
เมื่อเริ่มฟื้นฟูพระศาสนาขึ้นมาใหม่ พระเจ้าเกียรติศิริราชสิงหะแห่งกรุงลังกา จึงส่งราชทูตมาขอพระสงฆ์ไทยไปลังกา เพื่อบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวลังกาทั้งหลาย เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๒๙๕ ในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา
พระธรรมทูตของไทยนั้น มีพระอุบาลีและพระอริยมุนีเป็นหัวหน้า (ซึ่งจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดทีหลัง)
‘วัดกัลยาณี’ ตั้งอยู่ริมฝั่งด้านซ้ายของแม่น้ำกัลยาณี หรือเกลาณี แต่ในปัจจุบันเรียกว่า ‘เกลาณียะ’ วัดนี้เป็นวัดที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในลังกาและมีประวัติความเป็นมายาวนาน วัดกัลยาณีเป็นวัดที่มีเนื้อที่กว้างขวาง มีต้นมหาโพธิ์อยู่กลางลาน และที่น่าชมมากก็คือโบสถ์ใหญ่ที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับประวัติพุทธศาสนาในลังกา อย่างเช่น...
๑.ภาพของพระนางสังฆมิตตาเถรี ที่เดินทางนำกิ่งมหาโพธิ์มาลังกาโดยทางเรือ โดยมีพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ทรงลุยน้ำลงไปรับ
๒.ภาพพระทันตกุมารและพระนางเหมาลา นำพระเขี้ยวแก้วเดินทางหนีภัยจากอินเดียมาลังกา
๓.ภาพพระเจ้าเกียรติศิริราชสิงหะ ทรงแต่งตั้งพระสรณังกรเป็นสมเด็จพระสังฆราชลังกา ฯลฯ
นอกจากนั้นวัดกัลยาณียังมีภาพปั้นรูปสลักที่งดงามอย่างยิ่ง เป็นศิลปะแบบลังกาดั้งเดิมที่มิอาจไปหาชมที่ไหนได้อีก
สิ่งสำคัญที่สุดในวัดดูเหมือนจะเป็นเจดีย์สีขาวองค์ใหญ่ด้านหลังโบสถ์ เป็นเจดีย์บรรจุบัลลังก์ที่ประทับของพระพุทธเจ้า เป็นรูปบาตรคว่ำแบบเจดีย์สาญจิที่ถือว่าเป็นเจดีย์ยุคต้น ๆ ในอินเดีย
ตามประวัติหรือตำนานเก่าแก่ชาวลังกาเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จลังกาสามครั้ง โดยครั้งแรกเสด็จไปยังมหิยังคณเจดีย์ ครั้งที่สองเสด็จไปยังนาคทวีปอันเป็นเกาะเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของลังกา และครั้งสุดท้ายเสด็จไปยังกัลยาณีบุรี คือบริเวณที่เป็นวัดกัลยาณีนี้เอง
ในตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จลังกาครั้งแรกเมื่อตรัสรู้ได้ ๙ เดือน เสด็จครั้งที่สองยังนาคทวีปในปีที่ห้า เพื่อห้ามทัพกษัตริย์ ๒ องค์ คือ พระมโหทรกับพระจุโลธร ที่กำลังแย่งบัลลังก์เพชรกันอยู่ ส่วนครั้งสุดท้ายเสด็จมาลังกาหลังตรัสรู้ได้ ๘ ปี เพื่อโปรดพระเจ้ามณีอัคคิกะ ผู้ครองเมืองศรีกัลยาณีบุรี และเชื่อกันว่าเมื่อคราวพระองค์แสดงธรรมแก่พระเจ้ามณีอัคคิกะ ทรงประทับนั่งบนราชอาสน์
และวัดกัลยาณีนี่แหละเป็นที่บรรจุพุทธอาสน์ดังกล่าว
วัดกัลยาณียังมีความสำคัญอีกอย่างสำหรับลังกาก็คือเมื่อใดก็ตาม มีการเลือกตั้งคณะรัฐบาลเข้าบริหารประเทศแล้ว ทั้งผู้นำและผู้ร่วมคณะรัฐบาลต้องมาทำพิธีปฏิญาณตัวที่นี่
ซึ่งก็แปลกดี...ที่การเมืองของลังกาต้องพึ่งพาวัดเป็นที่สาบานตนของคนบริหารประเทศ
วันที่เราไปเยี่ยมชมวัดเป็นวันธรรมสวนะ เราจึงเห็นชาวศรีลังกาซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้หญิง ต่างนุ่งขาวห่มขาวไปถือศีลในวัดต่างอาศัยศาลาเป็นที่นอนที่ปฏิบัติธรรม หากหลายคนก็ปูผ้านั่งสวดมนต์กันรอบ ๆ ต้นโพธิ์
สิ่งที่เรารู้สึกแปลกตาก็คือ บางรายจะก้มกราบพระหรือกราบแบบบ้านเรา มีบางคนก้มเอาหน้าผากแตะพื้นนานเป็นชั่วโมงก็มี
เรียกว่า กราบอย่างมีศรัทธาอย่างแรงกล้าจริง ๆ !
