
จดหมายฉบับที่ 4 (ตอนที่ 2)
เช้าวันนี้ที่วัดไทยนาลันทา เป็นวันที่เราได้ลิ้มลองอาหารไทยอีกครั้ง หลังจากอิ่มแปล้กันเรียบร้อยโรงเรียนแขกไปเมื่อค่ำวาน หลังอาหาร ชาวคณะมาชุมนุมกันที่อาคารหลังใหญ่ เพื่อรวบรวมปัจจัยตั้งกองผ้าป่าขึ้นสำหรับร่วมทอด ณ วัดไทยนาลันทา ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมานาน...
และเช้าวันนั้นเราได้ปัจจัยถวายวัดทั้งสิ้นสามหมื่นกว่าบาท...
เสร็จจากการทอดผ้าป่า ทุกคนต่างพากันขึ้นรถมุ่งหน้าไปสู่มหาวิทยาลัยนาลันทาอันยิ่งยงในอดีตกาล ตามโปรแกรมที่ถูกจัดไว้ล่วงหน้า...
พอรถบัสอินตะละเดียที่มีแอร์เย็นเจี๊ยบสองระดับ คือ ‘เปิด’ กับ ‘ปิด’ เท่านั้น วิ่งออกพ้นประตูวัด ท่านพระครูสิริปุญญาธร ก็นำเราสวดมนต์กันบนรถ ซึ่งจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อไปจนสิ้นสุดแห่งการแสวงบุญเที่ยวนี้...
หลังจากสวดมนต์เสร็จ ท่านมหาไพรัชผู้ให้ความรู้กับเราตลอดการเดินทางก็คว้าไมค์ขึ้นมากล่าวสวัสดีกับชาวคณะ พร้อมกับแจ้งให้รู้ว่า รถจะผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งผลิตขนมอร่อยอันเลื่องชื่อของอินเดีย...
‘...ขนมชนิดนี้เคยมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลเลยทีเดียว...’
ในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า ขนมชนิดนี้มีนามเพราะพริ้งไม่เบาว่า ‘ขนมกุมมาศ’ ในกาลครั้งนั้นมีเศรษฐีคนหนึ่งอาศัยอยู่ในละแวกนั้น ตะแกเป็นเศรษฐีที่เป็นคนดีคนหนึ่ง แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือเป็นคน ‘ขี้เหนียว’ อย่างอีแก้วว่าคือ ‘สุด ๆ ไปเลย’
ทุกวันแกจะเดินไปทำธุระนอกบ้านและเดินผ่านร้านขนมกุมมาศทุกครั้ง แม้กลิ่นหอมของขนมกุมมาศจะโชยเข้าแตะจมูกจนน้ำลายสอ แต่พ่อเศรษฐีก็เหนียวเกินกว่าจะควักเงินซื้อกิน...จนมาวันหนึ่งอีตาเศรษฐีที่ว่าอดรนทนไม่ได้จึงสั่งศรีภรรยา...(ถ้าเป็นพี่เป็นน้องมหาแหมวยุให้เลิกแน่) ให้ไปซื้อแป้งมาทำขนมกินเองด้วยเสียดายที่ต้องเสียเงินค่ากำไรให้ร้านขายขนม...
ซึ่งในวันนั้นพระพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงเปิดข่ายพระญาณเพื่อตรวจดูเหล่าเวไนยสัตว์ว่ามีหมู่สัตว์ใดบ้างที่ควรแก่การช่วยสงเคราะห์บ้าง ปรากฏว่าอีตาเศรษฐีขี้เหนียวคนนี้หลุดเข้าไปในข่ายพระญาณพอดี...พระพุทธองค์ จึงทรงบัญชาให้พระโมคคัลลาน์รับเป็นธุระไปทรมานเศรษฐีแทนพระองค์
พระโมคคัลลาน์ได้รับพระบัญชาก็เหาะไปยืนอยู่ตรงหน้าต่างด้วยอาการอุ้มบาตรดังจะบอกให้เศรษฐีกับภรรยารู้ว่าตนมาเพื่อภิกขาจาร...แรก ๆ เศรษฐีก็ทำเฉย แถมยังเอ่ยปากไล่เสียอีกแต่พระโมคคัลลาน์ก็ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่พูดไม่จา...ท้ายสุดเศรษฐีจึงเอ่ยกับภรรยาตนเพราะทนแรงตื๊อไม่ไหว...
