
ไหนๆมาอยู่วัดแล้วคงต้องเล่าสักหน่อยถึงบรรยากาศและกิจวัตรประจำวันที่นั่นในเวลาที่ไม่ได้มีงานบุญอย่างที่เราคุ้นเคยกัน ตอนเช้าพวกเราตื่นราวๆตีสี่ครึ่งเพื่อทำวัตรเช้าตอนตีห้า มีแม่ชีภาเป็นผู้นำสวดมนต์ที่ศาลาเล็ก เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิหรือเดินจงกรมตามอัธยาศัย หกโมงเช้าไปโรงครัวช่วยกันเตรียมของใส่บาตร ระหว่างนั้นจะมีชาวบ้านทยอยมาปูเสื่อตั้งวงจัดอาหารที่จะประเคนเช่นกัน สำหรับพวกเราแม่ชีภาจะหุงข้าวแบ่งใส่ถ้วยเล็กเตรียมไว้ให้คนละถ้วย เจ็ดโมงหลวงปู่ท่านเมตตาเดินมาโปรดให้เราได้ใส่บาตรกัน ใส่เฉพาะข้าว ส่วนกับข้าวก็ลำเลียงขึ้นศาลาใหญ่ ประเคนเสร็จ รับพรแล้วก็นำที่เหลือกลับโรงครัวเป็นมื้อเช้าของญาติโยมต่อไป แม่ชีภาเล่าว่าเดี๋ยวนี้ชาวบ้านมากันไม่เคยขาด ในพรรษามามากขึ้น แม้ก่อนเข้าพรรษาก็ไม่มีวันไหนที่ไม่มีชาวบ้านเลย ถึงตรงนี้แล้วต้องอนุโมทนาบุญกับแม่ชีภาจริงๆ เดี๋ยวนี้สภาพโรงครัว ศาลา เรียบร้อย ข้าวของอยู่เป็นที่เป็นทาง ชาวบ้านที่มาก็มีระเบียบยิ้มแย้มกันทุกคน
เสร็จจากมื้อเช้าก็แยกย้ายกันทำธุระส่วนตัว แล้วไปปฏิบัติบนศาลาใหญ่ ความจริงพวกเราทำท่าเอาจริงเอาจังมาก คุณพี่หัวหน้าหมู่ของเรา (ไม่บอกว่าใคร เดากันเอาเองละกัน) กราบเรียนหลวงปู่ว่าจะเดินดูรอบๆ แยกย้ายหามุมสงบกันเอง ท่านกลับบอกให้ขึ้นศาลาใหญ่ มาเข้าใจหลังผ่านไปสองวันว่าที่ท่านห้ามนั้นสมควรยิ่งแล้ว ธรรมชาติช่วงหน้าฝนเหมาะกับการภาวนาอยู่ในกุฏิ ในศาลามากกว่า เจ้าถิ่นตัวจริงมีหลายชนิด เค้าออกมาพาเหรดตามเวลาของเค้า ตอนเช้าเวลาเดินส่องไฟมาที่ศาลาเล็กก็ต้องหลบหลีกให้ดีไม่ให้เหยียบไส้เดือน แบบว่ายุ่บยั่บเต็มถนนมีอยู่สองวัน วันหลังๆค่อยน้อยลงหน่อย ถามได้ความว่าเค้าพากันออกมาเพื่อไปเกิดใหม่ คลุกฝุ่นอยู่กลางถนนบ้าง มดมาหามไปบ้างเป็นแถวยาวเหยียด บางตัวโดนหามไปก็ยังดิ้นดุกดิกอยู่เลย ชาวบ้านบอกว่าเป็นสัญญาณว่าฝนจะหมด แล้งจะมา (อะไรกันเนี่ย เพิ่งเข้าพรรษาสองวันเอง) ส่วนตัวยาวๆที่เรากลัวกันก็เจอสองครั้ง เป็น ตัวเล็กระดับเด็กเลยไม่ค่อยตกใจกันเท่าไหร่ แค่เปิดกันไปคนละทาง ก่อนวันสุดท้ายพวกเราคนหนึ่งก็โดนลูกแมงป่องกัดเฉี่ยวๆจนได้ โชคดีที่ไม่แพ้ ทายาหม่องแล้วก็หาย นี่ขนาดอยู่ที่ศาลาเล็กนะ ถ้าไปปูเสื่อใต้ต้นไม้คงไม่เป็นอันภาวนาแน่ แค่มดกับยุงก็แย่แล้ว ยังมีตุ๊กแกอีก แม้ว่าเด็กๆลูกชาวบ้านช่วยกันจับไปปล่อยบริเวณอื่นแล้วแต่ก็ยังเหลือโผล่มาทักทายกันอยู่
