การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 9) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
16 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#119]

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 9)

          ..เราจะได้ขึ้นไปกราบพระพุทธเจ้าที่คันธกุฎีบนเขาคิชฌกูฏ...

          เหล่าญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมคณะทยอยกันขึ้นรถ โดยมีมหาแหมวกะลุงเชียรเดินรั้งท้ายเพราะมัวแต่สังเกตสังกาชีวิตความเป็นอยู่ของ ‘คนงานก่อสร้าง’ ชาวอินตะละเดียที่มาทำงานซ่อมแซมพิพิธภัณฑ์ปาฏลีบุตรด้วยความสนใจ...ช่วงที่เราเดินออกมาเป็นเวลาคาบเกี่ยวระหว่างเที่ยงถึงบ่าย ซึ่งเป็นเวลาพักงาน จึงเห็นเหล่าประชาแขกนอนทอดหุ่ยอยู่ตามสนามหญ้าบ้าง นอนเอ้เตจัญเญอยู่บนกองดินบ้าง โดยไม่มีผ้าไม่มีอะไรรองหลังเลย...

          “...นอนได้ไงล่ะ?” พี่ชายคนโตของคุณนายทมแลดูด้วยความสงกา กับชีวิตเปื้อนฝุ่นของเหล่าอาบังทั้งหลาย...คนอินเดียชั้นต่ำหรือที่เรียกว่าวรรณะศูทรนั้นกล้ากล่าวได้ว่านอกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ที่ทำจากผ้าและเครื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำจากโลหะแล้วนั้น ชีวิตของพวกเขาแทบจะอยู่กับ ‘ดิน’ ตลอดเวลา....เพราะบ้านของอาบังทั้งหลายทำจากดินเหนียวผสมขี้วัวที่ถือกันว่าเป็น ‘มูลถ่าย’ ของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เป็นพาหนะแห่งพระศิวเทพผู้ยิ่งยงในสามโลก...เครื่องของในครัวก็ทำจากดิน...แม้กระทั่งภาชนะใส่อาหารหรือแก้วน้ำล้วนทำจากดินเผาทั้งสิ้น...กับอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนยิ่งก็คือ...

          ...เหล่าอาบังทั้งหลาย ‘ตีนติดดิน’ ด้วย ‘แบฟุต’ คือไม่ใส่รองเท้า...(ก็โถ...ขนาดหลังยังติดดินเล้ย...แล้วแค่เท้าจะไปเหลืออะไร) พูดถึงพิพิธภัณฑ์แล้วทำให้นึกถึงไอ้สามหนังของเจ๊ทม...โดยปกติแล้วเวลาย้ายก้นไปเที่ยวไกล ๆ ไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ มารดาของพวกมันไม่ทราบว่าในอดีตชาติเคยเป็นพ่อค้าของเก่าหรือเปล่าไม่รู้ ชาตินี้จึงชอบสะสมของเก่าเอาไว้เต็มบ้านเต็มช่อง กับชอบเดินดูของเก่า ๆ ในพิพิธภัณฑ์...แต่เหล่าทโมนสามตัวของคุณนายมันยอมเสีย ‘ตังค์’ เข้าดูพิพิธภัณฑ์แถบยุโรปหากของฟรีแถวบ้านเรามันส่ายหน้างอกแงก...

          “...ขี้เกียจดู...!” โดยเฉพาะอีปากแย้อย่างอีแก้ว “ทำไม?” เราย้อนถามมัน... “เบื่อ...” มันเน้นคำว่า ‘เบื่อ’ ตามสไตล์ชาวเมือง ‘อิส’ซึ่น’ จังหวัดร้อยเอ็ดที่ออกเสียงสระเอือเป็นสระเอีย แถมท้ายด้วยเหตุผล... “ดูแค่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่เดียวก็เกินพอแล้วเฮีย...”

          “ใช่...” อีตุ๊เด่น ‘หนับหนุน’ มันเห็นด้วยกับพี่ชายครั้งแรก...เพราะตลอดเวลา อีตัวรองกะไอ้ตัวท้ายของคุณนายคู่นี้เป็น ‘คู่กัด’ กันมาโดยตลอด อ้อ...เกือบลืม...มีครับมีวีรกรรมวีรเวรอีกหนที่มันสองคนให้ความร่วมมือร่วมใจกับครั้งสำคัญก็คือ...

