การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 4 (ตอนที่ 6) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
14 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#127]

จดหมายฉบับที่ 4 (ตอนที่ 6)

          จากมหาวิทยาลัยนาลันทามาถึงวัดเวฬุวัน หรือวัดเวฬุวนารามใช้เวลาไม่กี่นาที วัดเวฬุวันในปัจจุบันที่เห็นไม่เหลือซากสภาพก่อสร้างให้เห็นว่าในอดีตนั้นเป็นอย่างไรบ้าง นอกจากมีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ในอาณาบริเวณที่ล้อมรั้ว กับมีรูปปั้นของพระพุทธเจ้ายืนประทับอยู่ในซุ้มสีขาวคล้ายศาลพระพรหมบ้านเราตรงลานหญ้าเท่านั้น...

          สระน้ำขนาดใหญ่ที่เห็นในวัดเวฬุวันนั้น มีประวัติความเป็นมาที่สำคัญไม่น้อย สมัยพุทธกาลเรียกว่า ‘ตะโปธาร’ หรือ ตะโปนที เป็นธารน้ำเล็ก ๆ ที่เป็นน้ำแร่อุ่นอยู่ตลอดเวลา ธารน้ำหรือบ่อน้ำนี้อยู่ติดวัดเวฬุวัน นอกเขตวังหลวงของกรุงราชคฤห์ และเคยเป็นที่สรงน้ำของพระเจ้าพิมพิสาร ภายหลังเมื่อได้ยกสวนไผ่แห่งนี้ถวายแด่พระพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใสแล้ว พระพุทธองค์และเหล่าภิกษุทั้งหลายก็ได้ใช้บ่อน้ำแห่งนี้เป็นที่สระสรงสนานพระวรกายตลอดมา...

          ...ชนชาวพุทธทั้งหลายจึงถือว่าบ่อน้ำหรือสระน้ำแห่งนี้ เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์มาตราบเท่าทุกวันนี้!

          ประวัติของวัดเวฬุวันนี้ กำเนิดขึ้นหลังจากพระเจ้าพิมพิสารได้ทูลขอคำสัญญาจากพระพุทธเจ้าครั้งที่ยังทรงเป็นพระบรมโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ธรรมไว้ว่า กาลใดที่พระองค์ทรงค้นพบธรรม...ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้โปรดเสด็จกลับมาแสดงธรรมโปรดพระองค์ด้วย

          ...ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงปฏิบัติตามสัญญานั้นทุกประการ!

          และหลังจากพระเจ้าพิมพิสารสดับพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงให้ฟัง ณ ป่าลัฏฐิวัน นอกเมืองราชคฤห์แล้ว ทรงมีดวงตาเห็นธรรม บรรลุภูมิจิตเป็นพระโสดาบันทันที ด้วยความเคารพศรัทธาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างหาที่สุดมิได้...และอยากให้ผู้เป็นพระอาจารย์ ได้อยู่ใกล้เพื่อจะได้รับใช้อย่างใกล้ชิด...พระเจ้าพิมพิสารจึงยกกรประนม ประกาศต่อหน้าพระสงฆ์ซึ่งมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน น้อมถวายสวน ‘เวฬุวัน’ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระนคร ให้เป็นที่ประทับของพระบรมศาสดา และเหล่าสาวกตลอดไป

          นับจากกาลบัดนั้น สวนเวฬุวัน หรือสวนไผ่ของพระเจ้าพิมพิสาร จึงกลายเป็นวัดเวฬุวันมหาวิหาร เป็นศูนย์รวมทางพุทธศาสนาและความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการคือ

          หนึ่ง...เป็นวัดพระพุทธศาสนาแห่งแรกในโลก

          สอง เป็นศูนย์ประกาศพระพุทธศาสนาแห่งแรกในโลก

          สาม เป็นวัดที่มีพระอรหันตเจ้าอุปสมบท ณ ที่นี้มากที่สุด...อาทิเช่น พระมหากัสสป พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ ฯลฯ

          สี่...เป็นสถานที่พระอรหันตเจ้าจำนวน 1,250 รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย เพื่อฟังโอวาทปาฏิโมกข์ของพระพุทธเจ้าในวัน ‘มาฆบูชา’ เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของโลก หลังพระองค์ทรงตรัสรู้ได้เก้าเดือน

          ห้า...เป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงบรรลุธรรมองค์แรกถวายพระพุทธเจ้า...

          หลังจากเดินชมความร่มรื่นของสถานที่ชั่วระยะหนึ่ง และฟังคำบรรยายความเป็นมาจากท่านมหาไพรัชแล้ว เหล่าญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมคณะก็มาประชุมกันตรงสนามหญ้ารายล้อมรูปสมมุติของพระผู้มีพระภาค ซึ่งสถิตอยู่ตรงจุดที่เชื่อว่า ครั้งนั้นในสมัยพุทธกาลเคยเป็นที่แสดงโอวาทธรรมปาฏิโมกข์แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก...

