การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

‘เมตตาธรรม’ by จิตตภาวนา

3 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#763]

‘เมตตาธรรม’

          ก่อนอื่นขอรายงานผลจากวันมาฆบูชาที่ผ่านมาให้ท่านทั้งหลายได้อนุโมทนากันเป็นอันดับแรก มาฆบูชาปีนี้ มีผู้เดินทางร่วมแสวงบุญที่วัดป่าชนะสงครามหรือวัดป่าภูแก้ว เป็นจำนวนถึงเจ็ดสิบชีวิต เท่ากับต้องใช้รถบัสขนาดใหญ่สองคัน

          เช่นเคยกับการนัดหมายที่หน้าโรงเรียนหอวังลาดพร้าว พร้อมออกเดินทางในเวลา 07.00 น. ถึงพิษณุโลกตอนเที่ยงวัน ถือโอกาสกราบนมัสการองค์พระพุทธชินราช ที่วัดพระศรีมหาธาตุ เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต

          ถึงวัดป่าชนะสงครามในตอนบ่ายแก่ ๆ โดยมีคณะศรัทธาบ้านภูแก้วและบ้านโชกม่วง คอยต้อนรับด้วยอาหารตามแบบฉบับท้องถิ่น ปีนี้ผักหวานมีมากและหมดลงในเวลาอันสั้น จากความอร่อยลิ้นของชาวคณะจากกรุงเทพฯ

          ตอนค่ำหลังจากรับประทานอาหาร อาบน้ำชำระล้างร่างกาย พักผ่อนกันตามอัธยาศัย ทุกคนพร้อมหน้าบนศาลาใหญ่ จากนั้นหลวงปู่พรหม พร้อมครูบาอาจารย์นำพาเดินประทักษิณเวียนเทียนถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ตามประเพณีในวันมาฆบูชา...

          เวียนเทียนเสร็จขึ้นศาลาใหญ่ร่วมทำวัตรสวดมนต์เย็น ต่อด้วยการอบรมธรรมสมาธิพอสมควรแก่เวลาก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

          เช้าวันอาทิตย์ หลวงปู่นำพระสงฆ์เดินโปรดสัตว์รับบิณฑบาต รอบศาลาใหญ่ โดยมีคณะศรัทธาจากกรุงเทพฯ และชาวบ้านร่วมทำบุญพร้อมหน้าดังที่เคยเป็นเช่นทุกครั้ง

          หลังพระสงฆ์ฉันภัตตาหาร และญาติโยมร่วมรับประทานอาหารเช้าเสร็จ อีกครั้งกับการพร้อมหน้าบนศาลาใหญ่เพื่อรวบรวมยอดปัจจัยผ้าป่าฯ ก่อนทำการทอดถวายรายได้เพื่อสร้างประตูรั้วและกำแพงวัด

          เบ็ดเสร็จงานนี้ได้ยอดเงินจำนวน 330,313.50 บาท (สามแสนสามหมื่นสามร้อยสิบสามบาทห้าสิบสตางค์)

          และขออนุโมทนากับผลบุญของท่านทั้งหลายมา ณ ที่นี้ด้วยครับ!

          หลังทอดผ้าป่าฯ และอาหารกลางวัน ทุกชีวิตขึ้นรถมุ่งหน้าสู่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเพื่อเยี่ยมชม งานนี้ภูเตศวรเป็นเจ้าภาพนำพาคณะศรัทธาขึ้นรถรางนำทุกคนทัศนศึกษาแหล่งประวัติศาสตร์โลกด้วยรอยยิ้มอิ่มบุญ จากนั้นกลับขึ้นรถบัส ลาอดีตราชธานีอันรุ่งเรืองในอดีต มุ่งหน้ากลับกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

          ส่วนใครเป็นใคร อิ่มบุญอิ่มกุศลกันอย่างไร เชิญทัศนากันจากรูปถ่ายที่เอามาฝากก็แล้วกันครับ


2 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

เอ้า...มาถึงหัวข้อที่จั่วไว้เลยครับ เมื่อฉบับที่ผ่านมาได้เขียนถึงการเจริญเมตตาและการแผ่เมตตาเอาไว้ และเพื่อให้เห็นประโยชน์ของเมตตาธรรมอย่างชัดแจ้งขึ้นอีก ผู้เขียนจึงจำต้องอรรถาธิบายต่ออีกเล็กน้อย

ในพุทธพจน์อีกบทหนึ่ง ซึ่งพระบรมศาสดาได้ทรงตรัสต่อภิกษุดังใจความที่ว่า...

