
จดหมายฉบับที่ 4 (ตอนที่ 5)
เราขึ้นรถอีกครั้งในช่วงบ่ายแก่ ๆ หลังจากออกจากมหาวิทยาลัยนาลันทาเพื่อตรงไปยังวัดเวฬุวนาราม ตามหมายกำหนดการ
พอขึ้นรถ ท่านมหา (ตัวจริง) ไพรัชผู้เป็นวิทยากรได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของโลกอีกครั้ง
ท่านมหากล่าวว่าในอดีตพระถังซัมจั๋งที่เราเคยพบเห็นในภาพยนตร์ชุดไซอิ๋ว ที่มีพญาวานรอย่างเห้งเจียเป็นตัวชูโรงนั้นเคยเดินทางมาจากประเทศจีน เพื่อมาศึกษาหาความรู้ที่นาลันทายาวนานถึงสิบห้าปี...และพระถังซัมจั๋งนี่แหละเป็นผู้มีบุญคุณอย่างใหญ่หลวงต่อพวกเราชาวพุทธกับนักโบราณคดีในปัจจุบันอย่างยิ่ง
...เพราะนักโบราณคดีในยุคหลังสามารถค้นพบหลักฐานสิ่งก่อสร้างในยุคพุทธกาลให้เราได้พบเห็นกราบไหว้ในวันนี้ได้นั้น ก็เพราะสืบเสาะได้จากบันทึกของพระถังซัมจั๋งทั้งสิ้น...
ในอดีตเราเคยคิดว่า พระถังซัมจั๋งในภาพยนตร์ไซอิ๋วนั้น เป็นเรื่องปั้นแต่งขึ้นมาโดยจินตนาการของมนุษย์ และเพิ่งมาถึงบางอ้อก็วันนี้เอง ว่าท่านเป็นบุคคลมีจริงในประวัติศาสตร์ ยกเว้นเห้งเจีย...ตือโป๊ยก่าย กับซัวเจ๋ง เท่านั้นที่เป็นจินตนาการเพิ่มเติม
ว่ากันว่า เห้งเจีย ตือโป๊ยก่าย กับซัวเจ๋ง เป็นสัญลักษณ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจของมนุษย์...หรือแม้กระทั่งตัวของพระถังซัมจั๋งเองก็ตาม
‘...เห้งเจีย...’ เป็นวานร หมายถึงความหลุกหลิกซุกซนดื้อรั้น แทนความแส่ส่ายอยากรู้อยากเห็นในจิตใจ
‘ตือโป๊ยก่าย’ เป็นสุกร หมายถึงความเกียจคร้าน กินจุ แทนความ มักมาก ความเบื่อหน่าย อันเป็นกิเลสอย่างหนึ่งของจิตใจมนุษย์
‘ซัวเจ๋ง’ เน้นภาพลักษณ์แทนความโง่งมในจิตเป็นตัวอวิชชา
ในความหมายทางพุทธศาสนา...(ท่านมหาไพรัชท่านว่าของท่านอย่างนั้น) เมื่อพูดถึงพระถังซัมจั๋งกับเห้งเจียเราอดหัวเราะไม่ได้ คุณนายทมจึงหันมาถาม
“ขำอะไร?”
“ขำพระกระถางสามถัง กะ เห้งเจียสามตัว...”
เราพูดกลั้วหัวเราะ เพราะเรื่องนี้คุณนายเคยได้ยินมานาน...
“พระถังซัมจั๋งท่านรูปงาม...” เราเคยคอมเมนท์ตามที่เห็นในทีวี... “ส่วนเจ๊เป็นพวกกระถางขนาดสามถัง...”
“เรื่องของตู...” คุณเจ๊ทมค้อนควัก... “แกล่ะเป็นตือโป๊ยก่ายมากขึ้นทุกวันเหมือนกันแหละ”
“ผู้ชายมันจะเป็นไรไปเจ๊...ผู้ชายลงพุงนิด ๆ มันหมายถึงผู้มีอันจะกินล่ะไม่ว่า...” เราพูดตาม ‘ฟามจริง’ ก็คุณสุรศักดิ์ผู้เป็นบิดายังเคยบอก...
