
จดหมายฉบับที่ 7 (ตอนที่ 1)
นมัสเต...ครับท่านทั้งหลาย
อีกเช้าในแผ่นดินชมพูทวีป...เช้าที่รู้สึกหนาวเย็นที่สุดตั้งแต่ก้าวลงสู่บ้านเมืองนี้...หลายคนในคณะบ่นกันงึมงำ...
... “หนาวบรรลัยจักร...” โดยเฉพาะคนยืนรอคิวเข้าห้องน้ำที่ทำท่าแหยงกับภารกิจที่จะต้องทำในไม่กี่นาทีข้างหน้า ยิ่งมองเห็นคนเพิ่งก้าวออกมาจากห้องน้ำด้วยอาการสั่นงั่ก ๆ ด้วยแล้ว หัวใจทำท่าจะถอดสีหน้าเอาดื้อ ๆ...
“ตูยิ่งแก่ ๆ อยู่...” ไอ้หนูของคุณยายไข่มุกบ่นงึมงำ...ทำท่าจะหมดลาย ‘ตะหานเรือเก่า’ ซะอย่างนั้นแหละ...
“ก็ไหนบอกว่ายังฟิตเปรี๊ยะเตะปี๊บดังอยู่ไง?” เราหัวเราะขัน...แต่คนเดือดร้อนแทนกลับกลายเป็นคุณนายทม...
“เออ...เอ็งไม่รู้จักแก่มั่งแล้วไป...!” คนพูดเองก็ยืนสั่นงั่กรอคิวเดี่ยวกับเขาเหมือนกัน...ก็ลองหลับตา นึกดูเอาเถอะครับ...เช้ามืดตีสี่ตีห้า ลุกขึ้นมาอาบน้ำตอนหน้าหนาวกับห้องน้ำแยกส่วนแบบต้องเดินจากห้องพัก ผ่านที่โล่ง ๆ ไปหลายสิบเมตรน่ะ มันจะทารุณขนาดไหน...
อาบน้ำชำระร่างกายเสร็จสรรพ ก็หากาแฟบำรุงกระเพาะคนละถ้วย แล้วขึ้นรถไปยังวิหารกับสถูปอันเป็นสถานที่ปรินิพพานของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า...ซึ่งความจริงตามหมายกำหนด เราควรจะได้เข้าไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งนั้น ตั้งแต่เมื่อวาน หากเพราะความล่าช้าจากการเดินทาง ทำให้ต้องเลื่อนมาเป็นวันนี้แทน
คณะของเราเข้าประตูรั้วสาลวโนทยานเข้าไปข้างในแทบจะเป็นคณะแรก หากเพราะบรรยากาศกับสถานที่เหมาะต่อการถ่ายรูป...จึงทำให้ชาวคณะมัวแต่ผลัดกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึก...จนเสียเวลาไปไม่น้อย...
“แม้วถ่ายรูปให้ลุงที...” ลุงเชียรส่งกล้องออโตเมติกของตัวเองให้มหาแหมว...แถมตบท้าย... “ถ่ายให้สวย ๆ ชัด ๆ นะ...”
ทุกทีไอ้หนู (วัยชรา) ของคุณยายไข่มุกไม่เคยย้ำคำอย่างนั้น...แต่ครั้งนี้ย้ำกับเราสองสามหน ทำให้เราอดย้อนถามไม่ได้...
“จะติดกรอบไว้โชว์หรือไงครับ? ”
“ก็ทำนองนั้นแหละ...” พี่ชายคุณนายทมอุบอิบ... “แต่จะอัดเอาไว้ใช้ตั้งตอนงานศพว่ะ...!”
คนตระกูลนี้เขามีอะไรเด็ด ๆ อย่างนี้เรื่อยแหละครับ...เอะอะคิดถึงแต่เรื่องตายทั้งนั้น...มาอินเดียหนนี้...อดีตทหารเรืออย่างลุงเชียรวาดหวังอย่างแรงกล้าที่จะได้รูปเต๊ะท่าหน้าปรินิพพานสถูปแบบชัด ๆ ไปวางหน้าโลงศพวันตายของตัวเอง...มหาแหมวก็เลยต้องใช้กล้องของตัวเองช่วยกดไปหลายแช้ะ...ด้วยเหตุผลที่ว่ากล้องออโตเมติกอย่างที่พวกเราเรียกว่ากล้องปัญญาอ่อนนั้น...กับการใช้งานเพื่อนำมาขยายเป็นรูปขนาดใหญ่จะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร...
