การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 4 (ตอนที่ 3) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
16 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#123]

จดหมายฉบับที่ 4 (ตอนที่ 3)

 

          เราถึงปากทางเข้ามหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกสายโด่ง เพราะกว่าจะทอดผ้าป่าเสร็จแวะซื้อขนมที่เวลากินแล้วเสียวไส้ตามชื่อว่า ‘ขาชา’ เสร็จกับการเดินทางอีกหลายกิโลเมตร

          ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยไม่ต่างกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ของอินเดีย คือเต็มไปด้วย... ‘ขอทาน’ กับร้านค้าเล็ก ๆ ขายของที่ระลึกส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปหินแกะฝีมือหยาบ ๆ ราคาถูก เพราะรู้ว่าคนที่เดินทางมาล้วนเป็นพุทธศาสนิกชนทั้งสิ้น...

          ทั้งคณะผ่านเข้าไปในอาณาบริเวณที่ครั้งหนึ่งเป็นสถานที่ที่ให้สรรพความรู้กับพระสงฆ์เสมือนหนึ่งมหาวิทยาลัยในปัจจุบันด้วยความทึ่ง ขนาดเหลือเพียงซากปรักหักพังแสดงเค้าเดิมอยู่เล็กน้อย เรายังรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตได้ดี...

          นาลันทาในสมัยพุทธกาลนั้นตั้งอยู่แถบชานเมืองของกรุงราชคฤห์ แต่กระนั้นก็เป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์มีประชาชนหนาแน่น และมีความเลื่อมใสในพระพุทธองค์อย่างยิ่ง...

          ในบันทึกของพระถังซัมจั๋ง ที่คนส่วนมากนึกว่าเป็นนิทานหลอกเด็กในภาพยนตร์แต่แท้จริง พระถังซัมจั๋งมีชีวิตจริง ๆ หลังพุทธกาลหลายร้อยปี ได้เดินทางจากประเทศจีนเข้ามาศึกษาธรรมและนำพระไตรปิฎกกลับไป ได้เขียนเอาไว้ว่า...

          ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงเป็นพระบรมโพธิสัตว์ พระองค์เคยอุบัติขึ้นที่นี่และครองเมืองนี้มา ในพระชาตินั้นปรากฏว่าพระองค์ทรงมากด้วยทานบารมี ใครมาขอสิ่งใดจะไม่เคยได้ยินคำปฏิเสธ หรือคำว่าไม่มีให้... (น อลํ ททมิ) จากพระองค์เลย ประชาชนจึงพร้อมใจกันตั้งชื่อเมืองเสียใหม่ว่า ‘เมืองนาลันทา’ คือเมืองที่ไม่เคยปฏิเสธในการให้ (น อลํ ทา) หรือเมืองที่ให้แต่ความชื่นใจ (นา ลํ ทา)

          ย้อนถึงสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพนั้น นาลันทา นอกจากจะมีวัดหรือเป็นสถานที่ตั้งของวัดที่ชื่อว่า ‘ปาวาสิกัมพลัน’ ซึ่งปาวาริกเศรษฐีสร้างถวายแล้ว ยังเป็นหมู่บ้านและสถานที่เกิดและนิพพานของท่านพระสารีบุตรอีกด้วย

          ความเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวากับสถานที่เกิดสถานที่นิพพาน ของพระสารีบุตรผู้เลิศในด้านปัญญา นี่แหละเป็นมูลเหตุให้ถือกำเนิด ‘มหาวิทยาลัยนาลันทา’ ขึ้น...

          ในวันหนึ่ง หลังจากพระสารีบุตรออกจากผลสมาบัติแล้ว ณ วัดเชตวันมหาวิหาร ท่านเกิดความคิดขึ้นว่า ระหว่างพระพุทธเจ้ากับอัครสาวกของพระองค์ ใครจะนิพพานหรือปรินิพพานก่อน หลังจากกำหนดรู้ว่า คู่อัครสาวกจะต้องนิพพานก่อน จึงลองย้อนตรวจอายุสังขารของตน ก็ทราบผลว่าเหลือเพียงอีกเจ็ดวันท่านต้องนิพพาน จึงคิดอ่านว่า ‘จะนิพพานที่ไหนดี?’