‘...คนหัวล้านกะคนลงพุงไม่มีเป็นขอทาน!’
“แหงซิ...” คุณทมค่อนขอด “ก็บิดาแกหัวล้านนี่หว่า...เข้าตำราเดอะด็อกขี้โนบอดี้กระดกเทล...”
ตะก่อนสมัยไอ้ยอดยังเด็กพอดูหนังไซอิ๋วเสร็จ มันยกตนขึ้นเป็นเห้งเจียเพราะรูปร่างมันดีกว่าใคร (ผอมโย่งโก๊ะเป็นไม้เสียบปลาหมึก) มันว่าของมันอย่างนั้น ส่วนอีแก้วปากแย้กินจุตามวิสัยยักษ์กลับชาติถูกอุปโลกน์ให้เป็นตือโป๊ยก่าย...
“เรื่องไร...?” เจ้าตัวรองส่ายหน้าเดียะ ถึงจะตัวดำแต่สมองมันคงขาวเหมือนชาวบ้าน ทำให้มันรู้ว่า ‘ตือโป๊ยก่าย’ น่ะมันน่าเกลียดขนาดไหน... “ยกให้แม่ก็แล้วกัน...” มันใจป้ำถวายบทให้คุณนาย
เห็นแมะ...ขนาดลูกยังรู้เลยว่ามารดามันน่ะรูปร่างเหมาะเจาะกับตัวละคร ตือโป๊ยก่าย ขนาดไหน...หนอยคุณนายยังมีหน้ามานั่งยันนอนยัน...
“คนฉลาดหยั่งแม่หนูอี๊ดต้องเป็นพระถังซัมจั๋ง...”
“ต้องแสดงตอนพระถังซัมจั๋งตกบ่อน้ำปีศาจหอยแครงตาย...” อีตุ๊เด่นออกความเห็น ทั้ง ๆ ที่มันอายุน้อยกว่าใครทั้งหมด นึกเอาก็แล้วกัน ขนาดอายุมันแค่นั้นยังแจกบทได้เหมาะสมขนาดไหน...
ได้ผลครับ...วิกลาดพร้าวก็เลยแตก เพราะคุณนายพาลพาโลโฉเก...
“ต่อไปนี้งดของว่าง...!”
“ทำไมล่ะครับ” อีแก้วปากแย้ถึงกับครางอ๋อยเลย
“ลดฟามอ้วนเว้ย!” คุณนายทำเสียงเยาะ...ซึ่งไอ้ทโมนทั้งสามคงนึกไม่ออกว่า มารดามันจะลดความอ้วนแล้ว ไปเกี่ยวอะไรกับการที่มันต้องอดของว่างที่มีทุกวันด้วย
“ตัวเองไดเอท...แล้วลูกทำไมไดอดวะ?” ไอ้ยักษ์ ‘ฉีเขียว’ หยั่งอีแก้วส่ายหน้าบ่นงึมงำ...เพราะมันประเภทเรื่องกินเรื่องใหญ่ ตายเรื่องกลาง ติดตะรางเรื่องเล็กอยู่แล้ว...
พูดถึงเรื่องอดข้าวนี่ ต้องยกหัวแม่โป้งให้คุณนายโดยเฉพาะหน้าเข้าพรรษาทุกปี อาเจ๊จะสั่งแม่บ้าน...
“แม่หนูอี๊ดถือศีล...”
เป็นอันว่าจานข้าวบนโต๊ะจะไม่ถูกนำขึ้นวางหนึ่งที่...แต่ไม่ได้หมายถึงว่ามารดาของไอ้สามหนังจะไม่มานั่งร่วมโต๊ะ พอถึงเวลาอาหารค่ำคุณนายจะมานั่งป๋อหลอดูทุกคนกินข้าวด้วยสีหน้าแช่มชื่น แถมคะยั้นคะยอชาวบ้าน...
“กินอันนั้นสิ...กินอันโน้นสิอร่อยดี...”
มิหนำซ้ำยังเจ้ากี้เจ้าการ สั่งรายการอาหารเสร็จสรรพ...ทำเหมือนตัวเองร่วมโต๊ะ ‘หม่ำ’ ข้าวด้วยงั้นแหละ...
