
ว่ากันว่าที่พระเจ้าธาตุเสนถูกราชโอรสปลงพระชนม์ด้วยการฝังใต้อ่างเก็บน้ำทั้งเป็นนั้น ก็เพราะเหตุจากกรรมเก่าที่เคยมีบัญชาให้ฆ่าน้องสาวของพระองค์มาก่อน และการที่เจ้าชายกัสยปะก่อกบฏยึดราชสมบัติได้โดยง่าย ก็เพราะได้อาศัยเจ้าชายขุนพลให้การสนับสนุนด้านกำลังทหาร ด้วย ‘ความแค้น’ จากการที่พระเจ้าธาตุเสนสั่งปลงพระชนม์พระมารดาของตนอย่างโหดเหี้ยมทารุณ
ซึ่งตรงกับสัจจะที่ว่า... ‘กรรมใดใครก่อ ผู้นั้นต้องรับผลแห่งกรรมนั้น!’
แม้แต่เจ้าชายกัสยปะเองก็เช่นกัน แม้จะทำปิตุฆาตและเสด็จขึ้นเสวยราชย์ในกาลต่อมา พระองค์ก็ตกอยู่ภายใต้ผลกรรมด้วยความไม่สบายพระทัยตลอดมาด้วยวิตกว่า เจ้าชายโมคคัลลานะผู้เป็นกนิษฐภาดา จะหวนคืนมาแย่งราชสมบัติ...
ด้วยประการนี้ พระองค์จึงได้ทรงรับสั่งให้เหล่าบริวารปรับปรุงสิคิริยะ ให้เป็นป้อมปราการที่แข็งแรง เพื่อป้องกันตนเองจากราชภัย คือการทำปราการล้อมเขตภูเขาเอาไว้ อีกทั้งตั้งป้อมปราการเป็นแนวป้องกันเป็นชั้น ๆ บนภูเขา โดยสร้างปราสาทราชวังขึ้นบนยอดเขาสิคิริยะ ซึ่งยากที่ศัตรูจะเข้ามาประชิดได้ ทั้งนี้เพื่อต่อต้านเจ้าชายโมคคัลลานะ ที่พระองค์ไม่แน่พระทัยว่าจะยกทัพเข้ามาโจมตีในวันไหนข้างหน้า
หากที่สุดผลกรรมก็มาถึง เมื่อเจ้าชายโมคคัลลานะที่มวลทวยราษฎร์รักใคร่ เสด็จกลับจากอินเดีย...และสามารถรวบรวมกำลังพลอยู่ทางเหนือของลังกาพร้อมพรั่งแล้ว จึงยกกำลังมาปิดล้อมเมืองสิคิริยะเอาไว้ทั้งหมด...
แม้บ้านลอยฟ้าสิคิริยะจะเป็นปราการแข็งแกร่งที่ยากจะยกกำลังโจมตี แต่การล้อมเอาไว้ด้วยระยะเวลายาวนาน กอปรกับการโจมตีตัดทางได้เสบียงอาหารในนครลงอยู่เสมอ ทำให้กองทัพของเจ้าชายกัสยปะระส่ำระสาย ขุนศึกบางรายถึงกับเอาใจออกห่างเป็นไส้ศึกให้ฝ่ายตรงข้าม จนในที่สุดพระเจ้ากัสยปะทรงเห็นว่า มิอาจต่อสู้ให้ได้ชัยชนะอีกต่อไป จึงทรงประทับช้างทรงเสด็จหนี...แต่กองทัพของเจ้าชายโมคคัลลานะได้ติดตามล้อมเอาไว้...
เมื่อเห็นเช่นนั้นพระเจ้ากัสยปะจึงตัดสินพระทัยใช้พระขรรค์ปลงพระชนม์พระองค์เองเสีย เท่ากับเป็นการชดใช้กรรม หลังจากทรงขึ้นครองราชสมบัติที่นครสิคิริยะมาถึง ๑๘ ปี
และหลังจากเจ้าชายโมคคัลลานะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าโมคคัลลานะแล้ว พระองค์ทรงถวายนครสิคิริยะให้เป็นวัดอีกครั้ง โดยมีพระมหาพานะผู้เป็นพระเจ้าลุงได้เป็นหัวหน้าสงฆ์ต่อไปอีก...