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดมีปกติอยู่ด้วยเมตตาเป็นผู้เห็นภัยของกิเลส เป็นผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนา ผู้นั้นจะพึงบรรลุถึงทางที่สงบ ซึ่งเป็นที่ดับของสังขารทั้งหลาย”

จากพุทธพจน์อันนี้ ทำให้เราได้แง่คิดอีกประการว่า ผู้ที่จะเข้าถึงนิพพานนั้น (ในที่นี้เรียกว่าทางอันสงบ) จะต้องมีพื้นแห่งจิตใจที่ประกอบด้วยเมตตาอยู่เสมอ และต้องเห็นภัยหรือโทษของกิเลสด้วย

เคยกล่าวไว้แล้วว่า ธรรมอันหนึ่งของพระอริยเจ้านับตั้งแต่พระโสดาบันชั้นแรกขึ้นไป ต้องละสักกายทิฐิ ซึ่งผู้ละได้ก็หมายถึงการเริ่มเข้าสู่กระแสแห่งนิพพานนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับการมีความรู้อย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับพื้นของการเสียสละ เพราะการเสียสละคือการหัดปล่อยวาง ตั้งแต่ปล่อยวางวัตถุจนถึงปล่อยวางเกี่ยวกับเรื่องตัวตนของตนได้ การปล่อยวางวัตถุเริ่มตั้งแต่การบริจาคในบุญทานต่าง ๆ อย่างนี้เรียกว่าเป็นการฝึกหัดปล่อยวางขั้นต้น การเสียสละอย่างนี้จะค่อย ๆ ทำให้เห็นประโยชน์ของการเสียสละมากขึ้นทีละน้อย

อานิสงส์ของการบริจาคไม่เพียงแต่จะทำให้เรามีความสบายใจ มีปีติโสมนัสเกิดขึ้นเท่านั้น หากการบริจาคย่อมเหมือนการหว่านพืช ผู้หว่านพืชย่อมสามารถเก็บเกี่ยวพืชผลที่ปลูกไว้เป็นสัจจะ เมื่อเป็นเช่นนั้น คนเหล่านั้นจะเข้าใจและเห็นความจริงว่า การที่คนเราเกิดมามีตัวตนที่สมบูรณ์ มีความสุขสบายจริง ๆ ต้องประกอบด้วยผลบุญ ผลทาน จากการเสียสละทั้งสิ้น จากอดีตชาติ และในปัจจุบันชาติได้ทำอีก ทำเรื่อย ๆ จนเป็นเหตุเป็นปัจจัย ในที่สุดเราก็สามารถสละวางได้ในทุกสิ่ง แม้กระทั่งตัวตนของตน คือการละสักกายทิฐิ คือความเข้าใจผิดในเรื่องตัวต้นได้

ผู้ที่มีปกติอยู่ด้วยเมตตา ก็คือ ผู้ที่ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่พยาบาท นอกจากนั้นยังมีความเป็นมิตร มีความรัก ความปรารถนาดีต่อมนุษย์และสัตว์ทั่วไป ตรงนี้อยากให้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูสักนิด

...กว่าเราจะมีนิสัย มีใจเป็นเมตตาอย่างนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ ถ้าเราทั้งหลายไม่เคยหัดเสียสละ คือการให้ด้วยเมตตากรุณาอยู่เสมอ ความเมตตาอันลึกซึ้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

บทพิสูจน์เรื่องเมตตาธรรมง่าย ๆ อย่างนี้ครับ พรานป่าแม้มีนิสัยไล่ล่าชีวิตสัตว์เพื่อเลี้ยงชีวิตตน หากเลี้ยงสุนัขหรือสัตว์ใด ๆ ไว้สักตัว เลี้ยงดูด้วยความรักใคร่เอ็นดู ไม่คิดทำร้ายมัน จนกระทั่งในที่สุดแม้เคยฆ่าสัตว์อื่นมามากมายเพียงใด แต่สำหรับสัตว์ที่เลี้ยงดูก็จะฆ่าไม่ลง หรือแม้แต่เด็กที่เป็นลูกของคนอื่น ถ้าเราได้เลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ๆ เราก็อดให้ความรักความปรานีเหมือนที่เราให้กับลูก ๆ ของเราไม่ได้