“ประชดรึเปล่าวะ?” ใหม่ ๆ มหาแหมวก็ไม่แน่ใจกับวิธีการของคุณนายเหมือนกัน แต่ตอนหลังเจ้าตัวอธิบาย...
“ฉันอยากกินอะไรฉันก็จะสั่ง...”
“แต่ไม่กิน...?” เราสงกา
“ใช่...การได้สั่งอาหาร คือการได้สนองความอยากอย่างหนึ่ง...” อาเจ๊ทมของไอ้ยอดสารภาพ
ฉะนั้นระยะหลังทุกคนจึงไม่แปลกใจในเทศกาลเข้าพรรษาที่คุณนายถือศีลแปดไม่กินข้าวเย็น แต่ทำไมจึงมานั่งร่วมโต๊ะคอยคะยั้นคะยอให้คนนั้นกินคนนี้กิน...อะไรที่อาคุณเจ๊แนะนำบ่อย ๆแสดงว่า ‘กับข้าว’ ชนิดนั้นกำลังเป็นที่อยากกินของตัวเองล่ะ...
เวลาอารมณ์ดี ๆ คุณนายทมก็ไขความจริงให้ไอ้พวกทโมนฟัง...
“ที่มานั่งมองพวกแกกินก็เพราะต้องการทดสอบจิตใจตัวเอง...”
วิธีการของคุณเจ๊มารดาไอ้ยอดแผลง ๆ อย่างนี้แหละครับ แทนที่จะระงับความอยากด้วยการเดินหนี แต่ดันฝ่านั่งเผชิญหน้ามัน
“มันอยากอะไร ชอบกินอะไรก็สั่งมาให้พวกแกกิน ฉันก็นั่งดู...ดูไอ้ตัวอยากมันเต้นโผงผางในใจซะบ้าง...แล้วก็สมน้ำหน้ากับมัน...”
“ตูละกุ้ม...” ตุ๊เด่นอุบอิบ...เพราะมันแอบกระซิบทีหลัง... “กินไม่ค่อยอร่อย...”
“ทำไมวะ?” เราจำต้องเอ่ยถามมัน ซึ่งเจ้าตัวท้ายพูดจามีเหตุผล...
“โด่...เฮีย...แม่เล่นนั่งมองเรากินอย่างนั้น ใครจะไปกินลง...ขืนอร่อยกินมากก็เกรงใจ! ”
“จริงว่ะ...” มหาแหมวที่เป็นเฮียบ้าง ป๋าบ้าง (ห้ามเรียกเฮียเติมไม้โท) ต้องยอมรับความคิดของอีตุ๊เด่น เพราะเราเองก็รู้สึกฝืดคอเหมือนกันเวลาคุณนายมานั่งตาแป๋วมองเรา ‘เจี๊ยะ’ อยู่ฝ่ายเดียว
สมัยยังสาวเจ๊ทมของเราก็ใช่ย่อย บุรงบุหรี่...สุราฮะกึ้น เจ๊เล่นมาหมดแหละ ระยะหลังมาถือศีลก็เลยงดเด็ดขาด...
“สมัยก่อนฉันชอบ VAT 69...” คุณนายบอกชื่อสุราที่ตนโปรดปราน “รสชาติมันนุ่มคอดี...”
แถมหนับหนุนให้มหาแหมวลองซะอีก... “แกลองดูสิ...” พูดไม่พูดเปล่าแถมซื้อมาฝากอีกต่างหาก มันแปลกอีตรงนี้แหละท่านผู้ชม...
...เพราะตัวเองไม่กิน แต่ซื้อมาฝากคนอื่น...
“แม่เองโคตรเจ๋งเลยว่ะ!” หมู่สหายของไอ้ยอดยกหัวแม่โป้งแถมนิ้วก้อยให้อีกนิ้ว “ซื้อเหล้าชั้นดีมาให้ลูกเจี๊ยะ...”
...ไอ้ลูกยอดงิปลื้มจนตะหมูกบานเป็น ‘งัว’ มันก็น่าจะให้มันปลื้มหรอก...เพราะตั้งแต่เกิดมา มหาแหมวก็ยังไม่เคยเห็น แม่คนไหนบ้านไหน หอบเหล้านอกมาฝากลูกตัวเอง...ไอ้ที่เห็นก็บ้านนี้แหละ...
