การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 4 (ตอนที่ 4) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
14 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#124]

จดหมายฉบับที่ 4 (ตอนที่ 4)

          หลังจากนั้นพระสารีบุตรก็เสด็จสู่นิพพานในกาลต่อมา... ด้วยแรงศรัทธาและความรักทำให้นางพราหมณีสั่งเปิดห้องทองคำ แล้วเอาไปชั่งสร้างเป็นเมรุรูปเรือน 500 ยอด แต่ละยอดมีค่า 100 กหาปณะ ให้สร้างมณฑปหลังใหญ่ทำด้วยไม้สาละที่กลางบริเวณบ้านอัญเชิญสรีระพระลูกชายขึ้นประดิษฐานไว้บนเมรุ ครบเจ็ดวันประชาชนทยอยกันขึ้นเผาด้วยไม้หอมชื่อ ‘อสิระ’ ในตอนกลางคืน...

          และชาวเมืองนาลันทา หลังจากประชุมเพลิงสรีระของพระสารีบุตรเรียบร้อยแล้วเกิดความเห็นว่า ‘ท่านพระธรรมเสนาบดี สารีบุตร ได้มานิพพาน ณ สถานที่แห่งเดียวกับสถานที่เกิด ชะรอยว่าสถานที่แห่งนี้คงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงพร้อมใจกันเปลี่ยนแปลงห้องที่ท่านเกิดและนิพพาน กลายเป็นเจติยสถานไว้สำหรับนมัสการบูชา

          นับจากกาลนั้นมา บรรดาพระลูกศิษย์ลูกหาที่มีความเคารพในตัวพระสารีบุตรก็ได้สร้างกุฏิวิหารรายล้อมเจดีย์องค์นั้น และต่างพากันศึกษาร่ำเรียนพระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาและเทศน์โปรดประชาราษฎร์ผู้ใคร่สนใจฟังธรรมสืบต่อกันมา ในที่สุดก็กลายเป็นขุมทรัพย์แห่งธรรมปัญญา จนได้เป็นมหาวิทยาลัยในยุคพระเจ้าอโศกมหาราช...ตลอดจนมาถึงกาลวินาศในยุคมุสลิมเข้ามีอำนาจในอินเดีย...

          ...นั่นคือหัสเดิมเริ่มต้นแห่งมหาวิทยาลัยนาลันทาที่เราได้มาเยี่ยมชมในวันนี้!

          ในบันทึกของพระถังซัมจั๋ง ได้บรรยายไว้ว่า... ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีตึกสูงหกชั้น มีนักศึกษาประมาณหนึ่งหมื่น มีพระพุทธรูปปางสมาธิตั้งตระหง่านสูงถึงสิบสองวา มีคณะครูอาจารย์รวมทั้งคนงานอีกหนึ่งพันห้าร้อย ในยุคหลังพุทธกาลมา 1,172 ปี...

          ต่อมาอีกหกร้อยปี พระนักศึกษาชาวธิเบตได้บันทึกรายละเอียดเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยนาลันทานอกจากจะมีตึกตั้งตระหง่านสูงถึงหกชั้นแล้ว ยังมีห้องสมุดใหญ่ ๆ อีกสามหลัง หลังแรกชื่อว่า ‘รตนสาคร’ หลังที่สองชื่อ ‘รตโนธทิ’ หลังสามเรียกว่า ‘รตนรัญชกะ’ แต่ละหลังสูงเก้าชั้น มีตำรับตำราให้คนอ่านอย่างครบถ้วน...และเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลประมาณสิบไมล์

          แต่วันนี้ที่เราเห็นมีสถานที่ก่อสร้างหลงเหลืออยู่ก็ไม่เกินสองชั้นเท่านั้น แต่ความยิ่งใหญ่ก็ยังปรากฏอยู่ด้วยบางตึกมีห้องเล็ก ๆ ที่อยู่อาศัยของพระนักศึกษาซอยละเอียดเป็นห้อง ๆ ละลานตา...

