การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตามดูจิต...เห็นจิต (2) by จิตตภาวนา

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#760]

ตามดูจิต...เห็นจิต (2)

          ฉบับที่ผ่านมาได้อธิบายวิธีการปฏิบัติธรรมแบบง่าย ๆ ในลักษณะตามดูตามรู้ภาวะจิตของตน ซึ่งเหมาะกับสังคมโลกปัจจุบันที่มักอ้างว่า...ไม่ค่อยมีเวลาปฏิบัติ (หมายถึงการนั่งสมาธิภาวนา) เพราะการใช้สติ ความระลึกรู้ สังเกตจิตของตนนั้น สามารถกระทำได้ตลอดเวลา ทำได้บ่อย ๆ ยิ่งบ่อยยิ่งได้ผลมาก

          ตลอดเวลาที่ผ่านมาอย่างยาวนานของคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาที ท่านทั้งหลายจะเห็นว่าผู้เขียนจะเน้นให้เห็นว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์นั้นมิได้เป็นไปเหมือนที่คนทั้งหลายพูดจาคุยข่มกัน

        ‘...นั่งแล้วเห็นนั่นเห็นนี่’

          ซึ่งเคยกล่าวไว้แล้ว การปฏิบัติธรรมไม่ได้มีไว้เห็นอะไร ของใครที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเทวดา...นรก สวรรค์ อย่างที่ใครต่อใครเล่าขาน หากเป็นไปเพื่อการสร้างสติ สร้างปัญญาขึ้นภายในจิตใจของตัวเอง ในแบบที่เรียกว่า รู้ตัวตนของตน และเอาชนะตัวตนของตนมากกว่าประการอื่น

เหมือนอย่างที่หลวงปู่บัว สิริปุณโณ พระอริยสงฆ์แห่งวัดป่าหนองแซง กล่าวไว้

          ...จิตส่งนอกเป็นสมุทัย จิตส่งในเป็นปัญญา!

                  ประโยคของหลวงปู่หมายถึงการรู้เห็นภายนอก เป็นเหตุแห่งทุกข์ ด้วยจิตที่รับรู้กระแสโลกเป็นการปรุงแต่ง หากเมื่อย้อนเข้ามาที่ตัวตนของตน ดูกาย ดูจิตของตัวเองจะเห็นลักษณะแท้จริงว่า

          ...ธาตุสี่...ขันธ์ห้า มิใช่ตัวตนเป็นของอนิจจัง คือไม่เที่ยง ท้ายสุดรูปธรรม-นามธรรมทั้งหลายคืออนัตตา

          ถึงตรงนี้ขอยกโอวาทของท่านพระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย แห่งวัดป่าเขาสุกิม จ.จันทบุรี มาแสดงดังนี้ครับ

          “วิธีนั่งสมาธิจะทำอย่างไร วิธีนอนทำ หรือยืนทำสมาธิก็ล้วนแต่เป็นอุบายที่สร้างกำลังสติไว้ช่วยยับยั้งจิตใจ สร้างกำลังตัวอริยมัคคุเทศก์ หรือตัวพิพากษาความที่จะตัดสินความเป็นส่วนภายใน ในกิริยาแสดงออกทางกาย วาจาที่พูดออกมา พร้อมทั้งความรู้สึกของจิตที่รู้สึกกับสิ่งกระทบ

เราเอากำลังทั้งหลายเหล่านี้ไปยับยั้งอย่างไร...อย่าเข้าใจผิดในเรื่องสมาธิจิต การทำสมาธิจิตนี่รู้สึกว่าทำกันหลายแบบหลายอย่างต่าง ๆ กันไป บางท่านบางคนก็อาจเอานิมิต ในนิมิตที่เป็นแสงสว่างก็ดี ต้นไม้ก็ดี เห็นดอกไม้ก็ดี เห็นผีเห็นเทวดา อาศัยสิ่งที่เห็นทั้งหลายแหล่เป็นผลของสมาธิ ทำสมาธิแล้วมองหามันอยู่เสมอ

เมื่อมองหาเห็นแล้วก็เอานิมิตทั้งหลายนั้นเรียกว่า ‘อุคหนิมิต’ มาอวดกันมาคุยกันเป็นผลของสมาธิก็มี แต่แท้ที่จริงอันนี้ไม่ใช่ผลที่แท้จริงของสมาธิ มันเป็นผลพลอยได้ ถ้าผู้ใดหลงในนิมิตดังกล่าว ก็แค่ตกอยู่ใน อำนาจของวิปัสสนูปกิเลส มันหลอกเราเท่านั้นไม่ใช่ผลสมาธิที่แท้จริง