เช้าวันแรกที่นั่งสมาธิเดินจงกรมบนศาลารู้สึกตั้งใจกันมาก เวลาผ่านไปจนแม่ชีภาให้มาเรียกกลัวไม่ทันเพล (คงกลัวพวกเราเป็นลมเป็นแล้งกระจองอแงกันตอนบ่าย) ปกติทานข้าวเสร็จแล้วเราจะขึ้นศาลาปฏิบัติต่อ เป็นเวลาต่อสู้กับเจ้าความง่วงตัวร้าย แต่วันแรกยกเว้นเพราะไปช่วยกันปลูกต้นไม้ หลวงปู่ท่านพาพวกโยมผู้ชายไปขุดหลุมรอไว้ริมถนนที่ตัดตรงมาศาลาใหญ่ด้านทิศตะวันออก พวกเราไปเอาตันไม้ลงแล้วเขี่ยดินกลบพอเป็นพิธี มีต้นที่โตหน่อยสองต้น ต้นหนึ่งเป็นต้นที่พี่กุ้งฝากไป ไม่มีใครจำได้ว่าพี่กุ้งบอกว่าชื่อต้นอะไร รู้แต่สาระสำคัญว่าใบกินได้ รสออกเปรี้ยวหน่อยๆ (พี่กุ้งช่วยเฉลยด้วยค่ะ) นอกนั้นเป็นต้นเล็กๆจากถุงเพาะชำที่อยู่แถวๆครัว ต้นอะไรก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน เกิดสงสัยว่าถ้ามันเป็นผักไม่ใช่ไม้ยืนต้นเอามาปลูกตรงนี้จะดีหรือ สมควรจะอยู่ใกล้ครัวใกล้มือแม่ครัวจะเหมาะกว่า สรุปไม่ได้เลยพากันถามหลวงปู่ ท่านต้องรู้แน่ๆว่ามันต้นอะไร
‘ปลูกไปเถอะ’ ท่านตอบยิ้มๆ
‘พอมันโตแล้วปู่จะบอก’
ลูกศิษย์เลยเหวออีกแล้ว เอ๊ะเรานี่ยังไง มีหน้าที่ปลูกก็ไม่ปลูกๆไป มาจินตนาการสงสัยอะไรก็ไม่รู้ ต่อจากนั้นก็เดินไปดูกุฏิปฏิบัติธรรม ได้ออกกำลังวิ่งหนีฝนที่ตกลงมาซู่ใหญ่ (ครั้งเดียวตลอดห้าวัน นอกนั้นร้อนตลอด) กุฏิแปดหลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว มีห้องน้ำสะดวกสบายดี น่าสนใจตรงที่แนวด้านหลังกุฏิริมคูน้ำมีต้นไม้ลงไว้เป็นแถว อีกหน่อยต้นไม้โตคงร่มรื่นมากแน่ๆ ได้คำอธิบายว่านี่คือต้นตะเคียนนะจ๊ะ มีสามสิบต้น ทุกคนลงความเห็นว่าใครมาต้องภาวนาดีแน่นอน มีต้นตะเคียนยืนรักษาการณ์แน่นหนาขนาดนั้น
…ว่าจะเล่าแต่เนื้อๆ เขียนไปเขียนมาอดนอกเรื่องไม่ได้ ต่อคราวหน้านะคะ ทีนี้จบแน่ๆค่ะ
...ขอกระซิบว่าไม่ว่าใครจะไปอยู่กุฏิปฏิบัติธรรมหลังน้อยทั้ง 8 หลังนั่น...คาดว่าจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน (จากที่พวกเราสำรวจกันแล้วลงความเห็น)...เพราะว่า...เห็นแนวทหาร (หญิง) ยืนรักษาการณ์เป็นแนวป้องกันให้เรา...ประมาณ 30 ท่าน...ปลอดภัย ชัวร์!
