
การสร้างวาสนาบารมี
ผู้เขียนเชื่อว่า...ท่านทั้งหลายล้วนเคยได้ยินคำว่า ‘บารมี’ มาแล้วทุกคน ส่วนใหญ่คำว่าบารมีจะต่อท้ายวาสนาเช่น... ‘พระรูปนี้ท่านมีวาสนาบารมีมาแต่ปางก่อน’ หรือ ‘เพราะโยมท่านนี้มีวาสนาบารมีมาจากอดีตชาติ จึงทำให้ปฏิบัติธรรมก้าวหน้าเร็ว’
ในส่วนของพุทธประวัติ เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ ถึงการบำเพ็ญบารมีของพระตถาคตเจ้า สมัยดำรงพระชนม์เป็นพระโพธิสัตว์ ด้วยการสร้างบารมี 10 ทัศ 30 ทัศ ฯลฯ ที่เห็นกันชัด ๆ ก็คือ ทศชาติสุดท้ายนับจากเป็นพระเตมีย์ใบ้ จนถึงพระเวสสันดร ที่เรียกว่า ‘ทศบารมี’ ก่อนเสวยชาติเป็นพระพุทธเจ้า และเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน
การปรารถนาพุทธภูมิ หรือปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อโปรดสัตว์โลก ต้องผ่านการสร้างบารมีอย่างอุกฤษฏ์ ผ่านภพผ่านชาติจนมิอาจนับเป็นเวลาได้ เหมือนดังเห็นในประวัติของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ท่านมิอาจก้าวสู่พระนิพพานได้ในเวลานั้น เพราะท่านติดคำอธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้า ภายหลังได้พิจารณาเห็น หลวงปู่มั่นจึงถอนคำอธิษฐานขอเป็นพระอรหันต์ในพระศาสนาของพระบรมศาสดาองค์ปัจจุบัน
...หลวงปู่จึงสำเร็จธรรมเป็นพระอรหันตเจ้าใจชาติปัจจุบัน!
ด้วยวาสนาบารมีเพียงพอแล้วสำหรับพระนิพพาน
สำหรับการพ้นทุกข์ไม่เวียนว่ายตายเกิดในชาตินี้
ถึงตรงนี้หลายท่านอาจท้อแท้กับวาสนาบารมีของตน...ว่าชาตินี้คงยากที่จะก้าวผ่านทุกข์ทั้งหลาย ต้องขอเรียนอย่างนี้ครับว่า เราท่านอย่าได้ประมาทตนเอง เพราะเราทั้งหลายต่างถูกอวิชชาคือความไม่รู้ครอบงำ ไม่สามารถมองเห็นได้ว่า ในอดีตชาติที่ผ่านมาได้กระทำสิ่งใด ๆ ไว้บ้าง เพราะไม่เห็นจึงไม่รู้...
พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้ว่า...จงยึดปัจจุบันเป็นหลัก...ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ซึ่งก็ตรงกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ กล่าวไว้...อดีตคือธรรมเมา อนาคตคือธรรมเมา ปัจจุบันคือธรรมะ
ปัญหาทั้งปวงจึงอยู่ที่ว่า ‘เวลานี้-วันนี้’ เราได้กระทำอันใดที่เป็นการสร้างบารมีแห่งตนบ้าง การสร้างบารมีนั้นมีอยู่มากมายหลายประการ ซึ่งผู้เขียนจะไม่ยกมาอธิบายให้ยืดยาวเสียเวลา...ไปดูทศชาติคือ 10 ชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้า นับตั้งแต่เตมีย์ใบ้ ถึงพระเวสสันดรเอาเองเถอะ หากแต่จะสรุปเป็นไตรสิกขาสามของคฤหัสถ์ให้เป็นแนวทางอย่างนี้ครับ
ศีล... คือการอดทนข่มกลั้นต่อกิเลสทั้งปวงด้วยการอาศัยความปกติ ไม่ออกนอกลู่นอกรอยไปประพฤติชั่ว
ทาน... คือการรู้จักสละ รู้จักการทำประโยชน์แห่งตนไปให้ผู้อื่น คำว่าทานหรือการให้นี้มิได้หมายถึงการบริจาค ‘ทรัพย์สิน’ หรือสิ่งของเท่านั้น หากหมายถึงการให้อภัยแก่ผู้อื่น การให้เวลาอันมีค่าสำหรับทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมแก่พระศาสนาด้วย ท้ายสุดคือเมตตาธรรมสำหรับทุกสรรพสิ่ง
ภาวนา...การปฏิบัติภาวนาอย่างสม่ำเสมอ เท่ากับเป็นการสร้างนิสัย ให้อยู่กับความสงบสันโดษ ความวิเวก หากนั่นเท่ากับการสร้างขันติ สร้างวิริยะความเพียรอยู่ตลอดเวลาที่ปฏิบัติภาวนา รู้จักอดทนข่มกลั้นต่อความเกียจคร้านความปวดเมื่อยและเวทนาที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติ
สามประการดังกล่าวข้างต้นจะครอบคลุมการสร้างบารมี โดยส่วนใหญ่ที่เราหวาดหวั่นว่า ‘วาสนาและบารมี’ ที่เราจะใช้เป็นกำลังก้าวสู่การพ้นทุกข์ไม่พอแล้วทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งปวง
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า วันนี้ท่านประพฤติปฏิบัติตนอยู่ใน ศีล ทาน ภาวนา แล้วมากน้อยเพียงใด...ทำทุกวันปฏิบัติทุกวันอย่าให้ขาด ศีลให้ดำรงอยู่ในใจ ทานให้ทำอยู่เป็นนิตย์ ภาวนาให้เป็นกิจที่ไม่บกพร่อง สามประการให้เหมือนน้ำที่ไหลหยดลงตุ่มลงไหไม่ขาดสาย...
ในไม่ช้า...น้ำก็จะเต็มโอ่งเต็มภาชนะดังต้องการ
ฉันใดฉันนั้น พระนิพพานก็มิถือว่าไกลเกินเอื้อมถึง จริงไหมครับ
ถึงตรงนี้ ขอเรียนท่านทั้งหลายว่า...อย่าประมาทตนเอง แต่จงเชื่อมั่นในตนว่า ‘เรา’ สามารถปฏิบัติเข้าสู่การพ้นทุกข์ได้ สำคัญคืออย่ารีรอ อย่าคอยแต่วาสนามาโปรด หากจงเริ่มลงมือ...ก้มหน้าก้มตาทำ เหมือน ‘พระมหาชนก’ ที่ไม่เคยละความพยายามกับการว่ายน้ำเข้าสู่ฝั่ง แม้ตนจะลอยคออยู่กลางมหานทีอันกว้างใหญ่ไพศาล
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com