          สาเหตุที่ทำให้มหาวิทยาลัยนาลันทาล่มสลายจนกลายเป็นซากสถานนั้น ท่านตารนารถ ผู้ได้เห็นเหตุการณ์และได้บันทึกไว้ว่า ในปี 1742 พวกเติร์ก (มุสลิม) ได้เข้าครอบครองชมพูทวีปหมดสิ้น ในปี 1766 ก็ได้เริ่มทำลายวัดวาอารามต่าง ๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยนาลันทานั้นถูกทำลายมากกว่าอย่างอื่น เพราะถือว่าเป็นรากเหง้าแห่งพระคัมภีร์ เป็นแหล่งให้ความรู้แก่มนุษย์ในชมพูทวีป...

          ...ว่ากันว่าจะเผาตำรับตำราที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยนาลันทาจนหมดได้ ต้องใช้เวลาเผานานถึงสามเดือน...

          มิหนำซ้ำหลังจากนั้นมาอีกสิบสองปี นาลันทาก็ถูกพวกเดียรถีย์เผาซ้ำอีกเป็นวาระที่สอง...จนแทบไม่เหลืออะไรจนถึงบัดนี้...

          แต่เดิมหลังจากถูกทำลายล้างจนสิ้น มหาวิทยาลัยนาลันทาก็ถูกทอดทิ้งจนจมดินไปเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปอีก 625 ปี...ผลที่สุดจึงมีคนดีมาจากประเทศอังกฤษ ชื่อ ‘เซอร์ คันนิ่งแฮม’ เป็นนักโบราณคดีเลื่องชื่อ ท่านได้พยายามค้นหาสืบเสาะจนพบด้วยบันทึกของพระถังซัมจั๋งสมความตั้งใจ...เมื่อพุทธศาสนายุคกาลล่วงได้ 2,403 ปี...ถ้าจะนับตั้งแต่วันที่ท่านค้นพบมาจนถึงวันนี้รวมเป็นเวลา 127 ปีเศษ...

          เราเดินดูซากโบราณสถานของมหาวิทยาลัยนาลันทาด้วยความห่อเหี่ยวหัวใจ จากวันวานอันรุ่งโรจน์เหลือเพียงตำนานเล่าขานในวันนี้

          ท่านมหาตัวจริงอย่างท่านไพรัชได้ให้ความรู้กับเราเพิ่มเติมว่า...ในสมัยท่านนาคารชุนได้เป็นสมภารนั้น การศึกษาในสมัยของท่านค่อนข้างลึกซึ้งพิสดาร เพราะท่านต้องการให้นักศึกษาที่มาเรียนเข้าถึงแก่นของพระศาสนาที่เรียกว่า ‘สุญญตา’ ที่เรียกว่า ‘ความว่าง’ ท่านจะเน้นให้เห็นถึงประโยชน์แห่งการละวาง ถ้าใครทำได้ ใจของผู้นั้นจะเกิดความสว่าง จิตที่ไม่ยึดติดยึดถือความเป็น ‘ตัวกู-ของกู’ ก็จะหลุดจากความเศร้าหมอง เกิดจิตผ่องใส ได้แก่ตัว ‘พระนิพพาน’ นั่นเอง…

          ดังนั้น นักศึกษา ที่จะเข้ามาเรียนในสมัยนั้น ต้องเป็นคนเก่งและมีปฏิภาณไหวพริบดีพอสมควร ไม่อย่างนั้น จะสอบผ่านเข้าเรียนไม่ได้... เพราะท่านสมภารใช้วิธีการทายปริศนาแทนข้อสอบเขียนหรือสัมภาษณ์...