“เธอ ๆ ทอดขนมแบ่งให้ภันเตชิ้นหนึ่งก็แล้วกัน...” แถมท้ายยังสำทับอีกว่า... “ทำแค่ชิ้นเล็ก ๆ ก็พอ...”
ฝ่ายเมียก็ทำตาม...คือหยิบแป้งชิ้นเล็กหย่อนใส่กระทะ แต่ด้วยอำนาจฤทธิของพระอรหันตสาวก ทำให้เศษแป้งขนมชิ้นเล็กกลับขยายตัวแทบจะเต็มกระทะทีเดียว พอเห็นอย่างนั้นอีตาเศรษฐีก็ให้ทอดชิ้นใหม่แทน หากทุกครั้งขนมกุมมาศก็ขยายใหญ่อย่างนั้นไม่ผิดเพี้ยน...ซึ่งในที่สุดพ่อเศรษฐีขี้เหนียวก็จำใจสละให้ แต่ใช้วิธีโยนใส่บาตรพระโมคคัลลาน์ด้วยอารมณ์โกรธกริ้ว...ผลหรือครับ...
ปรากฏว่าขนมกุมมาศที่ทอดเสร็จแล้วทุกชิ้นร้อยติดกันเป็นสายลอยลงในบาตรของพระอรหันต์เจ้าทุกชิ้นเลย...
อีตาเศรษฐีถึงกับน้ำตาซึมด้วยความเสียดาย เข้าทำนองโลภมากลาภหาย เพราะขนาดเศษแป้งนิดเดียวขยายเกือบเต็มกระทะ แกยังไม่ยอมแบ่งให้ใครทั้ง ๆ ที่กินก็กินไม่หมด...ไอ้ที่อยากกินมานานแรมปีจนต้องมาทอดกินเองก็ต้องอดไป...
เมื่อเห็นท่านเศรษฐีอยู่ในความโศกาอาดูรอย่างนั้น พระโมคคัลลาน์จึงเทศนาอบรมด้วยธรรมอันวิเศษที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ...และในกาลบัดนั้น...
...ท่านเศรษฐีขี้ตืด ก็บรรลุธรรมขั้นโสดาบันในทันที...
ทุกคนที่อยู่บนรถกระดี๊กระด๊าขึ้นมาทันทีด้วยความอยากรู้ว่า ไอ้ขนมกุมมาศนี่มันหน้าตาเป็นยังไง มันจะอร่อยแค่ไหนนักนะ ถึงขนาดกลายเป็นตำนานเล่าขานมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลเลยเชียว...
ในที่สุดรถบัสก็แล่นมาจอดในชุมชนเล็ก ๆ ระหว่างทางที่มีร้านขายของรายเรียงกันเป็นทิวแถวสองฟากฝั่ง
“ไม่ต้องลงค่า...เดี๋ยวจะลงไปซื้อให้ซักสี่ห้าเข่ง...” เสียงคุณวิจิตร คลังทอง หรือเจ๊แดงทัวร์ลีดเดอร์สาวตะโกนบอกทุกคนในรถ...
“หา...” คุณนายทมตาเหลือกตาแพลม... “ซื้อตั้งสี่ห้าเข่งเชียวรึ?”
“สงสัยจะอร่อยจัดว่ะ...” ไอ้หนูวัยหกสิบฝ่า ๆ ของคุณยายไข่มุกแสดงทรรศนะ แต่พอเห็นอาบังยกเข่งขนมกุมมาศอย่างว่าขึ้นมาส่ง ทุกคนถึงกับถอนใจโล่งอก...
...เพราะเข่งที่ว่าน่ะมันเป็น ‘เข่ง’ จริง ๆ แหละ
แต่มันเป็นเข่งกว้างยาวแค่คืบกว่า ๆ เท่านั้น!
“แล้วไป...” อาเจ๊โล่งอก... “ไม่งั้น...ได้กินไอ้ขนมนี่แทนข้าวเย็นแหง ๆ...”
และแล้วขนมกุมมาศที่พวกเราเฝ้ารอดูหน้าตาว่าเป็นยังไง ก็ถูกนำมาแบ่งกันให้ชิม...