...ได้ข่าวมาเร็วว่า "อาจารย์ท่านจะกรุณาไปสั่งการไว้ให้ด้วยจ๊ะ"...
by แก้มตุ่ย
.....ที่อาจารย์ท่านจะไปสั่งการให้นั่นนะ...จะบอกให้ว่า อย่างนี้จ๊ะ.....
"ใครเอาแต่นอน, เอาแต่คุย ไม่ภาวนาล่ะก็...จัดการได้เล้ยตามซาดวกโยธินนะจ๊ะ"
แฮ่ ๆ !!! (อย่าให้ถึงกับสติแตกนะค้า)
by ตุ๊กตุ่น
อ่า...คนที่นอนกลดเนี่ย..อยู่นอกเหนือจากหน้าที่ความรับผิดชอบของทหารหญิงรักษาการณ์ใช่ไหมคะ
ขอบคุณค่ะ
by อ้อย
ถ้าเดินไปจนถึงบริเวณที่จะสร้างศาลาแปดเหลี่ยม แล้วหันกลับมองทางด้านเขาน้อย สวยมากจริงๆ เสียดายไม่มีกล้องติดไปเลยไม่มีรูป
by ติ้ดตี่
ต้นไม้สูงและผอมที่ว่านั้นคือ ต้นแต้วหรือทางอีสานบ้านข้อย เรียกว่าต้นผักติ้วเด้อค่ะเด้อ ทานได้ทั้งดอกและยอดอ่อน เข้ากันดีกับแจ่วทุกชนิด รวมทั้งแกงเห็ด หยอดน้ำปลาร้า แล้วโรยใบแมงลัก หรือผักอีตู่สักกำมือ จิ้มก้บข้าวเหนียวฮ้อนๆ ล่ะก็แซ่บหลาย ที่ฝากไปปลูกก็หวังว่ากุฎิหลังน้อยนอกจากได้ร่มเงาแล้ว (เป็นไม้ยืนต้น ค่อนข้างสูง ต้องเด็ดยอดบ่อยๆจะได้ไม่โตมาก)ยังได้ผักรสอร่อยทานอีก ส่วนต้นเล็กในถุงดำ เพาะและนำไปแอบไว้ข้างครัวเมื่อคราววันวิสาขบูชา เรียกว่า เหลืองนรินทร ดอกสีเหลืองสวยมากเป็นไม้ประดับ ห้ามหนูปุณณมีทานนะจ๊ะ เอวัง
by พี่กุ้ง
ตะหานหญิง30 ท่านที่ว่านี้ เห็นว่าพิสมัยคนบริจาคห้องน้ำเป็นกรณีพิเศษ ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกกลด อีนี่ฉานรับประกานนะนายจ๋า งานเข้าแล้วล่ะครูอ้อยเอ้ย อิ อิ
by แก้มย้วย
ว้า..สงสัยคงต้องขัดห้องน้ำทั้งกลางวันและกลางคืน แถมดึกๆดื่นๆด้วยละมั้งเนี่ย..
แต่ระวังเถอะ..ถ้าเราเผลอหลับในห้องน้ำเมื่อไหร่ คนปวดทนไม่ไหวเขาจะไปปล่อยรดเท้าตะหานหญิงไม่รู้ด้วยนะเออ..
by อ้อย
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com