          บางท่านบางคนนั่งสมาธิก็กำหนดหาความสบาย ความเบา ความสว่าง ความเย็น พยายามกำหนดหา เมื่อผู้ใดเข้าไปถึงอิ่มสบายก็เอาเรื่องอิ่มเรื่องสบายมาพูดคุยกัน เป็นผลของสมาธิที่แท้จริง บางคนเอาผลของความเบาเหมือน ๆ จะเหาะ เหมือน ๆ จะลอยนั้นได้เป็นชั่วโมงสองชั่วโมงมาอวดกัน นั่งสนทนากันว่า

ฉันนั่งได้สองชั่วโมงหกชั่วโมงอะไรก็แล้วแต่ เหมือนผู้ใดนั่งได้นานผู้นั้นก็ชนะเพราะสามารถที่จะได้ความเบาอันนั้นมาก อย่างนี้ก็มี”

          เคยกล่าวไว้หลายครั้ง การปฏิบัติภาวนาคือการหาอุบายสร้างพละกำลังให้กับจิตเหมือนการออกกำลัง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง จากนั้นคือเอาความแข็งแรงไปประกอบกิจกรรมอื่น ๆ ให้ลุล่วง

          การปฏิบัติสมาธิภาวนาคือการฝึกการสร้างสติ เมื่อสติกล้าขึ้นจึงเอาสตินั้นไปดูแลกำกับจิตใจตั้งแต่เบื้องต้นถึงเบื้องปลายแห่งมรรคผลและนิพพาน ดังโอวาทของพระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย ที่เป็นหลักฐานชัดแจ้งดังนี้

          “เมื่อสติสมบูรณ์ดีแล้ว ปัญญาอันที่เราสร้างขึ้นมาโดยหาวิธีประคองจิตของเราเข้าจุดนั้นเข้าจุดนี้ เราต้องใช้ไปกับหลายสิ่งหลายอย่าง อุบายต่าง ๆ มีการสร้างปัญญาเป็นคู่กัน เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เอามาใช้กับการเคลื่อนไหวภายนอกก่อนเพราะเป็นส่วนหยาบ เช่นเขาด่าเรา เขาชมเรา มันเกิดมีความวูบวาบขึ้นมาในใจ

เราพยายามประคองไว้อย่าให้เป็นไปตามรูปนั้น เพราะมันจะด่าเขาตอบ มันจะต่อยเขาไป เราพยายามเอาไว้ถึงแม้จะมีความรู้สึกกระทบกระเทือนทางส่วนภายใน แต่การเคลื่อนไหวภายนอกเราต้องเอาอำนาจตัวนั้น (สติ) ประคองหรือบังคับไว้ หรือเราจะลุกทีหนึ่งจะนั่งลงทีหนึ่ง เราต้องพยายามนึกถึงความสุภาพเรียบร้อย การไม่คะนองอยู่ในระหว่างเพศหญิงหรือเพศชาย พระภิกษุ แม่ชี หรือผู้ปฏิบัติ ในกิริยาที่ลุกขึ้นจะทำอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานะความเป็นอยู่ของตัวเอง ทั้งการมองซ้ายขวา ทอดสายตาอะไรอย่างนี้เป็นต้น จนกระทั่งหยิบวางของ เราสามารถจัดให้มีสติสมบูรณ์ วางลงอย่างมีสติสมบูรณ์ ไม่เป็นไปโดยธรรมชาติธรรมดา ต้องมีตัวสติตัวนำสมบูรณ์และว่องไว จนกระทั่งเราจะพูดออกมาแต่ละคำก็ต้องนึกถึงเพศถึงวัย ฐานะและคำพูดเป็นอุปการะต่อธรรมหรือไม่ เป็นสัมมาวาจาหรือไม่ เป็นสุภาษิตวาจา เป็นปิยวาจาหรือไม่ เป็นสัจวาจาหรือไม่...ในวาจา ๔ ฐาน เราพยายามกำหนด ถ้าสิ่งใดพูดออกมาแล้วเป็นไปเพื่อความเดือดร้อน กระทบกระเทือนผู้อื่น เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น คำพูดใดที่จะเป็นไปเพื่อความมัวหมอง หรือการกระทำอันใดไม่ว่าลุกยืนนั่ง เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะต้องตัดออกทันที”

          พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย อาจารย์ใหญ่อีกรูปในสายลูกศิษย์ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ยังตบท้ายไว้อย่างชัดแจ้ง

