
คำถามโดนใจ
วันนี้ผู้เขียนเพิ่งกลับมาจากวัดสิริจันทรนิมิตวรวิหาร หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า วัดเขาพระงาม จังหวัดลพบุรี การไปครั้งนี้ด้วยเหตุผลสองประการ
หนึ่งคือ ไปดูงานการซ่อมหลังคาพระอุโบสถที่แล้วเสร็จ ด้วยปัจจัยสมทบจากท่านผู้อ่านขวัญเรือนจำนวนหลายแสนบาท ซึ่งส่งโดยตรงไปที่วัดหลังบอกบุญในคอลัมน์นี้ไม่นาน ซึ่งได้เก็บรูปมาฝากท่านแล้วในฉบับนี้
สอง...ไปร่วมงานอุปสมบทหมู่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวาระพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครองราชย์เป็นปีที่ 60 โดยงานนี้วัดสิริจันทรนิมิตวรวิหาร ได้จัดบวชนาคจำนวนมากถึง 127 รูป มีทั้งข้าราชการพ่อค้า ประชาชน สมัครใจเข้ารับการอุปสมบทมากเป็นประวัติการณ์ งานนี้มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นประธาน เรียกว่าจัดงานได้ยิ่งใหญ่จริง ๆ เพราะเป็นศรัทธาของมหาชนชาวลพบุรีร่วมกันน้อมเกล้าฯ ถวายในหลวงของเรา แถมงานนี้มีคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือทมยันตี ไปทำหน้าที่ตบแต่งภายในพระอุโบสถเสียงดงามอร่ามตา มิหนำซ้ำยังเป็นเจ้าภาพจัดเครื่องบายศรีในพิธีทำขวัญนาคให้อีก เอ้า...ใครเป็นใครดูจากรูปเอาเองนะครับ
ฉบับนี้ ขออนุญาตยกเอาปัญหาของท่านผู้อ่านท่านหนึ่งที่พบกันในงานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ครั้งที่ผ่านมาตอบตรงนี้ แม้จะจำชื่อของท่านผู้นั้นไม่ได้ แต่เห็นว่าปัญหาที่ถามในครานั้นมีประโยชน์กับผู้ศึกษาธรรมอย่างยิ่ง จึงอดไม่ได้ที่จะต้องนำมาแสดงในธรรมะ 5 นาทีอีกครั้ง
โดยรวมของปัญหามีอยู่ว่า...“เคยอ่านหนังสือพบคำกล่าวที่ว่า วิญญาณทำให้เกิดนามรูป ถ้าไม่มีนามรูป วิญญาณจะเกิดได้ไหม และเห็นว่าเมื่อนามรูปดับ วิญญาณก็ดับด้วย เมื่อรูปนามเกิดวิญญาณเกิด เพราะต้องมีเหตุปัจจัยทำให้วิญญาณเกิด เช่นเมื่อคนตายวิญญาณก็ตายไปด้วย แล้วจะเอาวิญญาณที่ไหนไปเกิดเพราะความรู้สึกมันดับไปหมดแล้ว วิญญาณเป็นธรรมชาติที่รับรู้ เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน บังคับไม่ได้ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อคนตาย จักษุวิญญาณไม่มี โสตวิญญาณไม่มี ฆานวิญญาณไม่มี ชิวหาวิญญาณไม่มี แล้วจะเอาวิญญาณที่ไหนไปเกิด?”
นาน ๆ จะเห็นมีคำถามประหลาด ๆ แบบนี้สักที แถมยังมีประโยชน์กับส่วนรวมอย่างนี้ จึงต้องนำมาแสดงอีกครา หลังให้คำตอบแก่ผู้สงสัยไปแล้ว
กับคำกล่าวที่ว่า เมื่อรูปนามดับ วิญญาณดับไปด้วย เมื่อรูปนามเกิด วิญญาณก็เกิด เพราะเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกันนั้นเป็นความจริง ถือเป็นหลักสำคัญทางศาสนาพุทธของเราจริง ๆ
แต่ก่อนจะตอบขออนุญาตพูดถึงวิญญาณสักหน่อย โดยปกติแล้วเวลาพูดถึงวิญญาณ คนทั่ว ๆ ไปมักจะนึกถึง ‘ความตาย’ คือตายแล้ว วิญญาณจะออกจากร่างกลายเป็นผี หรือไม่ก็นึกถึงวิญญาณที่เป็นดวง ๆ ไปก็มี
แต่ความจริงวิญญาณในความหมายของพุทธศาสนานั้นถือเอา ‘ธาตุรู้’ ทั้งหลายเป็นวิญญาณ เช่นรู้รสอาหาร เป็นชิวหาวิญญาณ การมองเห็นหรือรับรู้ด้วยตาเรียกว่า จักษุวิญญาณ รับรู้กลิ่น เรียกว่า ฆานวิญญาณ ได้ยินหรือรับรู้ในเสียงเรียกว่า โสตวิญญาณ รับรู้ในสัมผัสเรียกว่า กายวิญญาณ
เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว จึงพูดถึงคนที่ใกล้ตาย วิญญาณทั้งห้านี้จะดับก่อน ส่วนจะดับตรงไหนก่อนขึ้นอยู่กับสภาพของคนป่วย ส่วนไหนของกายพิการหรือเสื่อมมากส่วนนั้นจะดับก่อน
ในขณะวิญญาณทั้งห้าดับสนิท...คือขณะนั้นคนใกล้ตายจะมองไม่เห็นอะไร หูก็จะค่อย ๆ ไม่ได้ยิน ร่างกายจะปราศจากความรู้สึกไปเรื่อย ๆ แต่ที่เหลืออยู่คือ...มโนวิญญาณ ขณะที่กายกำลังดับ มโนวิญญาณซึ่งยังไม่ดับจะสร้างกายทิพย์ขึ้นมาเหมือนกับคนเราเมื่อนอนหลับสนิทแล้วฝัน ซึ่งในขณะที่เราฝันก็เป็นตัวตนในความรู้สึกเช่นเวลาเราตื่นอยู่เหมือนกัน
อาจารย์พร รัตนสุวรรณ ซึ่งผู้เขียนกับคุณทมยันตีถือเป็นครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งของเรา เคยอธิบายเรื่องนี้ว่า...
