
ที่สุดแห่งทางสายกลาง คือ พระนิพพาน
ในที่สุดเราก็ผ่านอาทิตย์สุดท้ายของเทศกาลทำบุญทอดกฐินมาด้วยความเรียบร้อยที่วัดป่าชนะสงคราม อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย โดยพ่วงท้ายวัดป่าประสบปรียาราม อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด เข้าไปด้วย
เหตุที่พ่วงวัดป่าประสบปรียารามเข้าไปด้วยก็เพราะในวันงานทอดกฐินของวัดป่าหนองแซง ของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ได้มีโอกาสกราบนมัสการท่านเจ้าอาวาสวัดป่าประสบปรียาราม และทราบว่าปีนี้ไม่มีใครจองกฐิน จึงถามไถ่แพทย์หญิงชญานินี หรือหมอไอซ์ หนึ่งในลูกศิษย์ของผู้เขียนว่าจะรับเป็นเจ้าภาพหรือเปล่า ถ้ารับพวกเราจะหาทุนทรัพย์สมทบช่วย
ผลคือเธอตอบตกลง และนัดท่านเจ้าอาวาสวัดป่าประสบปรียาราม ได้รับผ้ากฐินกับปัจจัยที่วัดป่าชนะสงคราม ในวันที่ 13 พฤศจิกายน (2548) ในคราเดียว
กฐินวัดป่าชนะสงครามปีนี้ จัดขึ้นตามความต้องการของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ด้วยเห็นว่าหลังจากสร้างวัดเสร็จพร้อมถวายไปเมื่อปี 2544 แล้วนั้น เรามิได้จัดกฐินขึ้นไปทอดอย่างจริง ๆ จัง ๆ อีกสักครั้งด้วยติดขัดที่ต้องสร้างศาลาอุโบสถที่วัดป่าพอก ซึ่งเพิ่งจะแล้วเสร็จเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
แม้ปีนี้เราจะไม่จัดกฐินขึ้นทอดที่วัดป่าพอก เพราะศาลาอุโบสถเสร็จสมบูรณ์แล้วหากก็ต้องช่วยหาทุนทรัพย์ช่วยงานกฐินของวัดป่าหนองแซง สำหรับการชำระหนี้ที่ดินตามโครงการสร้างบ้านพักคนชราของพระเดชพระคุณหลวงปู่เสน ปัญญาธโร เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมาทำให้เราไม่มีเวลาแม้พิมพ์ซองฎีกากฐินวัดป่าชนะสงครามด้วยซ้ำ
“ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น!” คุณหญิงทมยันตีบอกอย่างนั้น ซึ่งผู้เขียนก็แจ้งไปยังหลวงปู่พรม เจ้าอาวาสกับมัคทายกวัดทราบล่วงหน้าว่าไม่ให้หวังยอดเงิน แต่ให้เอาอานิสงส์ผ้ากฐินเป็นหลัก
ผู้เขียนบอกบุญไปในคอลัมน์ธรรมะ 5 นาที หลังกลับจากงานที่วัดป่าหนองแซง
จนเมื่อวันเดินทางขึ้นสุโขทัยมียอดเงินบริจาคผ่านธนาณัติเกือบสี่หมื่นบาท จากชาวบ้านรวบรวมมาอีกสองหมื่นเศษ นอกนั้นจากชาวคณะของทมยันตี-ภูเตศวร จำนวนสองรถบัสประมาณเก้าสิบกว่าคนรวบรวมส่งให้
ยอดกฐินของวัดป่าชนะสงคราม ได้ปัจจัยถวายถึงสี่แสนเศษ!
ส่วนของวัดป่าประสบปรียาราม ได้เจ็ดหมื่นห้าพันบาท
ทั้งหมดทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง คือศรัทธาอันบริสุทธิ์ของท่านทั้งหลายที่เราทั้งสองจะไม่มีวันลืมเลือนจากใจเลยครับ
ธรรมะ 5 นาที ฉบับนี้ มีรูปภาพแทนถ้อยคำนับพันคำมาฝากท่านทั้งหลายเช่นเคย วันนี้พระรัตนพุทธะชัยะสงคราม พระประธานประจำวัดที่เราร่วมแรงร่วมใจเททองหล่อเมื่อวันเพ็ญเดือน 6 ปี พ.ศ. 2542 ปิดทองงามอร่ามตา ใครมีโอกาสผ่านมาก็เชิญแวะเข้าไปนมัสการเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนนะครับ
เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอเข้าสู่หัวข้อที่กำหนดไว้เลยนะครับ โดยปกติการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้น ในแต่ละวันจะมีเส้นทางดำเนินไป 2 สถาน หนึ่ง คือเส้นทางแห่งทุกข์...สอง คือเส้นทางแห่งสุข หากในพุทธศาสนายังกำหนดเส้นทางดำเนินชีวิตให้ผู้ชาญฉลาดก้าวเดินคือเส้นทาง ‘สายกลาง’
ทางสายกลางซึ่งจะเป็นทางสิ้นสุดของสุขหรือทุกข์
เส้นทาง 3 สายนี้ คือ ความรู้สึกแห่งใจอันมี 3 ประการ คือ...
