การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อินทรีย์แก้ว by จิตตภาวนา

3 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
13 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 5 ปี ที่ผ่านมา
[#765]

อินทรีย์แก้ว

          ในที่สุด กายสังขารของพระครูสิริปุญญาทร หรือหลวงพ่อหมื่นอุดม ชาติการุณ เจ้าอาวาสวัดตูม จังหวัดอยุธยา ที่ผ่านพิธีพระราชทานเพลิงไปแล้วเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน (2549) ที่ผ่านมา ณ เมรุลอย ที่วัดตูม ท่ามกลางญาติมิตร สานุศิษย์มาร่วมพิธีล้นหลาม


2 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 5 ปี ที่ผ่านมา

          เพราะความที่หลวงพ่อชอบเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดียมาก... ว่ากันว่าในชีวิตของท่านที่ผ่านมา ท่านไปเยือนมาแล้วถึงสิบแปดครั้ง ลูกศิษย์ใกล้ชิดหลายคนแม้แต่คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ก็เลยมีความคิดจะนำอังคารธาตุของหลวงพ่อไปลอยที่แม่น้ำพระคงคาในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้...เท่ากับว่าหลวงพ่อของเราจะเดินทางไปอินเดียครั้งที่สิบเก้า เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่าน

          ...และจะอยู่บนแผ่นดินพุทธภูมิตลอดไป...

          พูดถึงอินเดีย ภูเตศวรกับทมยันตี ได้มีโอกาสไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่ ก็เพราะหลวงพ่อหมื่นอุดมนี่แหละครับ ท่านคะยั้นคะยออยู่หลายคราจนในที่สุดก็เดินทางไปแสวงบุญกับท่าน ลงท้ายต้องนิมนต์ครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือไปเยือนอินเดียอีกหลายครั้งด้วยความศรัทธา เพราะไปอินเดียได้หลายอย่าง ได้คำตอบที่ค้างคาใจ...ได้ความรู้มากมายมหาศาล ที่สำคัญได้บุญได้กุศลอย่างสูงสุด ถึงตรงนี้กล้าบอกเลยครับว่า

          ครั้งหนึ่งที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ ถ้าไม่ได้ไปนมัสการสังเวชนียสถานสักครั้งน่าเสียดายจริง ๆ ครับ!

by จิตตภาวนา


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 5 ปี ที่ผ่านมา

          เอาละครับ มาเข้าเรื่องเข้าราวกันเลยดีกว่า เหตุผลที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนก็เพราะผู้เขียนมักได้ยินคำถามเรื่องภาวะนิพพาน คือภาวะสิ้นสูญ หรือตายสูญใช่หรือไม่? อยู่เสมอ กับอีกคำถามก็คือ ความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าที่ค่อนข้างฟังแล้วขัดแย้งกันอยู่บ้างระหว่างมหายานกับเถรวาท ก็เลยถือโอกาสนี้วิสัชนาเสียทีเดียว

          ก่อนอื่นต้องขอยกเอาพระคัมภีร์วิสุทธิมรรคมากล่าวก่อน ว่ากันว่า ‘พระยมกะ’ ภิกษุในพุทธกาล เมื่อท่านยังไม่บรรลุอรหัตผล ได้แสดงความเห็นว่าพระอรหันต์ตายสูญ ท่านจึงถูกพระสารีบุตรสอบสวน จนเมื่อพระยมกะสำเร็จธรรมบรรลุพระอรหัตผลแล้ว จึงเห็นแจ้งตามจริงว่า

          “สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง ย่อมเป็นไปตามปัจจัย คือสลายไป ส่วนพระอรหันต์มิใช่สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จึงไม่สลายไป แปลว่าไม่ตายสูญ”

          นั่นคือคำตอบที่เห็นชัดในพระคัมภีร์ และถ้าจะอธิบายต่อก็ต้องย้อนกลับมายังคตินิยมของฝ่ายมหายานกับเถรวาทดังนี้ครับ

