
วิธีเจริญพรหมวิหารธรรม
ในสมัยที่สมเด็จพระบรมศาสดาเจ้าทรงตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงตรัสอุทานเหตุแห่งทุกข์ของสรรพสัตว์ขึ้นด้วยเหตุแห่งการ ‘เบียดเบียน’ ซึ่งกันและกัน...
ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย ฤาสัตว์ใหญ่ทั้งหลาย ต่างรู้จัก ‘รักตน’ อยู่แล้ว โดยไม่ต้องให้ใครสั่งสอน...ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงไม่ทรงสอนให้มนุษย์รักตัวเอง แต่สอนให้เราทั้งหลาย ‘พึงรักษาตน อยู่ในความไม่ประมาท’ สอนให้เราละเว้น ซึ่งการเบียดเบียนผู้อื่น...ดังจะเห็น ในบทแรกแห่งศีลทั้งหลาย พึงละเว้นการปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต)
อีกทั้งการล่วงละเมิดต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการขโมย การพูดปด การผิดศีลธรรมในข้อกาเมฯ รวมทั้งการเบียดเบียนตนเอง ในข้อสุราเมรยะฯ
การเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ ทำให้พระองค์ทรงบัญญัติข้อธรรมหลากหลายออกมา เพื่อให้เหล่าเวไนยสัตว์ทั้งปวงนำมาปฏิบัติเพื่อให้ถึงซึ่งการ ‘พ้นทุกข์’ ดังที่เคยกล่าวมาแล้วด้วย ‘มรรคมีองค์ 8’ ซึ่งรวมการคิดชอบ ดำริชอบ อาชีพชอบ ความเพียรชอบ วาจาชอบ ระลึกชอบ ตลอดจนตั้งใจชอบ ฯลฯ
มรรคมีองค์ 8 เป็นทางเดียว แต่ประกอบด้วยองค์ 8 และย่อลงได้ในสิกขา (ข้อพึงปฏิบัติ) คือ...ศีลสิกขา คือ ศีล จิตตสิกขา คือ จิต ปัญญาสิกขา คือ ปัญญา
แม้นว่าผู้หนึ่งผู้ใดสามารถประพฤติปฏิบัติได้ครบถ้วนพึงก่อเกิด ‘มรรคผล’ อันยิ่งใหญ่แก่ตนและสังคมเป็นที่ยิ่ง...
นอกจากนี้พระองค์ยังทรงแสดงถึง คุณธรรม 4 ประการเป็นคุณธรรมสำหรับเป็นที่อยู่แห่งพรหม (จิตใจ) คือผู้ใหญ่หรือผู้ประเสริฐ ทรงเรียกคุณธรรมนี้ว่า ‘พรหมวิหาร 4’ เป็นธรรมที่อยู่ซึ่งมีทั้งความดีและความสุข ธรรมทั้ง 4 ประการมีดังนี้...
1.เมตตาธรรม คือภาวะจิตใจที่มีไมตรีจิต มีความเกื้อกูลด้วยความปรารถนาสุขประโยชน์ ปราศจากความอาฆาตพยาบาท โกรธแค้น ปราศจากความมุ่งร้ายที่เป็นภัย เป็นเวรต่อผู้อื่น
เมตตานี้เป็นพรหมวิหารธรรมข้อหนึ่งที่ควรอบรมให้มีขึ้นในจิตใจ วิธีอบรมง่าย ๆ ก็คือ ระวังใจมิให้โกรธแค้นเคืองอาฆาตพยาบาท เมื่อใดที่จิตรู้สึกถึงความโกรธแค้นพยาบาท ก็พยายามระงับเสีย สอนตัวเองให้รักสุข ต้องการความสุขฉันใด คนอื่น สัตว์อื่นก็ต้องการฉันนั้น เมื่อทำความสงบไม่ให้จิตเกิดความพยาบาทได้แล้ว ก็หัดแผ่จิตเช่นนี้ออกไปให้แก่คนอื่น สัตว์อื่น ทั้งเจาะจงและไม่เจาะจงทั่วไป ด้วยใจปรารถนาสุขประโยชน์ดังเช่นคิดว่า...