มาที่นี่ยังได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยได้เห็นจากที่ไหนมาก่อนก็คือ ‘ภิกษุณี’ เพราะที่ลังกายังคงเปิดกว้างให้กับผู้หญิงสามารถบวชเป็นพระได้ ไม่เหมือนประเทศเราที่ไม่อนุญาตให้สตรีเพศครองผ้าเหลือง นอกจากบวชเป็นชีเท่านั้น...
ถ้าจะเทียบความเคารพศรัทธาระหว่างคนศรีลังกากับคนไทยในข้อวัตรปฏิบัติตนต่อศาสนา ต่อวัดวาอารามแล้วละก็ สิ่งที่แสดงออกต่อสายตาผู้คน พวกเราแพ้เขาหลุดลุ่ย ขนาดในลานวัดที่มีแต่ทรายยังใส่รองเท้าเดินไม่ได้เลย เรียกว่าพอผ่านประตูวัดเข้ามาก็ต้องแบบฟู้ดกันแล้ว...เพราะคนที่นี่ถือเขตพุทธสถานทั้งหมดเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องให้ความเคารพสูงสุดในทุกอณูแผ่นดิน
ที่นี่ในโบสถ์หลังใหญ่ที่มีรูปสลักสวยมีภาพจิตรกรรมวิจิตรตระการตาต่อหน้าพระประธานที่มีกระจกล้อมรอบ หลวงพ่อพระสุทาวุธวิสิฐ ได้นำชาวคณะสวดมนต์ถวายพรพระกันตรงนั้น เวลาพวกเราสวดมนต์กัน ทั้งพระและฆราวาสของศรีลังกาพอได้ยินเสียงสวดมนต์ของเราก็จะนั่งลงพนมมือทันทีโดยไม่ต้องมีใครบอก...
ออกจากโบสถ์ทั้งคุณพนิดาและคุณทมยันตีต่างพากันตักน้ำมารดต้นศรีมหาโพธิ์ซึ่งแยกจากต้นที่เป็นกิ่งซึ่งพระนางสังฆมิตตาเถรีนำมาจากอินเดียอีกที และปลูกอยู่ตรงกลางลานวัดกัลยาณีนั้น...
แม้แต่ต้นโพธิ์ดังกล่าว ทางวัดยังก่อเป็นแท่นปูนสูงท่วมศีรษะด้วยลูกกรงกั้น ไม่ยอมให้ใครขึ้นไป แม้แต่คนศรีลังกาเองก็ยังหมดสิทธิ์ขึ้น นักเขียนใหญ่กับท่านบรรณาธิการใหญ่เวลาตักน้ำมารดต้นมหาโพธิ์ยังต้องเทลงตรงรางน้ำ ที่สร้างจากปูนริมรั้วต่อเข้าข้างในเลยครับ...