1.ความรู้สึกฝ่ายกิเลส
2.ความรู้สึกฝ่ายคุณธรรม
3.ความรู้สึกกลาง ๆ
ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากความเร้าของอารมณ์ คือ เมื่ออารมณ์มาสัมผัสจะรู้สึกและสะเทือนใจขึ้น เป็นสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ แล้วเร้าให้เกิดกิเลสหรือคุณธรรมขึ้นอีกทีหนึ่ง เมื่อดำเนินตามทางของกิเลสย่อมก่อเลวขึ้นใส่ตัว ได้รับทุกข์เป็นผลสืบเนื่องไป เมื่อดำเนินตามทางของคุณธรรมย่อมก่อกรรมดีใส่ตัวเป็นสุขเป็นผลสืบเนื่องในกำเนินฝ่ายดี ซึ่งมีทุกข์โดยธรรมชาติเจือปน ไม่พ้นจากทุกข์เด็ดขาดได้
ทว่าเมื่อดำเนินไปตามสายกลาง คือทางรู้สึกเป็นกลาง ย่อมไม่ก่อกรรมใด ๆ ใส่ตัวเป็นทางสิ้นสุดแห่งสุขทุกข์ในอวสาน
ตรงนี้ต้องขออธิบายว่า คำว่าทางสายกลางนั้น ไม่ใช่การไม่ทำอะไรเลยโดยเฉพาะบุญทานหรือความดี แต่ในที่นี้หมายถึง ‘ใจ’ อันเป็นความรู้สึกรับรู้ของตนมากกว่าอย่างที่คัมภีร์วิสุทธิมรรคท่านว่า
“ตรงจุดศูนย์กลางคือใจนั่นแหละ เหมือนมีทางสามแยกอยู่แล้ว จะเดินไปทางไหนก็จงรีบตัดสินใจแล้วเดินไปตั้งต้นจากศูนย์กลางนั่นแหละ จิตใจเป็นจุดศูนย์กลาง และเป็นจุดตั้งต้นของทางทุกข์ ทางสุข และทางนิพพาน หรือจะว่าเป็นจุดตั้งต้นของทางนรก ทางสวรรค์ และทางนิพพานก็ได้ ถ้าเปรียบเทียบทางทุกข์คือทางซ้าย ทางสุขคือทางขวา และทางนิพพานก็เป็นทางสายกลางมีอยู่แล้ว ในที่จุดศูนย์กลางคือจิตใจ ที่พระบรมศาสดาทรงพบว่าทางสายกลางเป็นทางตรงไปสู่ความปราศจากทุกข์อย่างเด็ดขาดในบั้นปลายเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา”
วิสุทธิมรรค ยังอธิบายถึง ณ ที่สุดแห่งทางสายกลางไว้ชัดเจนว่า บริบูรณ์ไปด้วยสภาวะสมปรารถนาทุกประการเมื่อประมวลแล้วเป็นดังนี้
1.เอกภาพไพศาล ได้แก่ มีความเป็นเอกราชสิทธิ์ขาดในการประกอบกรณียะทุกประการ ไม่มีอำนาจใด ๆ มาก้าวก่ายได้
2.เสรีภาพสมบูรณ์ ได้แก่ มีสิทธิ์อำนาจในการดำรงอยู่ตามใจประสงค์ของตนอย่างเต็มที่ ไม่มีกฎหมายหรืออำนาจใด ๆ จำกัดสิทธิ์ได้แม้แต่ประการใด
3.อิสรภาพเต็มเปี่ยม ได้แก่ มีความเป็นตนของตนเต็มที่ พ้นจากอำนาจของกิเลสและกรรมเด็ดขาด กิเลสและกรรมไม่มีอำนาจบังคับบัญชาได้อีกต่อไป
4.สมภาพไพบูลย์ ได้แก่ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในความเป็นแก้ว (รัตนภาวะ) ไม่มีความเหลื่อมล้ำในลักษณะข้า...เจ้า บ่าวนายอีก
5.เอกีภาพไพบูลย์ ได้แก่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จริง ๆ ไม่มีความแตกต่างระหว่างแก้วด้วยกัน ไร้ความริษยา มีความรักอย่างเป็นธรรมในสรรพสัตว์
6.สันติภาพถาวร ได้แก่ มีความสงบราบคาบ ไม่มีเหตุทำให้เกิดการปั่นป่วน ไม่มีความวุ่นวาย เพราะเป็นสันตบุคคลผู้บริบูรณ์ด้วยความเกลียดกลัวบาป มั่นอยู่ในสันติธรรมทุกเมื่อถึงความเป็นเทพเจ้าผู้บริสุทธิ์แล้ว
7.เอกันตบรมสุข ได้แก่ มีความบรมสุขส่วนเดียว ปราศจากสภาวะที่เรียกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์กาย คับแค้นใจและร่ำไรรำพันเพ้อโดยประการทั้งปวง มีแต่สภาวะตรงกันข้ามกับทุกข์ดังกล่าวนั้น มีความเต็มอิ่มสิ้นหิวกระหายแล้ว มีความสมปรารถนาทุกประการแล้ว สภาวะดังกล่าวมาโดยสังเขปนี้มีในที่ใด ที่นั่นเรียกว่า ‘พระนิพพาน’ เป็นจุดหมายสูงสุดในหลักทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
ครับ...จากคัมภีร์วิสุทธิมรรคดังกล่าวพอที่จะสรุปได้ว่า การก้าวสู่ภาวะนิพพานได้นั้นต้องก้าวเดินบนเส้นทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลางในจิตใจของตน ดังคำกล่าวที่ว่า สวรรค์ก็อยู่ในอก นรกก็อยู่ในใจ พระนิพพานก็มิได้อยู่ที่ไหน แต่ต้อง...สำเร็จในใจของตนนั่นแล...

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com