          ฝ่ายมหายานหรืออุตรนิกาย เขาแบ่งพระพุทธเจ้าเป็นหลายชั้น อาทิเช่น

          พระอาทิพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าเที่ยงแท้มีพระรัศมีเรืองโรจน์ที่สุดหาเขตจำกัดมิได้ ไม่มีเบื้องต้น เบื้องปลาย เป็นอยู่ชั่วนิรันดร์

          พระฌานิพุทธเจ้า คือพระนิรมานกาย คือการที่ทรงเนรมิต บิดเบือนด้วยอำนาจของฌานสมาบัติ มีพระรัศมีรุ่งเรือง มิใช่พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้โปรดสัตว์ในโลก

          พระมานุสีพุทธเจ้า ได้แก่เหล่าพระพุทธเจ้าซึ่งมาตรัสรู้โปรดสัตว์ในโลก มีพระกายเป็นมนุษย์ แต่เป็นพระกายที่พิเศษกว่ามนุษย์สามัญ มีพระฉัพพรรณรังสี รัศมีพระกายแผ่ซ่านออกข้างละวา

          ส่วนฝ่ายเถรวาทหรือทักษิณนิกาย (ฝ่ายเราในปัจจุบัน) โบราณจารย์ท่านก็แบ่งพระกายของพระพุทธเจ้าออกเป็นสามภาคเช่นกัน ทว่าเรียงลำดับจากต่ำไปหาสูง

          พระรูปกาย เป็นพระกายที่ถือกำเนิดจากพระพุทธบิดาและพระพุทธมารดาที่เป็นมนุษย์ธรรมดา ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่เหมือนกายสามัญมนุษย์ แต่บริสุทธิ์สวยงาม พระฉวีวรรณเปล่งปลั่งเกลี้ยงเกลากว่ากายมนุษย์สามัญ เป็นวิบากขันธ์สำเร็จแก่พระบุญญาบารมี

          พระนามกาย ได้แก่กายชั้นใน บางท่านเรียกว่ากายทิพย์ เป็นกายที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนกายชั้นนอก แต่ว่องไวมีความสามารถมากกว่ากายชั้นนอกหลายร้อยเท่า สามารถออกจากกายหยาบไปในที่ไหน ๆ ได้ตามต้องการ เมื่อกายหยาบสลายไปแล้ว กายชั้นนี้จะดำรงอยู่เหมือนกายทิพย์มนุษย์ทั่วไป แต่ของพระพุทธเจ้า...ดีและวิเศษยิ่งกว่าสามัญมนุษย์ด้วยพระบุญญาบารมีที่ทรงบำเพ็ญมาหลายแสนอสงไขยกัป

          พระธรรมกาย ได้แก่พระกายธรรมอันบริสุทธิ์ ไม่สาธารณะทั่วไปแก่เทวาและมนุษย์ หมายถึงพระจิตที่พ้นจากอาสวะแล้ว เป็นพระจิตที่ผุดผ่องมีพระรัศมีแจ่มจ้าเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์อุทัยไขแสงในนภากาศ พระธรรมกายนี้เปรียบเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริง เป็นพระกายที่พ้นการเกิดแก่...เจ็บตาย และทุกข์โศกทั้งหลายได้จริง เป็นพระกายที่เที่ยงแท้ถาวรไม่สูญสลายเป็นอยู่ชั่วนิรันดร์ เป็นที่รวมแห่งธรรมทั้งหลาย