          ...เพื่อสวดมนต์ทำวัตรเย็นถวายพระพุทธเจ้า!

          เช่นเคยกับการนำสวดมนต์จากหลวงพ่อพระครูสิริปุญญาธร แห่งวัดตูม จังหวัดอยุธยา ด้วยบทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย และที่ขาดไม่ได้คือบทพาหุงทั้งแปดห้อง...!

          ...จากนั้นจึงเป็นการเดินประทักษิณแสดงความเคารพต่อ พระพุทธ...พระธรรม...พระสงฆ์

          ปิดท้ายด้วยการเจริญสมาธิภาวนา...

          อีกครั้งกับความรู้สึก ‘ปิติ’ ซ่านอยู่ในจิตของพวกเราทุกคน...ปิติกับโอกาสหนึ่งในชีวิตที่ได้มาสวดมนต์ปฏิบัติภาวนาในวัดแห่งแรกของพุทธศาสนา...ได้มานั่งบำเพ็ญธรรมในสถานที่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ครั้งแรกของพระบรมศาสดา

          “ไม่เสียแรง...ได้เกิดเป็นชาวพุทธ...” เราบอกกับตัวเองอย่างนั้นจริง ๆ นับวันเวลาที่ผ่านมา แม้จะเป็นชาวพุทธด้วยศรัทธา แต่ไม่เคยมีครั้งใด ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจกับความเป็นชาวพุทธของตนเท่าวันนี้ ที่มีโอกาสได้มาสัมผัสสถานที่จริง ๆ ซึ่งครั้งหนึ่ง...

          ...สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยประทับรอยบาทไว้ ณ ที่แห่งนี้...

          ถึงตรงนี้บอกตรง ๆ ถ้ามีอำนาจ ฤา...ฤทธิเดชอันใดสามารถกำหนดได้...มหาแหมวอยากเหลือเกิน...อยากให้ชาวพุทธทั้งปวงได้มีโอกาสได้มาเยือนอินเดีย ได้มากราบนมัสการรอยพระบาทแห่งองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าสักครั้ง แล้วท่านทั้งหลายจะรู้...

          ว่า...พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ แห่งพระพุทธเจ้าเป็นฉันใด?

          มาอินเดียหนนี้...เป็นครั้งแรกในชีวิต ทั้งคุณนายกับมหาแหมว ยกเว้นลุงเชียรคนเดียวที่มาหนสอง...แต่เป็นในลักษณะมาเที่ยว ไม่ได้มาไหว้พระอย่างวันนี้...

          วันวานที่ผ่านมา...ทั้งมหาแหมวและคุณนายทม ถ้าใครพูดถึงอินเดียเราจะทำหน้าเบ้...

          ‘...ขืนไปตูตายแน่!’

          เพราะภาพพจน์กิติศัพท์ ความโหดหิน ความสกปรก อะไรต่อมิอะไรถูกกล่าวขานซะจนเราสองคนไม่เคยคิดที่จะมาเยือนอินเดีย...จนกระทั่งเราได้พบท่านพระครูสิริปุญญาธร เจ้าอาวาสวัดตูมที่อยุธยา...

          “หลวงพ่อจะไปอินเดีย...” ท่านปรารภอย่างนี้กับเราหลายครั้งหลายหนจนเราแปลกใจว่าท่านทำไมไปอินเดียบ่อย หากเราไม่เคยคิดติดตามท่านแม้แต่ครั้งเดียวนอกเสียจาก ถวายปัจจัยส่วนตนสำหรับค่าใช้จ่ายให้ครูบาอาจารย์บ้าง...

          “อยากให้โยมพี่วิมล กับแม้วได้ไปกราบไหว้สังเวชนียสถานบ้าน...” ครั้งสุดท้ายหลวงพ่อเอ่ยคำคล้ายชักชวน หลังจากที่เดินทางไปอินเดียมาแปดครั้งและครั้งนี้จะเป็นครั้งที่เก้าตามที่ท่านอธิษฐานจิตเอาไว้...

          “ไปเหอะแม้ว...” คุณเจ๊ทมของไอ้สามหนังชักชวนคู่หู...ไหนเลยเราจะขัดใจ...

          ...อย่างน้อยชาติหนึ่ง ครั้งหนึ่ง...

          ยังมีโอกาสได้ไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานก็ไม่เลว...

          โดยเฉพาะได้มีโอกาสติดตามครูบาอาจารย์ไปก็ถือว่าเป็นบุญ


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com