“โถ...นึกว่ามันจะเป็นแบบไหน...” เจ๊ทมถอนใจอีกหน...ก่อนพูดด้วยอาการส่ายพักตร์... “มันก็ไอ้โรตีกรอบบ้านตูแหละว้า...!”
ครับ ขนมกุมมาศที่ว่าขึ้นชื่อลือชานักหนาของอาบังมันก็ไอ้ครือ ๆ กันกับโรตีกรอบที่อาบังทั้งหลายทอดขายแถวบ้านเราเด๊ะเลยขอรับ...มีสองรสให้เลือก คือ ‘เค็ม’ กับ ‘หวาน’ เค็มคือไม่เคลือบน้ำตาล หวานก็แน่นอนคือเคลือบน้ำตาลล่ะจ้ะ...
ขณะที่ทุกคนนั่งละเลียดขนมโรตีกรอบอินเดียของแท้ที่ดูนุ่มปากกว่าโรตีกรอบบ้านเราเล็กน้อยนั้น ท่านมหาไพรัชก็ถือไมค์ถามพวกเราต่อ...
“...นี่ใครรู้บ้างขนมนี่ภาษาฮินดีเรียกว่าอะไร?”
เงียบครับ ไม่มีคำตอบจากทุกคนก็เพราะในรถไม่มีใครเกิดมาเป็นแขกอินเดียกันสักคน...ถึงเคยเกิดก็คงลืมหมดแล้วในชาตินี้...ท่านมหาตัวจริงก็เลยเฉลย...ซึ่งพอได้ยินคำเฉลยทุกคนแทบจะสำลักขนมที่กำลังเคี้ยวอยู่ในปากทันควัน ก็ท่านมหาไพรัชเอ่ยชื่อขนมกุมมาศเป็นภาษาฮินดีชัดถ้อยชัดคำอย่างนี้ครับ...
แขกเรียกว่า ‘ขนมตีนกุด!’
“เลิกกินได้ไหมวะ?” ลุงเชียรหันมาที่น้องสาวตัวเอง...
“ทำไมล่ะ?” อาเจ๊ถามด้วยเสียงหัวเราะ ซึ่งคนเป็นพี่ส่ายหน้า...ตอบเบาๆ ...
“วันก่อนก็ล่อไอ้ผลไม้ที่ชื่อฮัมหรุดมาแล้ว วันนี้ยังเจอไอ้ขนมตีนกุดนี่อีก...กลับบ้านเมียมันจะจำตูได้เรอะ? ”
ทางด้านท่านมหาไพรัชก็ยังส่งเสียงเจื้อยแจ้วต่อไปอีกด้วยเรื่องขนมอินเดีย...ท่านพูดถึงขนมอีกอย่างของพวกอาบังที่ขึ้นชื่อลือชาไม่แพ้ขนม ‘ตีนกุด’ ที่ชาวเรากำลังเคี้ยวอยู่ในปาก ท่านบอกว่า...ถ้ามีโอกาสจะพาไปชิม...แต่ลุงเชียรสะกิดมหาแหมวให้ถามถึงชื่อขนมคู่แข่งที่ว่าแทนที...ก็เลยได้ความจริงว่าขนมอย่างว่า...คือ...
‘ขนมขาชา...’
“เสร็จมัน...” ไอ้หนูของคุณยายไข่มุกแห่งชุมชนบางซื่อครางอ๋อย... “ทุกอย่างของมันกินแล้วต้องตายทั้งเป็นเลยว่ะ...”
“ทำไมล่ะลุง?” เราแกล้งพาซื่อถาม ซึ่งลุงเชียรส่ายหน้าตอบ...
“แค่ฮัมหรุดก็แย่แล้วแม้วเอ๋ย...ขาชากะตีนกุดซะอีก ก็ต้องนอนอยู่บ้านไม่ต้องไปไหนแน่...”
มหาก็เลยได้แต่พยักหน้ารับ... “จริงจ้ะ!”
เฮ้อ! มาอินเดียไหง๋เพลียฮาร์ทอย่างนี้ก็ไม่รู้...จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ไปถึงไหน มหา’ลัยนาลันทาก็ยังเหลือระยะทางอีกหลายกิโลเมตร แล้วค่อยเล่าให้ฟังทีหลังแล้วกันตอนนี้เมื่อยมือแล้วจ้ะ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com