สิคิริยะ หรือ สีหคิริ...หรือภูเขาสิงห์ ปัจจุบันเป็นชื่อหมู่บ้านและเป็นเขาโดดเดี่ยว อยู่ห่างจากนครโคลอมโบไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๑๐๓ ไมล์ เขาลูกนี้สูงจากระดับพื้นดิน ๖๐๐ ฟุต เป็นเขายอดป้านทรงหมวกแขก จึงทำให้สามารถสร้างปราสาทราชวังอยู่บนยอดเขาได้ ลักษณะของภูเขา เป็นหินแกรนิตสีขาว ซึ่งเมื่อเราเข้าไปใกล้ ๆ ยังสามารถสังเกตเห็นคูเมืองที่ปรักพักพังให้เห็นอยู่บ้างเล็กน้อย
ชาวคณะผู้แสวงบุญเกือบทั้งหมด ยกเว้นผู้สูงอายุต่างพากันเดินวกวนขึ้นบันไดไปดูความยิ่งใหญ่ของผู้สร้างสิคิริยะด้วยความสนุกสนาน
ตลอดรายทางจะมีสร้างอาคารเป็นหินทรายแบบทางบ้านเราให้เห็นเป็นระยะ ๆ แต่ที่ทำให้เราต้องหยุดยืนดูอย่างสนใจก็คือ ห้องประชุมข้าราชบริพารกับแท่นหินที่เป็นที่ประทับพักผ่อนอิริยาบถของเจ้าชายกัสยปะ ตรงเชิงเขาก่อนถึงบันไดเวียนขึ้นไปสู่ห้องที่มีภาพเขียนเฟรสโก (FRESCO) ที่อยู่สูงขึ้นไปอีกเกือบร้อยเมตร
จากบันไดศิลาขึ้นมาจากตีนเขาที่นับได้ประมาณ ๓๐๐ ขั้น ก็ถึงบันไดเวียนเป็นเหล็กที่ว่า บันไดนี้คงมาสร้างเอาไว้ทีหลัง แต่ถึงกระนั้นก็ดูเก่าคร่ำคร่าน่ากลัวจะหลุดลงมา ทุกคนในคณะเข้าใจว่าคงกัดฟันยอมเสี่ยงตายขึ้นไปด้วยกิตติศัพท์ของภาพเขียนเฟรสโกอันเลื่องชื่อของที่นี่มากกว่าอย่างอื่น
การขึ้นบันไดเวียน ทำให้เรารู้สึกลอยอยู่กลางอากาศ เพราะตรงนั้นความจริงเป็นหน้าผาสูงชันไม่มีต้นไม้...ไม่มีอะไรรองรับอยู่ข้างล่างเลยและนอกจากบันได ๕๖ ขั้นที่เวียนขึ้นสู่ที่สูงเป็นแนวขนานกับหน้าผาขนาดเราเองยังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง...ทำท่าขาอ่อนหน้ามืดเอาดื้อ ๆ
นานพอสมควรกว่าจะผ่านบันไดขึ้นไปข้างบนได้ และเมื่อพ้นบันไดเวียนขึ้นมา สิ่งที่เห็นข้างหน้าคือสิ่งมีค่าอย่างหนึ่งของที่นี่...

ภาพเขียนเฟรสโกที่เห็นเป็นภาพสีสวยงามมาก...ภาพที่เขียนไว้บนฝาผนังล้วนเป็นภาพนางอัปสรที่แต่งองค์ทรงเครื่องคล้าย ๆ นางฟ้าของไทยทั้งสิ้น...ภาพทั้งหมดมีอยู่ ๗ ภาพ
ที่สำคัญคือนางอัปสรเหล่านั้นเปลือยอกอะร้าอร่ามทุกทาง...
เพราะอย่างนี้แหละ ถึงขอเตือนท่านทั้งหลายที่ปีนเขาสิคิริยะ ‘ระวัง’อย่าเผลอใจมองจนขาดสติจนตกเขาตายเสียก่อนนะครับ...
คนศรีลังกาที่นี่เขาชื่นชมภาพเขียนเหล่านี้มาก ขนาดมีคนที่เป็นทั้งนักประวัติศาสตร์ได้เขียนชมโฉมนางอัปสรเหล่านี้ว่า...
‘เธอมีหน้าอกเต่งเต้าเป็นพวง สะเอวโอนเอน มีอวัยวะอ่อนไหวราวมีชีวิต’
ภาพเฟรสโกดังกล่าวมีอายุกาลมากถึง ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว หากได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดี แต่ถึงกระนั้นบางภาพก็เริ่มมีรอยกะเทาะไปบ้างแล้ว
จากการชมภาพเขียนโบราณบนผนังเสร็จก็ต้องกลับลงบันไดเวียนทางเก่า พอลงมาจะเห็นทางเดินเลียบไปตามหน้าผาด้านซ้ายมือ... (หันหน้าเข้าภูเขา) ด้านซ้ายมือมีกำแพงสูงท่วมศีรษะเป็นกำแพงเรียบ ๆ ที่ผู้คนขนานนามว่า ‘กำแพงกระจก’ ทอดยาวไปเบื้องหน้า ตามกำแพงนี้มีตัวอักษรจารึกไว้ในลักษณะแกะลงไปบนกำแพงเป็นภาษาอักษรคล้าย ๆ สันสกฤตโบราณ ซึ่งสอบถามแล้วได้ความว่า...
