
จดหมายฉบับที่ 4 (ตอนที่ 1)
อีนี่ซาหวัดดีนะจ๊ะนายจ๋า...
เป็นเช้าที่สองในแผ่นดิน พุทธภูมิของเรา วันนี้ทุกคนตื่นเช้ากว่าปกติทั้ง ๆ ที่สะบักสะบอมกับการเดินทางโดยรถบัสและถนนเมดบายอินเดียกันพอสมควร ไอ้ที่ตื่นน่ะ ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับ...
...แต่เป็นเพราะเสียงสวดมนต์ทำวัตรเช้าของเหล่าเณรน้อยชาวอินเดียสิบกว่ารูปที่ตะเบ็งเซ็งแซ่บนหอฉันแหละ! มหาแหมวตะแคงหูฟัง (เชื่อว่าทุกคนในคณะก็คงเป็นเหมือนกัน) เสียงสวดมนต์ที่ค่อนข้างแปร่งหูผิดกับที่เคยได้ยินมา แต่ต้องยอมรับว่าสำเนียงสวดของบรรดาเณรน้อยนั้นไพเราะจริง ๆ ...จะไม่ไพเราะยังไงล่ะครับก็เจ้าของภาษาเขาสวดเองนี่นา...
เสียงสวดมนต์ของสามเณรที่เจื้อยแจ้วอยู่บนหอฉัน ทำให้นึกถึงอดีตที่เคยไปนอนค้างแรมที่วัดป่าหนองแซง ทุกเช้ามืดเราก็จะได้ยินเสียงสวดมนต์อย่างนี้แหละ แต่เสียงสวดปนเป็นบาลีภาษาอีสาน...
ก็ไพเราะไปอีกแบบ...
โดยเฉพาะบทสวดมนต์แปล...คือสวดไปท่อนหนึ่งก็แปลไปท่อนหนึ่ง...
พูดถึงเรื่องสวดมนต์แปลนี่ ‘เจ๊ทม’ เธอชอบเอามาก ๆ ถึงกับเอ่ยปากกับมหาแหมวบ่อย ๆ...
“...อยากให้วัดไทยทุกวัดสวดมนต์แปล...”
เหตุผลหรือครับ อย่างน้อยที่สุดชาวพุทธทุกคน ก็ควรจะสวดมนต์ทุกบทด้วยความเข้าใจความหมายนั้นด้วย ไม่ใช่สวดแบบท่องจำเฉย ๆ โดยไม่รู้ว่ามนต์แต่ละบทแต่ละบาท มีความหมายอะไร...
...สวดอย่างนั้นไม่ต่างกับนกแก้วนกขุนทองหรอกครับ! บทสวดมนต์ทุกบทถ้าแปลออก...รู้ได้ เราจะพบว่า ธรรมแห่งพระศาสดาล้วนแฝงอยู่ในคำสวดมนต์ทั้งสิ้น!
บางคนเคยถามมหาแหมวว่า... “ธรรมะที่เอามาเขียนนั้น ได้มาจากไหน?”
แม้แต่คุณนายก็เถอะ เวลาถูกเชิญไปเป็นวิทยากรก็จะพบคำถามแบบนี้เสมอ ๆ... ‘เคล็ดไม่ลับ’ ของเราก็คือ...
...หาเอาในบทสวดมนต์นั่นแล...
โถ...ขนาดเคยสงสัยพระพุทธเจ้าว่า มีด้วยหรือที่คน ๆ หนึ่งเมื่อสองพันกว่าปีก่อนจะพูดอะไรไม่ผิดเลย อย่างอาเจ๊คุณทมยังเลิกคิดสงสัยก็เพราะไปแปลบทสวดมนต์เล้ย...
ทุกวันนี้คุณนายเจ๊ทมของไอ้สามหนัง ยังก้าวหน้าไปกว่านั้นอีก สวดมนต์บาลีด้วยแปลไปด้วยยังไม่พอ คุณนายเล่นสวดมนต์ภาษา ‘สันสกฤต’ อีกต่างหาก...