          ...การให้บทเรียน ‘ไอ้ยอด’ ได้ ‘รู้’ จักสุภาษิตไทยบทที่ว่า... ‘สองหัวดีกว่าหัวเดียว’ กับ ‘สามัคคีคือพลัง’ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า...กระทาชายนายยอดเป็นลูกคนโตและชอบรังแกน้องของตัวเองอยู่เสมอ...วันหนึ่งอีแก้วกะอีตุ๊เด่น (ตอนนั้นก็อายุประมาณเจ็ดขวบแปดขวบ) จึง ‘ปึกฉา’ กันเพื่อโค่นล้มมาเฟียยอดกันอย่างลับ ๆ

          วันดีคืนดีได้ยอดเดินเข้าประตูบ้านกลับมาจากสถาบันกะฉึกกะฉะ โรงเรียนเรวดีของคุณครูป้าแดงอาจารย์ใหญ่ (สุรางค์ เปรมปรีดิ์) ด้วยมาดเจ้าพ่อวัยกะเตาะ พอพ้นประตูบ้านเข้ามาอีตุ๊เด่นก็เอาตระกร้าหวายที่ใช้ใส่เสื้อผ้ารอซักครอบตั้งแต่หัวถึงตัวเอาไว้ ส่วนจอมวางแผนอย่างอีแก้วก็ประเคนมือเท้าเข้าใส่หลายตุ๊บ...ผลหรือฮะ?”

          ...มาเฟียยอด...ก็ขี้มูกโป่งไปตามระเบียบ...ส่วนตัวชนวนเหตุทั้งสองหนังเผ่นแน่บไปตามระเบียบ...แต่ไม่วายกลายเป็นคุณละม่อมไปในที่สุด เพราะมันสองคนถูกคุณนายทมจับตัวได้โดยละม่อม...และถูกหวดไปหลายตั๊บ

          “แต่ก็คุ้ม...” อีตุ๊เด่นกระซิบกระซาบกับอีปากแย้ที่ระลึกชาติได้ว่าเป็นยักษ์มาเกิด...ก็จริงของมัน...หลังจากนั้น มาเฟียยอดก็สิ้นลาย เลิกทำตัวระรานพวกมันมาจนถึงวันนี้แหละ...! มูลเหตุที่อีแก้วกะตุ๊เด่นมันทำหน้าละเหี่ยทุกครั้ง ที่จะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์แถวบ้านเราก็ด้วยเหตุผลที่ว่า

          ...พิพิธภัณฑ์บ้านเรามีแต่พระพุทธรูป...!

          “เออว่ะ...” คุณนายทมยังต้องยอมรับ ไปไหน ๆ ก็เห็นอยู่อย่างเดียวคือพระพุทธรูปเป็นหลักกับเศษอิฐเศษหินเป็นตัวประกอบ...

          “ไม่เหมือนที่เยอรมัน...” อีแก้วคอมเม้นท์... “ยังได้ดูเรือดำน้ำมั่ง...” ก็ที่นั่นเขาเอาเรือ ‘อู’ สมัยสงครามโลกมาผ่าครึ่ง ให้เห็นกันแบบจะ ๆ เลยนี่ครับ...พิพิธภัณฑ์แถบยุโรปต้องเดินดูกันหลายวัน แต่ถ้าบ้านเรายิ่งเป็นแถวต่างจังหวัดแล้วด้วย ไม่ว่าจะเป็นอยุธยา...กำแพงเพชร หรือสุโขทัย ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ ‘ดิเอ็น’เซียะแล้ว...ไปญี่ปุ่นคราวที่ผ่านมา ไอ้ยอดถึงกับยกหัวแม่โป้งให้กับพิพิธภัณฑ์ ‘เอโดะ’ กับฉากจำลองเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยซามูไรเรืองอำนาจยุคโชกุน มาถึงยุคเมจิที่รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้ อีกทั้งเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ญี่ปุ่นราพณาสูรไปกับระเบิดปรมาณู...

          ...ทุกอย่างอลังการ...

          ทุกอย่างสมจริงจนต้องเอ่ยชม!