ความฝันก็คือกายทิพย์อย่างหนึ่ง แต่เป็นกายทิพย์ที่ยังไม่มีชีวิต เพราะเกิดจากอำนาจของวิญญาณส่วนน้อย ส่วนกายทิพย์ของคนหมดวาระด้วยความตายเป็นกายทิพย์ที่มีชีวิต มีประสาทใช้การได้เหมือนกายเนื้อ ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อวิญญาณทั้งห้าดับ อำนาจของวิญญาณก็จะรวมพลังอยู่ที่มโนวิญญาณ เหมือนกับคนที่ได้สมาธิขั้นมโนมยิทธิ ซึ่งเข้าสมาธิได้ลึกจนกระทั่งไม่รู้สึกถึงสิ่งภายนอก แล้วสร้างกายทิพย์ขึ้นมาได้
โดยปกติของคนธรรมดาสามัญ ทุกคนอยากมีชีวิต อยากมีตัวตน ยิ่งรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตาย ความรู้สึกอยากมีชีวิตก็จะรุนแรงขึ้น และเพราะเหตุที่ความสามารถในการสร้างมโนมัยกายหรือร่างกายของวิญญาณ จึงเป็นร่ายกายวิญญาณที่สมบูรณ์ เป็นร่างกายที่มีชีวิตเพียงแต่เป็นกายละเอียด หรือเรียกว่ากายทิพย์นั่นเอง และเมื่อร่างกายเกิดขึ้น ในเวลาเดียวกันก็เกิด คือมี เวทนา สัญญา สังขาร เกิดขึ้นพร้อมกับวิญญาณ เมื่อเกิดนามรูปก็ย่อมเป็นปัจจัยให้วิญญาณเกิดขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่นามรูปที่เกิดใหม่ซึ่งเป็นกายทิพย์นั้นเกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ซึ่งวิญญาณในขณะนี้คือ ภวังควิญญาณ เป็นวิญญาณที่เป็นวิบากล้วน ๆ มีทั้งวิบากของกุศลและอกุศล ฉะนั้น...นามรูปที่เกิดจะดีชั่วแค่ไหนอย่างไร ขึ้นอยู่กับวิบากขณะนั้น ซึ่งจะทำหน้าที่โดยอัตโนมัติ เหมือนนอนหลับแล้วหลับฝัน
เท่ากับขณะวิญญาณทั้งห้าดับสนิทขาดจากกายเนื้อ คือคนนั้นตายสนิท กายทิพย์ที่เกิดใหม่จะสมบูรณ์ทันที และแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ และวิญญาณก็เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปอันนี้ต่อไปอีก คือจะมีการเกิดดับและเกิดใหม่สืบต่อในกายทิพย์อันนี้ เช่นเดียวกับวิญญาณที่ทำให้เกิดกายเนื้อ และกายเนื้อเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณสืบต่อกันไปเป็นวงจร...จนกว่าจะค้นพบปัญญาและหาทางก้าวพ้นทุกข์ผ่านอุปสรรคการยึดมั่นถือมั่นได้
เพราะเหตุแห่งกายทิพย์เป็นวิญญาณที่เป็นวิบากล้วน ๆ เกิดจากวิบากทั้งกุศลและอกุศลนำพาล้วน ๆ จึงทำให้กายทิพย์ของคนตายกลายเป็นเทวดาหรือกลายเป็นเปรต...อสุรกายได้ในทันทีตามการหนุนนำของกุศลกรรม และอกุศลกรรมที่เจ้าตัวสะสมมาในชีวิต และฝังอยู่ในภวังคจิตหรือภวังควิญญาณโดยพลัน
สำหรับผู้ที่ประกอบด้วยสมาธิอันแรงกล้าเพราะการปฏิบัติธรรม คนเหล่านี้ย่อมอาศัยภูมิจิตของตนกำหนดภพภูมิได้ตามกำลังแห่งบุญกุศล อย่างเช่นเป็นเทวดาอาศัยในสุคติภูมิสวรรค์ตามลำดับชั้น หรือเป็นพรหม เป็นอรูปพรหม ดังที่พระคัมภีร์ได้แสดงไว้ทุกประการ
ขอจากลาท่านทั้งหลายด้วยการเชิญชวนชาวพุทธทุกคน ร่วมจิตร่วมใจละเลิกอบายมุข...หันหน้าเข้าปฏิบัติธรรมสมาธิเพื่อน้อมนำกุศลน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ในวาระทรงครองราชย์ยาวนานมาเป็นปีที่ 60 เป็นกรณีพิเศษ และขอความสุขศานติจงเป็นของทุกท่านด้วยเทอญ
สวัสดีครับ!
--------------------------------------------------------
. วันที่11 กุมภา ไปไหนดี
. วิธีเดินทางไปวัดเขาพระงาม

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com