พูดถึงลุงเชียรกับคุณนายทม...ทำให้อด ‘นิน’ ขึ้นมาไม่ได้...ในขบวนพี่น้องสามศรี...ยังมีคุณนายต้อยซึ่งเป็นน้องนุชสุดท้องอีกคน...แต่ที่สนิทกันแบบคอหอยกะลูกกระเดือกต้องเป็น...นาวาเอกวิเชียรกับนางวิมล...เพราะมีนิสัยคล้าย ๆ กัน ตรงที่มีชีวิตเรียบง่าย...แต่คุณนายต้อยหรืออาเจ๊วิไลนั้นเป็นประเภทสาวสังคมที่สวยตลอดศก แม้ขณะนี้จะมีอายุเป็นสาวน้อยแก่มาก ร่วม ๆ หกสิบในสองสามปีนี้แล้ว...
ลุงเชียรกับคุณนายทมมักจะได้พบปะกันก็ช่วงวันหยุด...ถ้าวันไหนลุงมาเยี่ยมเยียนทุกคนในบ้านจะรู้ทันทีว่า...
...อาหารมื้อเที่ยงต้องเป็น ‘ตือฮวน’ เจ้าเก่าแถวลาดพร้าว...
เจ้าประจำ...ร้านโปรดของลุงเค้าล่ะ...
ใหม่ ๆ ก็อร่อยดี...แต่พอได้รับคำชมเข้าครั้งสองครั้ง...เท่าที่เห็นมาของฝากของลุงเชียรสี่ปีแล้วที่ไม่เคยเปลี่ยน...
“หน้าแม่หนูอี๊ดจะเป็นตือฮวนอยู่แล้ว...” คุณนายทมที่เป็นมนุษย์ชอบบริโภคไส้หมูแห่งยุค ยังส่ายพักตร์...อีตุ๊เด่นซึ่งได้รับฉายาแผนกกำจัดของเหลือประจำบ้าน ยังอดมิได้ที่จะต้องเอ่ยมธุรสวาจา...
“วันหลังถ้าไม่จำเป็น ขอความกรุณาอย่าเอ่ยชม...เพราะขืนชม...จะขมขื่นตื้นตันข้ามศตวรรษ! ”
ในอดีตถ้าพี่น้องสองศรีคู่นี้ปะหน้ากัน เรื่องที่คุยมักไม่พ้น ‘การเมืองเรื่องยุ่ง ๆ’ หรือไม่ก็ปัญหาเศรษฐกิจพิษสงตลาดหุ้น...แต่มาระยะหลัง...นายตะหานเรือรุ่นปลดประจำการมามาดใหม่คุยเฟื่องเรื่องธรรมะ...
บ๊ะ! เรื่องนี้คุณนายเจ๊ทมของไอ้ยอดก็ไม่ธรรมดา...ก็เลยเป็นปี่เป็นขลุ่ยกันไปอีกเรื่อง...
ถ้าวันไหนเกิดว่าง มหาแหมว...หรือบางครั้งก็กลายเป็นสะแหมว (แต่หมีแหมวกะสมีแหมวไม่เอา) นั่งแจมด้วย...ที่น่าประหลาดก็คือ...
...เราสามคนพูดถึงธรรมะในแบบเดียวกัน!
...นั่นคือ...การพูดถึงธรรมะในเชิงวิทยาศาสตร์...
ทั้งคุณนายทมและมหาแหมวเพิ่งรู้ความจริง...ลุงเชียรมีความรู้ด้านธรรมะในเชิงวิทยาศาสตร์แบบฟิสิกส์ท่วมตัว...ขนาดเราสองคนซึ่งเคยไปพูดที่ธรรมศาสตร์ในหัวข้อวิญญาณกับวิทยาศาสตร์สองรอบแปดชั่วโมง กับเป็นวิทยากรพิเศษให้กับกระทรวงสาธารณสุขในช่วงนายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ เป็นรองปลัดกระทรวงฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้มานาน ยังต้องอ้าปากหวอไปตาม ๆ กัน...