“อยากกินก็กินในบ้าน...” อาเจ๊สั่งคำกับไอ้สามหนังเวลามันบรรลุนิติภาวะ... “แม่จะได้ไม่ต้องห่วงว่าแกจะขับรถเรือไปไหนเป็นอันตรายหรือเปล่า...”
กับอีกอย่างหนึ่งที่คุณนายลงทุนซื้อเหล้าดี ๆ มาฝากก็ด้วยเหตุผลสำคัญ..
“เหล้าดี ๆ กินแล้วไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ...”
จึงไม่แปลกว่าทำไมไอ้สามตัว จึงน้อยครั้งจะออกไปไหน ๆ ตอนกลางค่ำกลางคืน...น้อยครั้งจะเห็นยอด...แก้ว หรือเด่น ขออนุญาตไปเที่ยวเตร่ตามแหล่งบันเทิงกลางคืน
“บ้านเราดีอย่าง...” เจ้าตัวโย่งอย่างไอ้ยอดยังต้องยอมรับ... “แม่ไม่เคยไร้เหตุผลกับพวกเรา...ไม่เคยปกปิดห้ามปรามแต่จะสอนให้เรารู้จักของมึนเมาขณะที่อยู่ในสายตาแม่...”
ซึ่งจริงอย่างที่เจ้ายอดรู้...เพราะคุณนายเคยพูดกับมหาแหมว...
“ยังไง ๆ มันก็ต้องลิ้มลองรสเหล้าอยู่ดี...ทำไมเราไม่หามาให้เสียเอง...ลูกจะได้ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำความผิด อะไรที่เคยทำเคยลิ้มลองแล้วก็ไม่ใช่ของแปลกสำหรับลูกอีกต่อไป...”
แม้แต่บุหรี่...เวลาที่คุณนายเดินทางไปต่างประเทศ ขากลับผ่านสินค้าปลอดภาษี ยังแวะซื้อบุหรี่มาเป็น ห่อ ๆ ฝากลูกชาย
...ไอ้ยอดดูดบ้างแจกเพื่อนบ้าง ตั้งแต่อยู่มหา’ลัยปีแรก
แต่น่าแปลกทุกวันนี้ ยอดไม่ติดบุหรี่...หรือกระทั่งเหล้า ส่วน...อีแก้วปากแย้ กับอีตุ๊เด่นไม่ต้องพูดถึง...
...น้อยครั้งจะแตะต้องของพวกนี้!
นอกเสียจาก ‘ขนม’ มันสองคนฟาดดะ...
คุณนายบางครั้งก็เคยพูดกับมหาแหมวด้วยความภาคภูมิใจในพวกทโมนทั้งสามของตัวเอง...
“ในชีวิตแม่หนูอี๊ดมีอะไร ๆ หลายอย่างที่ไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ดีที่สุดคือลูก...เพราะลูกไม่เคยทำให้แม่หนูอี๊ดผิดหวังหรือเสียใจ...”
“ผิดกับแม้ว...” เราแสร้างทำหน้าเศร้า
“ผิดยังไง?” อาเจ๊ติดเบ็ดที่เราวางล่อไว้
“อะไร ๆ ในชีวิตดีหมดยกเว้นลูก!” เราเน้นคำ ขณะที่คุณนายทำตาพอง...
“นังลำพูมันไม่ดีตรงไหน? ”
เราหัวเราะตอบ... “มันอ้วนน่ะเจ๊!”
“มันเกี่ยวอะไรว่ะ?” เจ๊ทมของไอ้ยอดค้อนควัก ซึ่งมหาหยั่งเราตอบหน้าตาย...
“เวลาเดินไปไหนกะมัน เหมือนเลขศูนย์สองตัว...”
“แล้วฉันล่ะ?...”
“เป็นไงเจ๊?” เราเผลอเอ่ยถาม เลยโดนคุณนายเล่นมุข...
“ฉันเดินกะไอ้ยอดเหมือนเลขสิบเลยว่ะ! ”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com