ส่วนใหญ่จะเป็นคำร้อยกรองชมโฉมงามของนางอัปสรดังกล่าว...

พ้นจาก ‘กำแพงกระจก’ มาได้เล็กน้อยจะเป็นทางเดินแคบ ๆ ต่อออกมาจากหน้าผาด้วยโครงสร้างเหล็กคล้าย ๆ บันไดภูทอกของท่านอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ที่จังหวัดหนองคายนั่นแหละครับ...
ตรงจุดนี้เป็นอีกที่หนึ่งที่หวาดเสียวมาก เพราะทางเดินเก่า มองเห็นเหล็กขึ้นสนิมเปรอะจนไม่อยากวางใจ ประกอบกับตรงนั้นคงเป็นทางลมด้วย ลมจึงกรรโชกแรงจนตัวแทบปลิว ทุกคนต้องเกาะราวทางเดินเคลื่อนไปข้างหน้าช้า ๆ ระมัดระวัง...
พ้นทางเดินแคบ ๆ ดังกล่าวก็จะถึงบันไดหินอีก ๒๐ กว่าขั้นจึงถึงลานกว้างตรงบันไดขาสิงห์ขึ้นสู่ยอดเขาสิคิริยะ แต่ทุกคนส่ายหน้ายอมแพ้เพราะบันไดที่เห็นเป็นบันไดเหล็กร้อยกว่าขั้นสูงชันมาก...บางช่วงมีแค่รอยบากของหินให้เดินโดยมีราวเหล็กคอยพยุงตัวเท่านั้น
“...ไม่ไหว...” คุณนายทมส่ายเศียรยอมแพ้ ทั้งคุณพนิดาและคุณคะนองก็เช่นกัน ทุกคนยกเว้นหลวงพ่อธรรมงามที่ไม่ยอมท้อถอย ต่างหยุดเอาไว้แค่นั้น...
หลายคนเริ่มถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึก ขณะที่ผู้เขียนฉากออกไปยืนมองทัศนียภาพงดงามข้างล่างริมหน้าผาที่ทำเป็นกำแพงหินเตี้ย ๆ แค่หัวเข่าโดยรอบ...
สิ่งที่เห็นคือทุ่งกว้างกับต้นไม้เขียวขจี...สวยงามจริง ๆ

เราทั้งหมดยืนรอหลวงพ่อธรรมงามเพียงรูปเดียวในคณะที่หาญกล้าปีนจนถึงยอดเขาสิคิริยะ กลับลงมาจึงค่อย ๆ ทยอยกลับลงสู่เบื้องล่าง...
“ข้างบนเป็นไงครับท่าน”
เราอดใจไม่ได้ต้องขอสัมภาษณ์
“มีแต่ซากปราสาทราชวัง...มีสระน้ำด้วย...” ท่านตอบด้วยเสียงหัวเราะ “ทำไมไม่ขึ้นไปล่ะ?”
“สูงครับ...หวาด เสียว...” เราตอบด้วยรอยยิ้มอาย ๆ แต่ท่านพยักหน้า...
“ใช่...หวาดเสียว จริง...ขนาดหลวงพ่อเวลาขึ้นไป ต้องภาวนาพุทโธไปด้วยเลย...”
เป็นอันว่า...ทุกคนอดที่จะเห็นเขาสิคิริยะว่าข้างบนยอดเขาที่มีปราสาทราชวังนั้นหน้าผาเป็นยังไง แต่ทุกคนก็พึงพอใจกับการได้มายืนแอ็คท่าถ่ายรูปกันตรงเชิงบันไดหินขนาดใหญ่ที่เป็นรูปเท้าสิงห์อันเป็นสัญลักษณ์ของ ‘สีหคีรี’ หรือ ‘สิคิริยะ’ แล้ว...
ลงจากป้อมลอยฟ้าสิคิริยะหรือสิกิริยา เมื่อแดดร่มลมตก...รถบัสกลับมารับสมาชิกอีก ๒-๓ ท่านตรงภัตตาคารด้านนอกเชิงเขาที่นั่งดื่มกาแฟรออยู่ จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่โรงแรม ‘กิริตาเล่’ ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบกิริตาเล่ อันงดงาม...
ระยะจากสิคิริยะสู่โรงแรมริมทะเลสาบมีระยะทางไกลพอสมควร แต่พวกเราบนรถบัสปรับอากาศกลับไม่เบื่อที่จะนั่งชมทิวทัศน์อันงดงามของชนบทศรีลังกาในยามเย็นแม้แต่น้อย...
เส้นทางคดเคี้ยวอุดมด้วยต้นไม้เขียวขจี...บางช่วงเป็นภูเขา สูง ๆ ต่ำ ๆ ติดกับบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์กำลังตกดินที่ส่องแสงสุดท้ายทาบกับเมฆบนท้องฟ้าทิศตะวันตกนั้นด้วยยอมรับว่าสวยงามจริง ๆ ...งามจนทุกคนต้องเอ่ยชม...