...เรียกว่า...เหนือฟ้ายังมีขี้เมฆแหละ!
ความได้เปรียบของลุงเชียรคือ ‘ภาษาปะกิต’ ที่ทั้งอ่านออกเขียนได้ แต่เราประเภทอ่านได้แปลไม่ออก...ด้วยประการนี้สรรพตำราภาษาอังกฤษด้านจิตศาสตร์ วิญญาณศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของชาติตะวันตกจึงบรรจุเต็มสมองลุงเชียร กอปรกับยังได้ไปเรียน ‘อภิธรรม’ จากวัดมหาธาตุเข้าไปอีก...
...ไอ้ฟามรู้เท่าหางอึ่งอย่างเราจะไปเหลืออะไร?
“ถ้าพวกที่เคยเชิญเราไปพูดรู้เข้า ลุงซวยแน่...” มารดาของไอ้พวกสามหนังพูดแบบมั่นใจ... “เดินทางตายตอนแก่...”
“ชัวร์...!” เรายืนยัน... “ลุงมีหวังถูกเชิญเดินสายพูด...”
ฉะนี้...จึงขอประกาศตรงนี้เลยนะครับ...คุณทมกับคุณภู (เตศวร) ขอปลดประจำการ ถ้าใครหรือสถาบันไหนอยากได้วิทยากรบรรยายธรรมะเชิงวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบ กรุณาติดต่อ... ‘ลุงเชียร’ แทนนะขอรับกระผม...
เสียเวลาไป (ตามประสาไทยแท้) พอสมควรกับการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ทำให้กว่าที่จะเข้าไปในปรินิพพานวิหาร ก็มีคณะพระสงฆ์จากศรีลังกาเข้าไปก่อนหน้าแล้ว เมื่อบวกกับชาวเราอีกสามสิบกว่าชีวิต วิหารขนาดเล็กจึงอัดแน่นไปด้วยผู้คน...
ตรงกลางวิหารมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่...พระพักตร์แห่งองค์พระปฏิมากรพริ้มหลับพระเนตร ตรงหน้ามีเค้าสงบนิ่ง บ่งบอกถึงลักษณาการแห่งมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แม้กำลังอยู่ในกาลดับขันธ์เสด็จปรินิพพาน พระองค์ยังทรงสงบนิ่งประหนึ่งกำลังทรงฌานสมาบัติ...
เราทั้งหลายพร้อมใจกันจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย...และสวดมนต์สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า...พระธรรมเจ้า...พระสังฆเจ้า ร่วมกันก่อนเดินประทักษิณสามรอบ...
เป็นครั้งแรกนับจากการมาเยือนอินเดีย...ที่เรามีความรู้สึก ‘เศร้าสร้อย’ ในจิต...อาจเป็นเพราะ...พลังงานทางจิตของสาธุชนผู้มีความรัก ความศรัทธาในสมเด็จพระบรมศาสดาในอดีตกาลครั้งนั้นซึ่ง...มีความอาลัยรัก...ความโศกาอาดูรปริเวทนาอย่างแรงกล้ายังมิได้จางหายไป...
...และกระแสพลังนั้นยังอวลอยู่ ณ ที่แห่งนั้นจนเราสัมผัสได้...
หลายคนในคณะที่น้ำตาซึม...หากยากจะบรรยายได้ว่า...เป็นน้ำตาแห่งความรู้สึกใด...มิอาจกล่าวว่าเสียใจหรือปีติได้เต็มปาก...
แต่กับตัวเรานั้น เป็นความรู้สึกซาบซึ้ง...ในพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า แม้พระองค์เสด็จสู่ปรินิพพานนานกว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว...หากยังทรงทิ้งสถานที่ ทิ้งภาพความจริงเอาไว้ให้พุทธบริษัทของพระองค์ได้มากราบนมัสการ...ได้มาเห็นสังเวชธรรมนี้เอาไว้สอนใจตน...
...ไม่มีใคร...พ้นความตาย...
ไม่มีผู้ใด ‘รู้’ ว่าความตาย จักมาเยือนเมื่อไหร่...
ฉะนั้น...อย่าได้ประมาทในประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน...