          ...ทันทีก็นึกถึงโยมมารดาขึ้นมา...ถึงผู้เป็นแม่จะมีลูกชายลูกสาวทั้งเจ็ดคนเป็นอรหันต์ แต่ตัวโยมมารดานั้นหามีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยไม่ พระสารีบุตรจึงลองย้อนตรวจใหม่ในจิต ท่านจึงมองเห็นอุปนิสัยแห่งพระโสดาปัตติผลจักเกิดได้กับผู้เป็นโยมมารดา พระสารีบุตรจึงตัดสินใจกลับไปนิพพานที่นาลกะบ้านเกิดในนาลันทา

          ดังนั้นจึงเรียกพระจุนทะซึ่งเป็นพระน้องชายเข้าพบ และแจ้งกับภิกษุบริวารทั้ง 500 รูปดังนั้น ต่อมาได้นำพระภิกษุทั้งหมดเข้ากราบทูลลาต่อพระพุทธเจ้าเพื่อกลับไปนิพพานที่บ้านเกิด เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบก็ทรงอนุญาต หากขอร้องให้พระสารีบุตรซึ่งเป็นพระธรรมเสนาบดีได้แสดงธรรมโปรดแก่ภิกษุสงฆ์ต่อพระพักตร์ของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นกัณฑ์สุดท้ายครั้งนั้น...

          หลังจากพระสารีบุตรกลับคืนถิ่นกำเนิดก็เริ่มอาพาธ ฝ่ายนางพราหมณีผู้เป็นมารดาทราบว่าลูกชายอาพาธหนัก จึงยืนพิงกายคอยดูอยู่ที่ประตูห้องตลอดคืน

          ปรากฏว่าตลอดทั้งสามยามแห่งราตรีนั้น ได้มีหมู่เทพยดาตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา จนถึงตลอดชั้นมหาพรหมได้เสด็จทยอยมากราบไหว้และปรนนิบัติ แต่พระสารีบุตรไม่ยอมอนุญาต โดยบอกว่ามีพระจุนทะผู้เป็นน้องชายปรนนิบัติอยู่แล้ว

          เมื่อเห็นดังนั้นนางพราหมณีจึงเกิดความสงสัยใคร่รู้ จึงตัดสินใจถามไถ่เรื่องราวดังกล่าว ถ้าจะถอดเป็นคำถามก็คงได้อย่างนี้แหละ...

          โยมมารดา “โยมอยากรู้ว่ายามต้นน่ะ ใครมาหาหรือ? ”

          พระสารีบุตร “เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชไงโยมแม่...”

          “เอ้า...ลูกของแม่ใหญ่โตกว่าเทวดาเชียวหรือ?” นางพราหมณีคงกล่าวอย่างนั้น

          “ท่านท้าวมหาราชทั้งสี่ คือคนคอยดูแลวัดวาและคอยอารักขาพระบรมศาสดาของเราตั้งแต่วันพระองค์ประสูติเรื่อยมาจนถึงวันนี้...”

          “เมื่อท่านท้าวจาตุมหาราชเสด็จกลับแล้ว ใครอีกที่มาเยี่ยมต่อ...” โยมมารดาของพระอัครสาวกเอ่ยถาม

          “ก็ท้าวสักกะเทวราชอย่างไรเล่า...”

          “เมื่อท่านเสด็จกลับ ใครอีกล่ะที่มีแสงสว่างทั่วสรรพางค์กายเสด็จต่อมา...?” มหาอุบาสิกาถามต่อ

          “ก็ท้าวมหาพรหมที่โยมแม่กราบไหว้ทุกคืนทุกวันอย่างไรเล่า...” พระสารีบุตรตอบ

          ด้วยคำถามคำตอบดังนั้นจึงทำให้นางพราหมณีได้คิด ขนาดพระลูกชายยังใหญ่โตขนาดนี้ พระพุทธองค์จะขนาดไหน ยิ่งเมื่อได้ยินว่า วันที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติจากครรภ์พระมารดา ท้าวมหาพรหมเหล่านั้นเป็นผู้เอาตาข่ายทองคำไปรองรับจากพระสารีบุตรด้วยแล้ว พลันปีติทั้ง 5 คือ ขุททกาปีติ ขณิกาปีติ อุพเพคาปีติ โอกกันติกาปีติ และผรณาปีติ ก็ซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย

          เมื่อเห็นดังนั้น พระสารีบุตรจึงเห็นสมควรแก่เวลาในการแสดงธรรมโปรดโยมมารดาอย่างพิสดาร...โดยกล่าวสรรเสริญคุณแห่งพระพุทธองค์ เริ่มตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้พระอนุตรสัมโพธิญาณ ว่าในวันที่ ประสูติ ตรัสรู้ หรือแสดงปฐมเทศนาก็ดี...

          ...ปฐวีทั่วหมื่นโลกธาตุได้ดังลั่นเสมือนไหวไปทั่ว...

          และต่อท้ายด้วยบทสรรเสริญคุณพระพุทธองค์ด้วย บทอิติปิโสภควา จนถึง...ภควาติฯ...

          นางพราหมณีผู้เป็นมารดา ก็บรรลุโสดาปัตติผลในกาลนั้น!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com