ทั้งหมดคือคำตอบ ว่าการปลูกฝังนิสัยเมตตาให้เกิดขึ้นในสันดาน ไม่ใช่เกิดแต่การนึกคิด หรือการแผ่เมตตาในใจเท่านั้น แต่ต้องกระทำควบคู่ไปด้วย เหมือนการบริจาค การเสียสละเวลาไปร่วมบุญร่วมทานตามโอกาสอันสมควร คนที่สัมผัสตรงนี้ย่อมเข้าใจถึงความปีติ ความเกษมสุขในบุญอันเจือด้วยเมตตาอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องให้ใครอธิบาย

ขอยกตัวอย่างเรื่องกองทุนขวัญเรือนสักนิดนะครับ วันนี้พี่น้อยหรือคุณพนิดา หัวเรือใหญ่ของนิตยสารฉบับนี้ เธอนำทรัพย์ส่วนตัวจำนวนหลายแสนตั้งเป็นกองทุนสำหรับเด็กนักเรียน นั่นคือเมตตาธรรมในประการแรกที่เกิดขึ้นในจิต ประการนี้ย่อมก่อสุขขึ้นในจิต หากเชื่อว่าหลังจากออกเดินทางไปพบเห็นผลบุญในงานแต่ละครั้ง สัมผัสบุญกุศลด้วยตัวตนของตนจากตาของตน

พี่น้อยย่อม...มีความปีติในเมตตาธรรมได้มากกว่าการบริจาคปัจจัยอย่างเดียว อันนี้ผู้เขียนขอรับรอง!

เพราะประการนี้แล ความปีติ...ความเห็นประโยชน์จริงจากเมตตาธรรม ย่อมนำพละกำลังให้คนก้าวสู่ทางบุญอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและเบื่อหน่าย...

ถึงตรงนี้...ขอถือโอกาสตอบคำถามหลาย ๆ คนที่เคยถามผู้เขียน... “ไม่เบื่อหน่ายในงานบุญบ้างหรือ?” เพราะหลาย ๆ ท่านรับรู้...งานบุญของทมยันตี-ภูเตศวรนั้นมีให้เห็นยาวนานมาเกือบยี่สิบปี

คำตอบคือ... “วันนี้ทุกอย่างเป็นเมตตาธรรมที่เรารับรู้และสัมผัสได้อย่างแท้จริง จากโรงเรียนปัญญาประชาสรรค์ โรงทานแห่งปัญญา ในปี 2537 ...สู่มูลนิธิปัญญาธโร เพื่ออาหารกลางวันเด็กนักเรียน ดูแลพระภิกษุสงฆ์ที่อาพาธ ตลอดจนวัดป่าชนะสงคราม...วัดป่าพอก ฯลฯ... คือประโยชน์สุขของบุคคลเหล่านั้นในแต่ละพื้นที่ทั้งหมด มาจากความพยายาม ความเสียสละด้วย เมตตาธรรม ที่พยายามฝึกหัดมาอย่างยาวนานจนเห็นประโยชน์อันมหาศาลในปัจจุบัน”

หรือบางท่านอาจสงสัย...พบเห็นพี่น้อยหรือคุณพนิดาที่ไหน ลองกระซิบถามเธอบ้าง ท่านอาจได้คำตอบดีกว่าก็ได้...ด้วยเชื่ออย่างสนิทใจจริง ๆ ด้วย...

ว่าวันนี้ พี่น้อยเข้าใจคำว่าเมตตาธรรมสว่างแจ้งในจิต โดยไม่ต้องให้ใครอธิบายแล้ว

ท้ายสุดขอกราบขอบพระคุณเมตตาธรรมของทุก ๆ ท่าน แฟน ๆ ของขวัญเรือน ถ้าไม่มีกระแสแห่งเมตตาธรรมของท่าน งานบุญทั้งหลายของเราคงไม่ผ่านพ้นมาถึงวันนี้ ขอบพระคุณจริง ๆ ครับ

by จิตตภาวนา


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com