ถึงโรงแรมกิริตาเล่ เมื่ออาทิตย์ลับลาขอบฟ้า เราแทบจะไม่มีเวลาสำรวจอะไรรอบ ๆ ตัวเลย นอกจากรีบเข้าห้องพักอาบน้ำชำระร่างกายก่อนเข้าห้องอาหารที่จองเอาไว้ล่วงหน้าด้วยความเหนื่อยและหิวโหยจากการเดินทางไกลมาทั้งวัน...
อาหารที่โรงแรมกิริตาเล่มีรสชาติอร่อยแปลก ๆ เพราะที่นี่เราถูกเลี้ยงด้วยอาหารสไตล์ศรีลังกา ซึ่งมีเครื่องเทศเป็นหลัก เราทุกคนยกเว้นพระคุณเจ้าที่มาด้วยอิ่มอร่อยกับอาหารภายใต้เสียงเพลงแบบโฟล์คซองสไตล์ศรีลังกา ซึ่งมารู้ทีหลังว่า...
นักดนตรีและนักร้องที่มาขับกล่อมพวกเราทั้งหลายไม่มีค่าแรงงาน แต่มาเพื่ออาศัยการขายเทปของตนกับค่าทิปเป็นหลัก...
ด้วยเหตุนี้ชาวคณะจึงพากันสละเงินรูปีศรีลังกาคนละเล็กละน้อยใส่หมวกที่วางเอาไว้ตรงปลายเท้านักดนตรีผู้เป็นเจ้าของจำนวนหนึ่ง...เท่านั้นยังไม่พอคุณนายทมกับอีกหลายท่านยังควักทรัพย์ออกมาช่วยซื้อเทปเพลงกันคนละตลับด้วยเหตุผลสั้น ๆ ...
คนพยายามทำงานเพื่อความอยู่รอดในชีวิต...
ควรได้รับความกรุณา...และการเกื้อหนุน...
“ให้อย่างนี้ดีกว่าให้คนที่คอยแบมือขออย่างเดียว โดยไม่คิดทำอะไร” คนเป็นนักเขียนดังอย่างคุณนายทมบอกเราอย่างนั้น...
เสร็จจากมื้อค่ำ ทุกคนแยกย้ายกลับไปพักผ่อนสำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ หากเมื่อถึงห้อง จิตลึก ๆ ของตัวเองสำเหนียกอะไรบางอย่างที่มีในห้อง หากก็หาคำตอบไม่ได้...
ว่าอะไรบางอย่างที่ว่าคืออะไรกันแน่...?
ปกติก่อนนอนมักจะนั่งสมาธิก่อน แต่ถ้าเหนื่อยมาก ๆ ก็แค่สวดมนต์ด้วยพระคาถาชินบัญชรกับคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าเท่านั้น...และสิ่งที่ไม่เคยขาดเลยเมื่อเดินทางหรือนอนในสถานที่อื่น...คือการแผ่เมตตา...
คืนนั้น...ที่โรงแรมกิริตาเล่ก็เช่นกัน...
หลังจากสวดมนต์เสร็จก็แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ตลอดจนเจ้าที่ โอปปติกะ ณ บริเวณนั้นก็ล้มตัวลงนอน...
และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่านอนกระสับกระส่าย จิตดิ้นทุรนทุรายไม่ยอมหลับทั้ง ๆ ที่ลุกขึ้นมานั่งพิจารณาว่า...ยังมีอะไรค้างคาอยู่ในใจอีกหรือไม่...?
คำตอบคือ ‘ไม่มี’ แต่หาเหตุผลของอาการตาแข็ง ใจแข็ง ไม่ยอมหลับยอมนอนของตนไม่ได้
ท้ายสุดก็เลยนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงอย่างนั้นหลายชั่วโมง...จนกระทั่งเพลียและหลับไป...แต่อาการหลับเป็นแบบหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดเวลา
ซึ่งตลอดเวลาที่หลับ ๆ ตื่น ๆ จะมีอาการคล้ายมันครึ่งจริงด้วยภาพที่ปรากฏอยู่ในใจอย่างน่าแปลก...
รุ่งเช้า...ก็มารู้ว่า คุณนายทมที่นอนอยู่อีกห้องก็มีอาการอย่างที่เราเป็น และสิ่งที่รู้...ที่เห็นสอดคล้องกันอย่างน่ามหัศจรรย์
‘ภูเตศวรกับทมยันตี เห็นอะไร’
คงต้องเล่าให้ฟังฉบับหน้าแล้วละครับ เพราะเนื้อที่ของธรรมะ ๕ นาทีหมดแล้วครับ...

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com