          ในทำนองเดียวกัน พุทธศาสนาเชื่อว่าพระอรหันต์เข้าสู่นิพพานแล้วยังมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง คือความเป็นพระอรหันต์แท้ ไม่สลายไปตามกาย ความเป็นอรหันต์นี้ท่านจัดเป็นอินทรีย์ชนิดหนึ่ง เรียกว่า อัญญินทรีย์ พระพุทธเจ้า คงหมายเอาอินทรีย์นี้บัญญัติเรียกว่า ‘วิสุทธิเทพ’ เป็นสภาพที่คล้ายคลึงวิสุทธาพรหมในชั้นสุทธาวาสชั้นสูง หากบริสุทธิ์ยิ่งกว่า ฉะนั้นเมื่อมีอินทรีย์อยู่ ก็ย่อมจะบำเพ็ญประโยชน์ได้ เพียงแต่ผู้จะรับประโยชน์จากท่านได้ก็จะต้องมีอินทรีย์ผ่องแผ้วพอที่จะรับรู้เห็นได้ เพราะอินทรีย์ของพระอรหันต์เป็นอินทรีย์ที่ประณีตสุขุมที่สุด แม้แต่ตาทิพย์ของเทวดาสามัญก็มองไม่เห็น ดังคำกล่าวบาลีที่ว่า

          ‘มารานัง อทัสสนัง’ หมายถึงพระนิพพานเป็นภาวะประณีตที่สุด มารจึงไม่เห็นพระนิพพาน ทั้งไม่เห็นผู้บรรลุพระนิพพานด้วย

          แม้แต่เทวดาสามัญ หรือพญามาราธิราช ก็มิอาจมองเห็นภาวะนิพพาน มนุษย์สามัญอย่างเราท่าน ซึ่งมีแต่ของหยาบ ๆ หูตาหยาบ ๆ จะเห็นได้อย่างไร อินทรีย์ของพระอรหันต์นี้แหละที่เรียกว่า ‘อินทรีย์แก้ว’ หู ตา ปาก จมูก ลิ้น กาย ใจ ของท่านเป็นแก้ว คือใสบริสุทธิ์ดุจแก้วมณีโชติ

          เพราะฉะนั้น...มีแต่ผู้สำเร็จภูมิธรรมจนเป็นอินทรีย์แก้วแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถพบเห็น ‘พระแก้ว’ คือ พระอรหันต์ที่นิพพานไปแล้ว

          ในหนังสือทิพยอำนาจของ พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส) ยังกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ความรู้แบบนี้ เช่นนี้ เป็นความรู้ลึกลับที่มีอยู่ในพระธรรมวินัยจริง ผู้สนใจค้นคว้าอยู่ถ้ายังไม่รู้หรือรู้ไม่ถึงอย่าเพิ่งคัดค้าน อย่าพึงโมทนา แต่ควรจดจำไว้ เพราะเมื่อใดตนเองได้ศึกษาค้นคว้าแล้วได้ความรู้ ได้เหตุผลถูกต้องดีกว่าจึงค้าน ถ้าได้เหตุผลตรงกันค่อยโมทนา

          การรู้ไม่จริง รู้ไม่ถึงแล้วด่วนวิพากษ์ ด่วนสรุป วิจารณ์ติเตียน ผู้พูดเรื่องนิพพานไม่สูญ จะเป็นไปเพื่อความตาบอด ญาณบอดโดยเปล่าประโยชน์

          ครับ... คือคำตอบสำหรับผู้อยากรู้...นิพพาน คือการสิ้นสูญทุกอย่างหรือไม่?

          แต่ทว่าผู้เขียนเองก็ยังสามารถเพียงนำเอาเรื่องราวในพระคัมภีร์มากล่าวถึงเท่านั้น ส่วนใครอยากรู้...อยากเห็นจริง ก็ต้องทำอินทรีย์ของตนให้เป็นอินทรีย์แก้วอย่างที่เล่ามาทั้งหมดนั่นแหละ

          ...คุณถึงจะเห็นและรู้คำตอบด้วยตนเองอย่างที่สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงตรัสไว้... ‘ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ’ ผู้เป็นวิญญูชนย่อมปฏิบัติเองรู้ได้ด้วยตนเอง

          เอวังก็ด้วยประการฉะนี้แล...

by จิตตภาวนา


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com