          มีเรื่องเล่ากันว่า วันหนึ่งมีพระนักศึกษามาจากศรีลังกาถามว่า ‘อารยเทวะ’ ท่านมีความประสงค์เข้ามาเรียนที่สถาบันแห่งนี้ จึงเดินเข้าไปยังประตูและสอบถามถึงระเบียบการที่จะเข้าศึกษากับคนเฝ้าประตู ครั้นรู้ว่ามีนักศึกษามาขอสมัครเรียนก็นำความไปบอกต่อท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านนาคารชุนจึงสั่งให้นำบาตรที่เต็มไปด้วยน้ำ นำไปถวายท่านอารยเทวะ ครั้นท่านอารยเทวะได้รับบาตรเต็มไปด้วยน้ำแล้ว แทนที่ท่านจะตักน้ำมาดื่มท่านกลับล้วงเข็มในก้นย่ามหย่อนลงในบาตรนั้นแทน...แล้วให้ลูกศิษย์นำกลับไปถวายคืนอาจารย์

          ท่านนาคารชุน พอมองเห็นเข็มอยู่ในก้นบาตรอย่างนั้นก็บอกศิษย์ว่า...ท่านอารยเทวะสอบผ่านแล้ว สั่งให้นำตัวเข้ามารายงานเพื่อลงทะเบียนเป็นนักศึกษาต่อไป

          ส่วนความหมายของปริศนาวิสัชนาได้อย่างนี้...

          บาตรที่เต็มไปด้วยน้ำ ถือเอาความว่าสำนักนาลันทามีการศึกษากันอย่างกว้างขวางลุ่มลึกมิต่างจากน้ำในมหาสมุทร...แล้วท่านคิดอ่านจะเรียนรู้สู้เขาไหวรึ?

          คำตอบปริศนาของท่านอารยเทวะ ด้วยการหย่อนเข็มลงในบาตรที่เต็มไปด้วยน้ำ คือคำตอบว่า...แม้สถาบันแห่งนี้จะศึกษาความรู้กันอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งสักเพียงไหน...กระผมก็จะใช้ปัญญาที่มีมาค่อย ๆ เจาะลงให้ถึงที่สุดให้จงได้!

          ภายหลังต่อมาท่านอารยเทวะได้กลายเป็นครูช่วยสอนในสถาบันแห่งนั้น และได้กลายเป็นอาจารย์ใหญ่องค์ที่ 14 ปกครองนาลันทาสืบต่อมา...

          “เป็นตูละก็...” เสียงคุณนายทมทำกระเหี้ยนกระหือ

          “ทำไม...?” มหาหันไปถามซึ่งคุณนายทำหน้าตายตอบ...

          “ตูก็สอบตกน่ะสิฟะ...!” อาเจ๊หัวเราะ... “ตอนท่านมหาถามตูคิดซะหัวระเบิดยังนึกไม่ออก”

          “แล้วแค่นจะคุย...” เราทำท่าทอดแต่ไม่ถอน...

          “วิธีทดสอบเหมือนพวกเซน...” ลุงเชียรแย้มคำบ้างเจ้าตัวหมายถึง พุทธอีกนิกายทางมหายานของจีนที่เรียกว่า ‘เซน’ ซึ่งส่วนมากจะสอนกันด้วยปริศนาธรรมเป็นเชิงปรัชญาเสียส่วนมาก...

          “ไอ้ยอดดันเกิดช้าไปหน่อย...” เราพูดถึงไอ้ตัวแรกของคุณนายทมขึ้นดื้อ ๆ

          “ทำไม?” มาตาของมันถามบ้าง

          “อ้าว...” เราทำตาโต... “คุณนายก็ไม่ต้องเสียค่าเรือบินค่าหอพักค่าเทอมน่ะสิ...”

          “แกจะให้มันมาเรียนที่นี่ละซิท่า...?”

          “แหงแซะ...” มหาแหมวเดาะภาษาหมัยใหม่...แต่คุณนายส่ายหน้า...