“ลังกานี่ขี้งกชะมัดยาด” คุณนายทมยันตีบ่นงึมงำกับผู้เขียน...“พระก็กั้นกระจก...ต้นโพธิ์ก็ล้อมรั้ว”
“แหมก็ของรักของหวงเขานี่นา”
เราให้เหตุผล แต่รายนั้นทำหน้าเบ้...เพราะคราวที่ไปอินเดียทำท่าจะไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยามาแล้ว ก็เพราะทางศรีลังกาโดยทุนของรัฐบาลท่านขออนุญาตรัฐบาลอินเดียล้อมรั้วทองคำรอบต้นศรีมหาโพธิ์ด้วยความศรัทธา มีรั้วทองคำก็ต้องมีรั้วอื่น ป้องกันรั้วทองคำอีกที...ก็เลยไปกันใหญ่ จากที่เคยเข้าไปไหว้ได้ตลอดเวลา ก็เลยถูกกำหนดให้เข้าไปได้เฉพาะหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม...บางทีก็ไม่อนุญาตเอาเสียดื้อ ๆ
เลยไม่รู้ว่าหวงต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือคนอินเดียหวงรั้วทองคำกันแน่?
แต่ที่แน่ ๆ คือ มหาชนที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ นานาประเทศ มากันไกลแสนไกลเพื่อได้เห็น ได้กราบไหว้ต้นศรีมหาโพธิ์กันสักครั้งในชีวิต ก็เลยเสียความรู้สึกไปตาม ๆ กัน...
เสร็จจากการเดินทักษิณาวัตรรอบต้นมหาโพธิ์ตรงลานวัดแล้ว เราเลียบ ๆ เคียง ๆ เข้าไปดูคุณทมยันตีคุยกับพระภิกษุณีของศรีลังกา เห็นรายนั้นกำลังฝึกสวด ‘อิติปิโส’ สำเนียงแบบศรีลังกาอย่างขะมักเขม้น ส่วนคุณคะนอง บรรณาธิการหนังสือโลกทิพย์ ก็เที่ยวเดินแจกทอฟฟี่ แจกยาหม่องให้กับคนที่มาถือศีลในวัดกันหนุบหนับ
ออกจากวัดกัลยาณี เราขึ้นรถบัสปรับอากาศมุ่งหน้าสู่แคนดี้ อันเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของวันนี้... แม้ระยะทางไม่ไกลเท่าใดนักแต่เราต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงเพราะจู่ ๆ รถบัสเจ้ากรรมที่เราอาศัยเป็นพาหนะเกิดทำพิษเอาเสียดื้อ ๆ เราเสียเวลาบนไหล่ทางนานหลายนาที ในที่สุดต้องเปลี่ยนรถใหม่ด้วยการจ้างรถตู้จำนวนสองคันสำหรับพาชาวคณะไปให้ถึงที่พัก...
จากโคลอมโบไปแคนดี้ ถนนหนทางแม้จะไม่สบายอย่างบ้านเรา แต่ก็ถือว่าสภาพใช้ได้และดีกว่าในอินเดียมาก แต่ช่วงรถไต่ขึ้นโรงแรมที่พักบนยอดเขา หัวใจแทบวาย เพราะทางขึ้นโรงแรมทั้งวกวนสูงชันแถมยังเล็กแคบน่าหวาดเสียว ขนาดหลวงพ่อพระสุทาวุธวิสิฐ ยังแอบบ่นกับคุณแดงหัวหน้าทัวร์งึมงำ...
“แดงน่าจะหาที่พักข้างล่างมากกว่า...”
“แต่ข้างบนสวยนะหลวงพ่อ” เจ๊แดงให้เหตุผล “อยากให้ทุกคนได้อยู่ที่สวย ๆ...”
ขณะที่หลวงพ่อส่ายหน้า “แต่หลวงพ่อเสียวจ้ะ”
ก็ไม่ผิดหวังครับ จริงอย่างที่หัวหน้าทัวร์สาวบอกกับเรา...โรงแรมบนภูเขาสูงบรรยากาศดี ทัศนียภาพงดงามอย่างที่เรานึกไม่ถึงจริง ๆ...