“ตูละกุ้ม...” อีตุ๊เด่นที่เหลืออยู่หน่อเดียวไว้เฝ้าบ้าน ที่ทำท่าจะกลายเป็นวัดอยู่รอมร่อ บ่นงึมงำแบบไม่มี ล.ลิง... เพราะทุกเช้าจะได้ยินเสียง ‘มาตา’ ที่แปลว่า ‘แม่’ ของมันสวดมนต์แบบรัวลิ้นปาว ๆ อยู่ในห้องพระ “แค่ภาษาธรรมดาก็แย่แล้ว...นี่ยังสวดยังกะแขกเถียงลูกหนี้...” มันเข้าใจเปรียบเทียบ...
แถมบางวัน...มหาแหมวผู้เป็นพี่ชายตัวเตี้ยของมันเกิดฟิตยกตำรับแลตำรามาทบทวนวิชาอาคม (ไม่มีเฉ่งไล่นะครับ) ขึ้นวันไหน อีตุ๊เด่นที่กำลังทำการบ้าน ทำรายงาน หรือกำลังอ่านหนังสือสอบ ต้องหอบไปทำไปอ่านบ้านเพื่อน ด้วยเหตุผลสั้น ๆ แต่ได้ความหมายชัดยิ่งกว่า...
“หนกขู!”
“แกนี่หูต่ำอยู่คนเดียว...” จารย์’แหมว (ตามที่ลูกศิษย์บางคนยกย่อง) พูดกับมัน... “ใครต่อใครเขาพูดกันทั้งนั้นว่าข้าเสียงเพราะจะตาย”
“ก็สวดมันเบา ๆ ก็ได้นี่เฮีย...ทำไมต้องแหกปากยังงั้นด้วย?” มันส่ายหน้าแบบ ‘ต๊อแต๊’ ชีวิต ที่ต้องทนเสียงสวดมนต์ของแม่กับพี่ชายมานานแสนนาน...
“ก็แม่แกเป็นคนสอน...” เราบุ้ยใบ้ไปทางคุณนาย
“สอนยังไง?” อีตุ๊เด่นสงกา
“สวดมนต์ ต้องเสียงดังฟังชัด...อักขระต้องไม่ผิดเพี้ยน...” เราบอกมันตามความจริง...ไม่ใช่เฉพาะตามปากแม่หนูอี๊ดของมันหรอกครับ แต่ตามตำรับตำราเขาแนะนำสั่งสอนกันมาอย่างนั้น...
...ท่องตำรา ท่องมนต์บ่นคาถา...
ต้องดังก้องพสุธาที่อาศัย
เหนือชั้นวิมานสวรรค์ครรลาลัย
จึงสมใจในวิชา และอาคม...(เด้อ...อ้าย)
ที่พูดนี่เรื่องจริงไม่ได้อิงนิยายนะครับ...เพราะโดยปกติคุณนายกับมหาแหมวนี่จะจัดงานไหว้ครูทุกๆ ปีในวันเพ็ญเดือนสิบสอง แต่ปีนี้ต้องงดเพราะเราถูกเชิญไปเป็นเจ้าพิธีในงานหล่อพระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่ที่วัดบึงทองหลาง จังหวัดสุโขทัย...
การทำพิธีบูชาเซ่นสรวงบำบวงเหล่าเทพยดานั้น ต้องมีความรู้ในพิธีการโบราณ ตั้งแต่การจัดบายศรีเครื่องสังเวยบัดพลี ตลอดจนอ่านโองการ และโอมการอัญเชิญเทพเจ้าทุกชั้นฟ้าแล้วยังจะต้องรู้จักเรียกเพลงหน้าพาทย์อย่างถูกต้องอีกด้วย...
เรื่องการเรียกเพลงหน้าพาทย์ก็เหมือนกัน มีเรื่องขัน ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เล่าให้ฟัง โดยปกติคุณนายทมกับมหาแหมวนี่นับเป็นตัวแส่ตัวส่ายคู่หูกันในการไปตามแห่ดูพิธีไหว้ครูของร่างทรงมาแล้วหลายสำนัก...เคยบอกแล้วไงครับจะดูพระต้องดูที่ จริยวัตรของท่าน ไอ้ร่างทรงทั้งหลายก็ครือ ๆ กันแหละ เป็นเทวดาถ้าปัญญาน้อยกว่ามนุษย์ก็ไม่รู้จะนับถือไปทำไม...จริงไหมครับ...