‘จงอย่ามีเวร อย่ามีเบียดเบียน อย่ามีทุกข์ จงมีสุขและรู้จักรักษาตนเถิด’
เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก เป็นภาษิตสำคัญ ดังนั้นจึงมีพุทธดำรัสสอนไว้ ให้ยกตนเป็นอุปมาว่า ‘ตนเองคิดค้นหาด้วยใจไปทั่วทิศ ตนของคนอื่นทั้งหลายก็เป็นที่รักมากของเขาเหมือนอย่างนั้น เพราะเหตุนั้นผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น’
เคล็ดลับสำคัญในหมวดเมตตาธรรมคือ เมตตาไม่พึงมีขอบเขต ไม่มีกาล ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะไหน แห่งใด เวลาเช่นไร เมตตาเป็นเรื่องของจิตโดยบริสุทธิ์ ทำได้แค่น้อมใจไปให้ถึงเท่านั้น
2.กรุณาธรรม คือภาวะจิตที่หวั่นไหวไปเพราะความทุกข์ของผู้อื่น ปรารถนาจะแบ่งเบาความทุกข์ของผู้อื่น คืออยากช่วยให้ความทุกข์ของเขาให้หมดสิ้นไป ต้องขวนขวายช่วยเหลือเพื่อบำบัดทุกข์นั้นให้ กรุณานี้เป็นพรหมวิหารธรรมอีกข้อหนึ่งที่ควรฝึกไว้ในจิต ฝึกบอกตนว่ายามมีทุกข์ ตนก็ต้องการความช่วยเหลือฉันใด สัตว์อื่นคนอื่นก็ต้องการเช่นนั้น จึงหัดใจไม่ให้นิ่งดูดายให้ขวนขวายช่วยเปลื้องทุกข์ผู้อื่นตามความสามารถ หรือตามควรที่จะกระทำได้ พึงหัดแผ่จิตใจที่กรุณาออกไปแก่คนและสัตว์ทั้งหลาย ด้วยความคิดที่ว่า... ‘จงพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนเถิด’
3.มุทิตาธรรม คือภาวะของจิตที่บันเทิงยินดี ในเมื่อผู้อื่นได้รับความสุขความเจริญด้วยสมบัติต่าง ๆ ปราศจากความริษยา ตัดความยินร้ายไม่ยินดีที่ริษยาออกได้ มุทิตาก็เป็นข้อธรรมสำคัญสำหรับอบรมจิตใจ ให้พิจารณาเห็นโทษของความริษยา ความริษยาจะเป็นเครื่องทำลายโลก เมื่อทำมุทิตาจิตให้เกิดขึ้นได้ ก็หัดแผ่จิตเช่นนี้ออกไปแก่คนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยความคิดที่ว่า... ‘จงอย่าวิบัติจากสิ่งที่ได้แล้วเถิด’
4.อุเบกขาธรรม คือภาวะของจิตที่เป็นกลางเห็นเสมอกันในสัตว์บุคคลทั้งหลาย ไม่ว่าจะประสบทุกข์หรือสุขเสมอกัน มองเห็นทุก ๆ คนล้วนมีกรรมกระทำเป็นผลของตน จะมีสุขพ้นทุกข์ จะไม่เสื่อมหรือเสื่อมก็เพราะ ‘กรรม’ จึงวางเฉยได้ วางลงได้ ไม่วุ่นวายใจ การวางคือการไม่ยึดถือไว้ วางลงได้ อุเบกขาจึงเป็นธรรมข้อสุดท้ายที่พึงอบรมให้มีขึ้นในจิต รู้ระงับความยินดียินร้ายทั้งปวง ทั้งในคราวประสบเคราะห์ประสบสุข
เมื่อทำจิตให้อุเบกขาได้ ก็หัดแผ่จิตเช่นนี้ออกไปแก่คนและสัตว์ทั่วไป ด้วยความคิดที่ว่า ‘ทุกสัตว์ บุคคล มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทรับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัย ทำกรรมอันใดไว้ดีหรือชั่ว ต้องรับผลของกรรมนั้น’
ขออธิบายเพิ่มเติมถึงภาวะ ‘จิตเป็นอุเบกขา’ นี้ย่อมเป็นธรรมดาในเวลาปกติ ถ้ายังไม่มีสิ่งใดมากระทบทำให้เกิดการยินดียินร้าย แต่ยังเจือด้วยความไม่รู้ (อัญญาณ) และจะเปลี่ยนไปโดยง่ายเมื่อมีความรู้สึกกระทบจิต
พระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนให้ปรับปรุงภาวะปกติที่มีอยู่แล้วนี่แหละ ให้เป็น ‘ธรรม’ ขึ้น คือเป็นคุณบริสุทธิ์กว้างขวางออกไป มิใช่เพียงแต่เวลาที่ไม่มีอะไรมากระทบจิตเท่านั้น แม้มีเรื่องอะไรกระทบจิตใจให้ยินดียินร้ายก็ระงับได้ ทำใจให้สงบเป็นอุเบกขาด้วยความรู้ (ญาณ) รู้ว่าความยินดี (ราคะ) ความยินร้าย (ปฏิฆะ) เป็นศัตรูห่างอุเบกขา ส่วนอุเบกขาด้วยความไม่รู้ (อัญญาณุเบกขา) เป็นศัตรูอยู่ใกล้อุเบกขา
อาจมีบางคนถามว่า ‘อุเบกขา’ มิใช่การสอนให้วางเฉย ด้วยการเห็นแก่ตัวหรอกหรือ... คือเห็นอะไรก็วางเฉย ๆ ไม่สนใจอะไรเลย จะดีได้อย่างไร?
ขอเรียนว่า... อุเบกขาเป็นธรรมข้อสุดท้าย ผู้ฝึกหัดควรฝึกมาตั้งแต่ข้อแรกให้เข้าใจถึงเมตตา กรุณา มุทิตา โดยลำดับค่อยมาถึงอุเบกขา
เมื่อมีทั้งสามข้อข้างต้นแล้ว ปฏิบัติได้แล้ว ท่านจะรู้ว่าเวลาใดพึงใช้ข้ออุเบกขา
ยกตัวอย่างก็คือ มีคนเดือดร้อน... เราพยายามช่วยแล้ว และในที่สุดก็สิ้นปัญญาด้วยกรรมอันหนักยิ่งของเขา เมื่อช่วยไม่ได้จริง ๆ ก็ควรจะวางอุเบกขา ไม่ใช่เอาทุกข์นั้นมาสุมอยู่ในจิต ทับผมอยู่ในใจตนให้เกิดทุกข์อย่างนี้เป็นต้น
พรหมวิหารธรรม เป็นธรรมประเสริฐที่ควรฝึกฝน จักเป็นประโยชน์สุขแก่ตน แก่สังคมอย่างยิ่ง
ดังนั้นถ้าได้ใช้ควบคู่กับการทำกรรมฐาน การทำสมาธิ จะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้า เร่งรุดรวดเร็วขึ้น
พรหมวิหารธรรม จักทำให้จิตอ่อนโดย... สงบระงับโดยเร็ว... ประการดังกล่าวจะทำให้ธรรมปฏิบัติได้ผลดี
ลองทำดูสิครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com