เพราะเวลาที่เสียไปกับรถบัสเจ้าปัญหาทำให้เรามาถึงที่พักช้ากว่ากำหนดและบังเอิญเป็นความโชคดีของเราชาวคณะที่คืนนี้ในเมืองแคนดี้มีเทศกาล ‘เปราเฮร่า’ ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองแห่พระบรมสารีริกธาตุไปตามถนนสายต่าง ๆ โดยขบวนช้างกว่าสองร้อยเชือก
ความโชคดีของเราก็คือปกติงานเปราเฮร่าจะมีในระหว่างเดือนสิงหาคมของทุกปี แต่ปีนี้ก็เลื่อนเร็วกว่ากำหนด และตรงกับวันที่เรามาถึงแคนดี้พอดี
งานนี้ก็เลยได้เห็นขบวนแห่กันอย่างจะ ๆ ตาแบบฟลุ้ก ๆ
ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงทำให้พวกเราต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวและเข้าห้องอาหารของโรงแรมด้วยการทำเวลาอย่างเร็วที่สุด เพื่อจะได้เข้าไปในบริเวณงานเปราเฮร่าก่อนที่ถนนทุกสายจะถูกปิด
เมืองแคนดี้ที่เรามาถึงนี้ เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของศรีลังกา สมัยก่อนไทยเราเรียกเมืองนี้ว่า ‘ศิริวัฒนบุรี’ หรือ ‘สิงหขันธนคร’
คำว่า ‘แคนดี้’ ได้มาเพราะโปรตุเกสที่เคยปกครองศรีลังกาเรียกอย่างนั้น เข้าใจว่าคงเพี้ยนคำมาจาก ‘คันธมาทน’ แปลว่า ‘ภูเขา’ แต่ก็เรียกแคนดี้มาจนถึงทุกวันนี้...
เมืองแคนดี้เป็นเมืองที่มีบริเวณภูมิประเทศสวยงามมาก มีแม่น้ำทะเลสาบแวดล้อมด้วยภูเขา เป็นเมืองที่คนศรีลังกาภาคภูมิใจ เพราะถือว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์ตะวันออกเลยทีเดียว
แคนดี้เป็นเมืองที่อยู่เกือบจะเรียกว่ากึ่งกลางของเกาะลังกาเลยทีเดียว และมีความสำคัญหลาย ๆ อย่างเช่น
๑. เคยเป็นเมืองหลวงมาก่อน
๒. เป็นเมืองที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเขี้ยวแก้ว
๓. เมืองก่อเกิดพุทธศาสนาฝ่ายสยามวงศ์
๔. เป็นเมืองที่มีเทวาลัยอยู่หลายแห่ง
๕. เป็นเมืองที่แม่น้ำ ภูเขา และทะเลสาบที่พระเจ้าศิริวิกรมราชสิงหะทรงขุดขึ้น
หลังอาหารเย็นในห้องอาหารที่มีบรรยากาศสวยด้วยทิวทัศน์ที่เห็นทิวเขาไกลตาออกไปโดยรอบ กับลมที่พัดพาความเย็นชุ่มฉ่ำอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งทั้งโรงแรมไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์คอนดิชั่นหรือพัดลมให้เมื่อย คุณแดงหรือคุณวิจิตรหัวหน้าทัวร์ก็เร่งชาวคณะให้ขึ้นรถกันโดยด่วน เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีที่จะต้องเข้าไปในบริเวณงานก่อนที่จะช้าเกินไปเพราะถนนถูกปิดไม่ให้รถเข้า
ทุ่มตรงรถบัสคันใหม่ที่ต้องหามาแทนคันเก่าที่เครื่องพังไประหว่างทางที่มา นำเรามาจอดรถตรงหน้างานที่ใช้ถนนในตัวเมืองเป็นที่แห่พระบรมธาตุด้วยขบวนช้าง...
“ถือว่าคณะนี้โชคดีที่สุด...” หัวหน้าทัวร์สาวชื่นชมกับวาสนาบารมีของชาวคณะ... “เพราะปกติงานเปราเฮร่าจะจัดขึ้นเฉพาะหนึ่งวันเข้าพรรษาเท่านั้น แต่ปีนี้แปลกมาจัดก่อนเข้าพรรษา”
ทุกคนเข้านั่งประจำที่ซึ่งเป็นปะรำยกสูงจากถนน มีเก้าอี้วางเรียงให้คนเข้าชมนั่งเป็นระเบียบเรียบร้อย ปะรำที่ปลูกยาวเหยียดขนานกับถนนเลียบแม่น้ำยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาเต็มไปด้วยผู้คนจนแน่นขนัด
ขบวนแห่ที่มีช้างกว่าสองร้อยเชือกในงานเปราเฮร่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนเห็นทีต้องยกไปเล่าให้ฟังฉบับหน้าแล้วละครับ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com