เวลาไปดูพิธีไหว้ครูเราสองคนจะดูแค่การจัดเครื่องสังเวย ดูการเรียกเพลงหน้าพาทย์กับกิริยาของคนทรงที่อ้างว่าเสด็จพ่อเสด็จแม่เสด็จปู่ลงประทับแล้ว ซึ่งล้วนแต่ชั้นเทพชั้นพรหมกันทั้งนั้น...
...แต่ไหง...เวลาเจ้าพิธีเรียกหน้าพาทย์เสมอมารกับเพลงเสมอผี...เทพชั้นพรหมจึงยกมือสาธุการกันเป็นสลอนเลยก็ไม่รู้
“เวร!” คุณนายทมลอบแส่ส่ายตา ดูแห่งานไหว้ครูตามตำหนักถึงกับตบหน้าผากตัวเอง...
“พรหมชั้นไหนวะน่ะ...ถึงกะยกมือไหว้ผีไหว้มารเป็นฝักถั่วเชียว? ”
มีอยู่รายอ้างตัวเป็นร่างทรง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มีฐานะภาพโดยปกติเป็นแม่ชีอยู่วัดแห่งหนึ่งวันดีคืนดี ลูกสมุนคุณนายทมก็มาเล่าสรรพคุณให้อาเจ๊ฟัง ก็รู้อยู่แล้วว่าคุณเจ๊ทมของไอ้ยอด เรื่องตามแห่ดูเรื่องมันส์ ๆ ไม่มีใครเกิน...
“ไปกันไหม?” คุณนายหันมาถามมหาแหมว แต่ทั่นมหารู้แกวซะก่อนเลยส่ายหน้า
“ไม่เอาย่ะ...แม่หนูอี๊ดไปเถอะ...”
คุณนายระเห็จขึ้นรถเก๋งลูกสมุนทันทีทันควัน อุตส่าห์ถ่อสังขารเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปนมัสการสมเด็จโต พรหมรังสี เพื่อขอธรรมะด้วยศรัทธา...พอคุณนายพ้นรั้วบ้าน มหาแหมวก็หันไปพูดกับคุณรัตน์ แม่บ้านวัยเกือบห้าสิบของคุณนายแบบทำนายทายทัก...
“พี่รัตน์คอยดูเหอะ...เดี๋ยวก็มีเรื่องเด็ด ๆ มาเล่าให้ฟัง...”
บ่อยครั้งมหาแหมวจะทายผิด...จนเย็นย่ำสนธยา คุณนายทมก็หอบสังขารกลับมาด้วยท่าทีอ่อนระโหยโรยแรง...
“เป็นไงบ้าง?” เราเอ่ยถาม แต่คุณนายได้แต่ส่ายหน้าแบบต๊อแต๊ใจ โดยมีพวกเหล่าสมุนผู้ติดตามกระชุ่นให้ฟัง...
“ป้าเขาอาละวาดจนสมเด็จโตถอย...”
“สมเด็จ...สมเดิดที่ไหน...!” คุณนายอาเจ๊ทมของไอ้สามหนังกระแทกเสียง... “ตูอุตส่าห์นั่งรถไปเป็นร้อยกิโล...สมเด็จอะไรสอนธรรมะก็ไม่เป็นพูดได้อยู่คำเดียว เหนือฟ้ายังมีฟ้า ๆ ...”
“ก็เลยแว้ดเข้าให้?” เราคาดการณ์...ซึ่งลูกสมุนอาเจ๊พยักหน้าหงึกหงัก...
“ช่าย...โดนเข้าแว้ดเดียว ร่างทรงหายจ้อย...”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คุณนายก็เลยเลิกแส่และส่ายเที่ยวตามดูแห่งตำหนักเจ้าพ่อและเจ้าแม่อีกต่อไป...ลงท้ายคุณเจ๊ก็เอ่ยประโยคเดียวกันกับอีตุ๊เด่นเด๊ะเลย...
“ตูละกุ้ม!”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com