          จนแล้วจนรอดเราก็เลยอดดูพิพิธภัณฑ์แขกเสียฉิบ...เลยไม่รู้ว่าพิพิธภัณฑ์แขกนั้นมีความแปลกแตกต่างกับบ้านเราหรือบ้านอื่นอย่างไร? ท่านมหาก็เลยได้แต่อาฆาตไว้ในใจ...ตามแบบฉบับโฆษณากระเบื้องในทีวีบ้านเรา...

          ‘...ฝากไว้ก่อนเถอะโอฬาร!...’

          ใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงจากพิพิธภัณฑ์ปาฏลีบุตรมาถึงเชิงเขาคิชฌกูฏเบื้องล่างก็คล้ายๆ กับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป ที่ต้องมีร้านค้ามีร้านอาหารขายน้ำขายอาหารขายฟิล์มถ่ายรูปเหมือนที่อื่น ๆ แต่ที่สำคัญสำหรับชาวคณะที่เป็นสุภาพสตรีทั้งหลายก็คือ...

          ...ตรงปากทางขึ้นมีสุขาเอาไว้บริการฟรี! ฉะนั้น...อย่าได้สงสัยว่าคุณผู้หญิงทั้งหลายจะไม่เข้าไปใช้บริการกันให้เพียบไปหมด อย่างน้อยก็ใช้ไว้ก่อนแหละ เพราะต่อไปมีหวังได้ใช้ ‘โอเพ่นแอร์ทอยเล็ต’ ตลอดการเดินทางก็ได้ใครจะรู้? จากปากทางขึ้นไปมองเห็นยอดเขาคิชฌกูฏอยู่ไกลลิบ จนคนเห็นแล้วท้อใจที่จะขึ้นไป...ยังดีที่ทางขึ้นในปัจจุบันรัฐบาลอินเดียได้ปรับปรุงเป็นขั้นบันไดคอนกรีตตลอดเส้นทาง... ในอดีตเส้นทางขึ้นเขาเส้นนี้เรียกว่า ‘ถนนพระเจ้าพิมพิสาร’

          เป็นเส้นทางที่พระเจ้าพิมพิสารใช้เสด็จขึ้นเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ...

          เมื่อพูดถึงพระเจ้าพิมพิสารก็ต้องถือโอกาสเล่าย้อนไปถึงอดีตให้ฟัง (อ่าน) กันสักนิด...พระเจ้าพิมพิสารเป็นราชาครองแคว้นมคธในสมัยพุทธกาล พระองค์ทรงพบพระพุทธเจ้าตั้งแต่เมื่อครั้งพระบรมศาสดาเพิ่งสละราชสมบัติออกแสวงหาโมกขธรรม เมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้พบเจ้าชายสิทธัตถะก็สามารถเล็งเห็นมหาปุริลักษณะของมหาบุรุษจากพระวรกายสมบูรณ์เจ้ารูปนั้นได้...

          พระเจ้าพิมพิสารจึงตรัสขอให้ พระบรมโพธิสัตว์ในขณะนั้นทรงสิกขาลาเพศบวชออกมาเสีย แล้วพระองค์จะทรงแบ่งราชสมบัติให้ปกครองกึ่งหนึ่ง...

          หากเจ้าชายสิทธัตถะในวันนั้นทรงปฏิเสธ...ด้วยคำกล่าวเป็นอุปมา-อุปมัยว่า...‘เราละวางของร้อน (สมบัติ) ได้แล้ว ไยเราจักต้องหวนคืนสู่ความร้อนรุ่มนั้นอีก...’

          หลังจากอ้อนวอนอยู่หลายครั้งจนอ่อนใจและไม่สำเร็จ พระเจ้าพิมพิสารจึงทูลขอพรเอาไว้ว่า...

          ...แม้นกาลใดก็ตามที่พระตถาคตทรงบรรลุธรรมอันยิ่งใหญ่ได้ให้เสด็จกลับมาโปรดด้วย...และพระองค์จักทรงถวายตนเป็นสาวก...

          ซึ่งกาลต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้ธรรมขั้นสูงสุดเป็น ‘พระพุทธเจ้า’ พระองค์จึงได้เสด็จกลับมาตามสัญญา

          ...มาเพื่อแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสารตามข้อตกลง


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com