          “เมื่อเราสร้างกำลังสติให้สมบูรณ์แล้ว เราสามารถสั่งจิตของเราให้หยุดอารมณ์ต่าง ๆ ได้ หากในเมื่อมีสิ่งกระทบวูบ สั่งหยุดมันต้องหยุดแน่ เมื่อหยุดแล้วมันจะเกิดปัญญาชนิดหนึ่งตามมา มาช่วยเป็นบาทเบื้องต้น และเราพยายามตรองให้ลึก ให้ตัวอริยมัคคุเทศก์หรือตัวผู้พิพากษาความนี่เข้าพิสูจน์ให้ดีว่า

เมื่อเขาแสดงบทบาทอย่างนี้กับเรา เมื่อเราแสดงบทบาทนี้ออกมาตอบรับกับเขาเหมาะสมแล้วหรือกับสถานะของเราที่เป็นพระ เป็นแม่ชี หรือเป็นผู้ประกาศตนเป็นพุทธมามกชนในพุทธบริษัทนี้ เมื่อเราทำลงไปแล้วมีความเสื่อมเสียหายขนาดไหน น้อมเอาเหตุผลต่าง ๆ มาสอนจิต จิตย่อมยอมรับ แต่สำคัญอยู่ที่ตัวสตินะ ถ้าสติไม่สมบูรณ์ไม่แก่กล้าจิตจะไม่ยอมรับ เมื่อจิตไม่ยอมรับมันจะสอนสักแค่ไหนก็ตาม แนะนำแค่ไหนก็ตาม จิตของเราจะไม่ยอมวางอารมณ์ได้ เพราะฉะนั้นคนที่ฆ่าตัวตายก็เพราะวางอารมณ์ไม่ได้ อำนาจของเหตุการณ์มันแรงกว่า จึงลอยคอลอกแลกอยู่ในเหตุการณ์จนนอนไม่หลับ หาวิธีแก้ไขอย่างไรก็นอนไม่หลับ ผลที่สุดก็ยอมตาย ขนาดตายก็มี เป็นบ้าก็มี เพราะไม่มีความสามารถต่อต้านกับจิตใจของเราในการต่อสัญญาอารมณ์ได้

          ถ้าเราสามารถสร้างกำลังตัวนี้ขึ้นมาแล้ว สามารถทำได้อย่างง่ายดาย สั่งหยุดก็ต้องหยุด หาเหตุผลด้วยกำลังของอริยมัคคุเทศก์หรือปัญญานี่สามารถหาเหตุผลได้ง่ายดาย เพราะอันนี้เป็นกฎธรรมดาของโลก เมื่อเราชนะจิตใจของเราไม่ให้ต่ออารมณ์สัญญาได้ อันนี้เราสามารถอุทานว่า ‘ชิตังเม’

เราคือผู้ชนะจิตของเราได้ ก็เป็นอันว่าเหตุการณ์อันจิตของเราเข้าไปต่อไปเชื่อมโยงที่เรียกว่าภพชาติของมันนี่สามารถตัดขาดกระเด็นเป็นสองภาคไม่มีทางเชื่อมโยงได้ จิตของเราก็จะสามารถรู้สภาวะความจริงได้ถูกต้อง แล้วก็เป็นโลกุตรจิตสามารถพ้นไปจากโลกธรรมแปดประการ นี่เป็นอย่างนั้น”

          ครับ ทั้งปวงที่นำมาเสนอข้างต้น คือคำตอบที่ชัดเจนและเป็นการขยายความเรื่องราวที่เขียนถึงเมื่อฉบับที่แล้วในเรื่องของการตามดูตามรู้จิตของตน เพื่อพัฒนาสติสัมปชัญญะให้เป็นปัญญาเพื่อการพ้นทุกข์ อีกทั้งลดการเบื่อในการนั่งสมาธิแล้วคิดว่าตนไม่ก้าวหน้า

เพราะมัวแต่ฟังคำพูดของคนอื่นในเรื่องการเห็นนิมิต เห็นภาพต่าง ๆ จำไว้เถิดครับ...

          นิมิตทั้งหลายไม่ใช่ผลแท้จริงของสมาธิ แต่การสามารถละวางกิเลสคือ รัก โลภ โกรธ หลง ด้วยสติสัมปชัญญะ คือผลอันแท้จริงของสมาธิ

          จิตผู้ใดบางเบาจากอารมณ์เหล่านั้นได้มากเท่าใด จิตผู้นั้นก้าวหน้าในสมาธิแล้วเท่านั้น

          ตรงนี้ไม่ต้องให้ใครตอบหรอกครับ ท่านต่างหากที่สามารถตอบตัวเองได้มากกว่าใคร ว่าวันวานกับวันนี้ท่านวางอะไรได้มากน้อยกว่ากันแค่ไหน?

          --------------------------------------
          . ตามดูจิต...เห็นจิต...รู้จิต พ้นทุกข์ได้


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com