”
ออกจากวัดอโศการามได้ไม่นาน เราต้องแวะรับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม THE ASHOK GROUP ด้วยความคุ้นเคยเส้นทางและสถานที่ของ ‘เจ๊แดง’ ทำให้เราสามารถยกอาหารที่จัดเตรียมมาเองเข้าไปได้ โดยสั่งแค่กาแฟมาดื่มไม่กี่ถ้วยเท่านั้น...
สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของคนอินเดียโดยแท้คือ... ‘ความเชื่องช้า...’ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน...โรงแรมชั้นดีอย่างไร...เหมือนกันหมด...
พอสั่งอะไรกับบริการ...เราก็จะได้ยินคำว่า ‘เอ๊กมินิท’ เอ๊ก เป็นคำฮินดี แปลว่า ‘หนึ่ง’ ส่วน ‘มินิท’ คือนาทีในภาษาอังกฤษ...แปลว่า ‘หนึ่งนาที’ แต่เราต้องคอยเกือบ ‘หนึ่งชั่วโมง’ เชียวแหละ สรุปก็คือ หนึ่งนาทีแขก ก็ไอ้ครือ ๆ กันกับหนึ่งกิโลแม้วบ้านเราแหละ...ฉะนี้ที่เหมือน ๆ กับฉะนั้น...เราที่คิดจะมาอินเดียล่ะก็ต้องทำใจให้เย็นเหมือนน้ำ...ทำจิตใจให้หนักแน่นดุจภูเขาเอาไว้...ไม่อย่างนั้น...เวลาโมโหหิวขึ้นมาอาจได้ติดคุกแขกเอาง่าย ๆ
ออกจากโรงแรม THE ASHOK GROUP หลังจากถวายภัตตาหารแด่หลวงพ่อทั้งหลายเสร็จแล้วเราก็ยกขบวนขึ้นรถบัส TATA มุ่งหน้าไป PATNA MUSEUM หรือที่เรียกกันว่า...‘พิพิธภัณฑ์ปาฏลีบุตร’ ด้วยความเร็วรถสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง...เรียกว่าระยะทางแค่ไม่กี่สิบกิโลเมตร เราต้องนั่งกันซะเมื่อยก้นกบแหละ...ไม่ใช่แต่เฉพาะรถของเราที่แล่นอย่างนั้นคันเดียวหรอกครับ...
...รถแขกที่นี่เป็นแบบนี้ทั้งเมืองเลยครับผม!
ฉะนั้น...ท่านขาซิ่งเมืองไทยอย่าได้หวังจะได้มาอินเดียเพื่อ...ลองความเร็วเด็ดขาด...กับ...ผู้โดยสารรถไฟไทยก็ด้วยอย่าได้บ่นว่ารถไฟไทยเป็นแบบ ‘ถึงก็ชั่ง...ไม่ถึงก็ช่าง...’ เลย ถ้ามาอินเดียละจะรู้ซึ่ก!
เพราะที่นี่รถไฟของเขาแน่ยิ่งฝ่า...
คือมาล่าช้าอย่างเบาะ ๆ แค่สองสามชั่วโมงเอง หรือไม่...ก็ยกเลิกเอาซะดื้อ ๆ ...ด้วยเหตุที่ไม่มีผลใด ๆ ว่า ... ‘คนขับไม่มี...’
เรามาถึงพิพิธภัณฑ์ปาฏาลีบุตรด้วยความรู้สึกผิดหวัง เพราะอยู่ในช่วงปิดซ่อมแซม ก็เลยได้เห็นแค่ตัวอาคารที่เป็นแบบตะวันตกยุคอังกฤษครองอินเดียผสมกับศิลปะโมกุลดูงามสง่าน่าเกรงขาม กับได้ดูรูปเคารพซึ่งเป็นมหาเทพในศาสนาฮินดูกับพระพุทธรูปที่แกะจากหินเขียวบางส่วนตรงออกแสดงรอบนอกเล็กน้อย หลังจากพยายามเจรจากับเจ้าหน้าที่อยู่นาน...
“ขึ้นรถได้แล้วค่า...” เสียงทัวร์ลีดเดอร์สาวดังขึ้น “เราจะขึ้นเขาคิชฌกูฎกัน...”
สีหน้าผิดหวังของเหล่าลูกทัวร์ทั้งหลายจึงมลายลง เพราะทุกคนรู้ว่าบนเขาคิชฌกูฏนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับค้างแรมของพระพุทธเจ้า...และเป็นที่ครั้งหนึ่งพระองค์ได้มาจำพรรษาอยู่บนยอดเขาโดยมีที่พำนักเรียกว่า ‘คันธกุฎี...’ ทั้งพระและโยมต่างยิ้มย่องผ่องใส...อย่างน้อยทุกรูปทุกคนที่มาเยือนอินเดียครั้งนี้ก็ด้วยความปรารถนาสำคัญคือ...ได้มาแสวงบุญด้วยการตามนมัสการพระตามรอยบาทแห่งพระพุทธองค์...ด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใส...
ถึงตรงนี้...วันนี้ เราอิ่มอกอิ่มใจอย่างยิ่งเพราะ...อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com