อ้อ...เกือบลืมไปเพราะสมัยยังเด็ก เคยเรียนวิชาศีลธรรมมา ซึ่งในวิชาศีลธรรมจะมีพุทธประวัติอยู่ด้วย จำได้ว่าตอนนั้นในตำรากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ปรินิพพานระหว่างต้นรังคู่...ก็เลยกราบนมัสการถามท่านมหาไพรัช จึงได้คำตอบว่า...ความจริงเป็นต้นสาละ...แต่ต้นสาละกับต้นรังเป็นพืชตระกูลเดียวกัน...ต้นสาละเป็นต้นไม้ที่ค่อนข้างปลูกยาก แม้แต่ที่อินเดียเองก็ขึ้นเป็นที่เท่านั้น...ต้นสาละเวลาออกดอกจะมีกลิ่นหอม...ช่วงผลิดอกจะอยู่ในระหว่างเดือนหก...
ส่วนวิหาร...ปรินิพพานสถูปกับพระพุทธรูปปางปรินิพพาน หรือที่บ้านเราเรียกว่าปางไสยาสน์ที่เรากล่าวถึง เป็นสถานสำคัญที่สร้างขึ้นสมัยคุปตะ
อีกเรื่องที่อยากจะฝากไว้ให้เป็นความรู้ ทำนองรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามก็คือ สาลวโนทยานมีชื่อในท้องถิ่นว่า ‘มาถาทุนวะระทาโกฎ’ ซึ่งแปลว่า ‘ตำบลเจ้าชายสิ้นพระชนม์’
ออกจากวิหารปรินิพพาน เราเดินชมสถานที่รอบ ๆ อีกเล็กน้อยก็ต้องรีบกลับวัดไทยกุสินาราอีกครั้ง เพราะยังมีภารกิจที่ต้องทำ หนึ่งคือ อาหารเช้า...สองคือ ถวายผ้าป่าตามธรรมเนียมปฏิบัติ ในการมาเยือนแดนดินถิ่นพระครั้งนี้..สามคือ...ทางวัดกุสินาราได้นิมนต์หลวงปู่เมี้ยน, หลวงพ่อหมื่นอุดม, พระอาจารย์อิฏฏ์ ให้ปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึกในการมาเยือนครั้งนี้ด้วย...
กว่าพิธีการดังกล่าวจะเสร็จสิ้น และทยอยขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศเนปาล เพื่อไปนมัสการสถานที่ประสูติ อันเป็นสังเวชนียสถานแห่งสุดท้ายได้ ก็เป็นเวลาสายมากแล้ว...ซึ่งความจริงตามหมายกำหนดการเดิมต้องออกเดินทางแต่เช้า...
ด้วยเวลาที่ไม่อำนวยนัก ท่านมหาไพรัชซึ่งไม่อาจอธิบายอะไรเกี่ยวกับสถานที่ปรินิพพานให้เราฟังในช่วงเช้าได้มากมาย จึงใช้เวลาเดินทางบนรถให้ความรู้กับชาวคณะเพิ่มเติม...
ท่านกล่าวว่า ความจริงแล้วจุดที่พระบรมศาสดาดับขันธ์ปรินิพพานก็คือจุดที่สร้างพระสถูปครอบเอาไว้ และโคนต้นสาละในครั้งนั้นก็ยังอยู่ในสถูป...
พระปรินิพพานสถูปถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แล้วก็ทรุดโทรมมาเรื่อย ๆ จนถึงปี พ.ศ. 2469 มีชาวพม่าชื่อ อูโปเมียว มาทำการซ่อมแซม...และภายหลังในปีพ.ศ. 2477 ได้มีการปิดทองทั้งองค์...
พระสถูปเป็นศิลปะยุคพระเจ้าอโศกทรงบาตรคว่ำ บนยอดสุดมีฉัตรสามชั้น...บริเวณรอบ ๆ วิหารและปรินิพพานสถูปมีอาณาเขตบริเวณกว้างขวาง ยังเหลือซากกุฏิวิหารจำนวนมากให้เห็น...ซึ่งสันนิษฐานว่า...ครั้งหนึ่งเคยมีพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนามาสร้างเป็นวัด เป็นสถานที่บำเพ็ญธรรมมาก่อน...

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com