          “มหา’ลัย เขาไม่พังเพราะพวกเติร์กหรอก แต่จะพังเพราะไอ้ยอด...” คุณทมตบท้าย... “มันคงขอตั้งแผนกนารีศาสตร์”

          “ไอ้ยอดน่ะไม่เท่าไหร่ร๊อก...” ท่านมหาตัวปลอมคอมเมนท์ “ถ้าเป็นอีแก้วน่ะไม่แน่...”

          “ทำไม?” มารดาของอียักษ์ตัวเขียวกลับสัญชาติมาเกิดสงกา...

          “มันได้ไล่พระออกทำคอนโดฯ ขาย...” เราเหน็บมันเพราะมันเคยบอกไว้...

          “กลับมาแก้วจะรื้อบ้านลาดพร้าวทำคอนโดมิเนียมขาย” เห็นแมะมันยังไม่ทันจะจบวิชาการตลาดเลย มันยังส่อแววเนรคุณซะแล้ว ด้วยการไล่ทุกคนออกจากบ้านทำคอนโดฯ ขาย...

          “เด่นว่าเอาไว้ทำสำนักงานดีกว่า...” อีตุ๊เด่นเอากะเขาบ้าง...

          “แล้วฉันกะพี่แกเอาไปไว้ที่ไหน?” คุณนายเอ่ยถามมัน...ซึ่งมันตอบได้น่าฟัง...

          “ป๋าแหมวเข้าวัด...ส่วนแม่ก็ชอบสวน ชอบต้นไม้ ที่คลองหกตั้งสิบเอ็ดไร่จะเอาไว้ทำไม? ”

          คุณนายทมเถียงไม่ออก ก็ตัวเองบ่นอยู่ทุกวันเบื่อความจอแจในกรุงเทพฯ อยากมีบ้านอยู่ในสวนจะได้ปลูกต้นไม้เลี้ยงนกเลี้ยงหนู...ตามประสาคนแก่...

          มหาแหมวก็ต้องนิ่งเพราะจริงของมัน...บอกกะใคร ๆ ทุกวันว่า ‘จะบวช’ อยู่บ่อย ๆ ... คนบวชก็ต้องอยู่วัดก็ถูกอย่างมันว่า...

          ...ฉะนั้น...และฉะนี้ ไม่มีสิทธิน้อยใจ!

          บ้านนี้ทำอะไรวางแผนชีวิตไว้ล่วงหน้า มารดาพวกมันวางแปลนการศึกษาให้ลูกตั้งแต่มันยังไม่เข้ามหาวิทยาลัย...

          “ยอด...แก้ว...เด่น อย่างน้อยต้องจบมาสเตอร์เมืองนอก...!” คือคำมั่นสัญญา...ซึ่งวันนี้ไอ้ตัวแรกกะไอ้ตัวรองไปแล้ว เหลือตัวสุดท้าย ปีหน้าก็ต้องไป...

          วันนี้คุณนายทมอยู่บ้านหลังใหญ่ด้วยความเงียบ จะมีก็เจ้าจากัวร์ สุนัขพันธุ์โดเบอร์แมนกะคู่ตุนาหงันของมันคือเจ้า ‘แบรี่’ กับพวกนกเขานกปรอทนกกระจอกเอาไว้คุย...

          ...ปีหน้าตุ๊เด่นไปอเมริกาอีกคน บ้านหลังใหญ่จะเหลืออะไร?

          เรามองมหาวิทยาลัยนาลันทาด้วยความรู้สึกหดหู่...จากการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และท้ายที่สุดก็ ‘ดับไป’ ตามหลักอนัตตา...

          ...บ้านลาดพร้าวหลังใหญ่ วันหนึ่งก็คงเป็นเช่นนั้น...จากบ้านวันหนึ่งอาจเป็นออฟฟิศ...เป็นคอนโดมิเนียมหยั่งอีแก้วว่าก็ได้...

          ‘อะไรในโลกนี้...จีรังเล่า?’


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com