อย่าน้อยใจในผลกรรมท...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อย่าน้อยใจในผลกรรมที่ส่งผลเร็ว by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#189]

อย่าน้อยใจในผลกรรมที่ส่งผลเร็ว

 

        ฉบับนี้ขออนุญาตตอบคำถามของท่านผู้อ่านสักคำถามสองคำถาม ก่อนเข้าเรื่องราวนะครับ คำถามแรกเป็นจดหมายสั้น ๆ จากบ้านเถียน อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

        ‘ดิฉันได้ติดตามอ่าน ธรรมะ 5 นาทีทุกเล่ม เพราะติดหนังสือขวัญเรือน และดิฉันอยากถามว่า ‘พระธรรมกาย’ กับ ‘พระธรรมยุต’ เหมือนกันไหม...อยากให้อธิบายในขวัญเรือนด้วย...’

         ความจริงท่านผู้อ่านจากภูเก็ตเขียนว่า ‘ธรรมยุธ’ แต่ภูเตศวรเข้าใจว่าเป็น ‘ธรรมยุต’ มากกว่า

         พระธรรมยุต เป็นนิกายหนึ่งของพระศาสนาพุทธของไทย ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ตั้งขึ้น เพราะในขณะนั้นว่ากันว่า ข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์เริ่มย่อหย่อนในวินัย จุดมุ่งหมายของพระองค์เพื่อเป็นการรักษาภาพพจน์ ‘สงฆ์’ รักษาศรัทธาของชาวพุทธเอาไว้ ด้วยการเพิ่มพระวินัยสำหรับสงฆ์มากขึ้น...

         จนเป็นที่รู้กันในภายหลังโดยปริยายว่า พระฝ่ายธรรมยุตนั้นเคร่งครัดกว่าพระฝ่ายมหานิกาย ขอยกตัวอย่างแบบง่าย ๆ สักข้อสองข้อ คือ...พระสงฆ์สังกัดธรรมยุติกนิกาย หยิบจับเงินหรือปัจจัยไม่ได้ และเป็นที่รู้กันอีกว่า ส่วนใหญ่พระสงฆ์ในธรรมยุติกนิกาย มักเป็นพระปฏิบัติพระกรรมฐาน อย่างที่เราเรียกว่า ‘พระป่า’ เป็นต้น...

         พระเถราจารย์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายที่โด่งดังในด้านปฏิบัติซึ่งรู้จักกันทั่วไป คือ...พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่แหวน สุจิณโณ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ฯลฯ

         พระธรรมกาย... คำคำนี้ความจริงเป็นวิชาหมวดหนึ่งในหลักของ ‘วิสุทธิมรรค’ อันเป็นหลักปฏิบัติเพื่อการเข้าสู่ความหลุดพ้นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้...

         วิชาพระธรรมกาย มาโด่งดังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และแพร่หลายในยุคของพระเดชพระคุณท่านพระเทพมงคลมุนี (หลวงพ่อสด) วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

         พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของพระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ‘ธรรมกาย’ ไว้ดังนี้...

         ธรรมกาย... ‘ผู้มีธรรมเป็นกาย’ เป็นพระนามอย่างหนึ่ง ของพระพุทธเจ้า (ตามความในอัคคัญญสูตรแห่งทีฆนิกายปาฎิกวรรค) หมายความว่า พระองค์ทรงคิดพุทธพจน์คำสอนด้วยพระหทัย แล้วทรงนำออกเผยแพร่ด้วยพระวาจา เป็นเหตุให้พระองค์ก็คือ พระธรรม เพราะทรงเป็นแหล่งประมวลหรือที่ประชุมอยู่แห่งพระธรรมอันเปิดเผยออกมาแก่ชาวโลก...

         อนึ่ง ธรรมกาย คือกองธรรมหรือชุมนุมแห่งธรรมนั้น ย่อมเจริญงอกงามเติบขยายขึ้นได้โดยลำดับ จนไพบูลย์ในบุคคลผู้เมื่อได้สดับคำสอนของพระองค์ แล้วฝึกอบรมตนด้วยไตรสิกขา เจริญมรรคให้บรรลุภูมิแห่งอริยชน ดังตัวอย่างของพระปชาบดีโคตมี เมื่อครั้งกราบทูลลาพระพุทธเจ้า เพื่อปรินิพพานตามความในพระคัมภีร์อปทานตอนหนึ่งว่า... ‘ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์ ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของหม่อมฉัน รูปกายของพระองค์นี้หม่อมฉันได้ทำให้เจริญเติบโต ส่วนธรรมกายอันเป็นที่เอิบสุขของหม่อมฉัน ก็เป็นสิ่งอันพระองค์ได้ทำให้เจริญเติบโต...’

         ที่คัดลอกมาจาก พจนานุกรมพุทธศาสนาข้างต้น เพื่อเป็นการยืนยัน เพื่อความเข้าใจความหมายโดยแท้ของคำว่า ‘ ธรรมกาย’ ซึ่งเป็นพระนาม เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ดังมีคำกล่าวที่ว่า...

‘ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต’

         โดยนัยแห่งคำกล่าวนั้น น่าจะหมายได้ว่า ‘พระธรรม’ คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงค้นพบและทรงตรัสสอนเวไนยสัตว์ทั้งปวง ยังคงดำรงอยู่ในโลก แม้พระองค์ จะดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว แต่กายของพระองค์ อันเป็นธรรมกายยังคงอยู่...ซึ่งผู้เข้าถึงพระธรรมกาย ก็เท่ากับได้พบพระพุทธเจ้าโดยความหมายดังกล่าวนั้น

ขอเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ...ในนิกายมหายาน ซึ่งแพร่หลายในจีน...ธิเบตนั้น มีความเชื่อว่า...กายแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอยู่สามประการคือ...

         สัมโภคกาย เป็นกายเดิมที่สถิตอยู่ ณ แดนนิพพาน

         นิรมานกาย เป็นกายเนรมิตเพื่อทำให้ลงมาโปรดสัตว์โลกได้

         ธรรมกาย เป็นกายธรรมสำหรับชี้ทางพ้นทุกข์แก่สัตว์โลก

คำถามของท่านผู้อ่านจังหวัดภูเก็ตที่ถามมาสั้น ๆ ซึ่งผู้เขียนเองก็พยายามที่จะตอบสั้นที่สุดแล้ว ก็ยังยาวเฟื้อยอย่างที่เห็น...ถ้าจะตอบอย่างถี่ถ้วน เห็นทีจะต้องให้หน้ากระดาษเป็นธรรมะ 5 ชั่วโมง เป็นแน่แท้

    ข้อสรุปง่าย ๆ สั้น ๆ เพื่อความไม่สับสนอีกนิดอย่างนี้ครับ...

     ‘ธรรมยุต’ เป็นนิกายของพุทธศาสนาไทยที่แยกออกมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4

     ‘ธรรมกาย’ เป็นแนวทางปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง ในการเข้าถึงพระธรรมกาย ที่โด่งดัง นับตั้งแต่หลวงพ่อพระเทพมงคลมุนี แห่งวัดปากน้ำ ได้ปฏิบัติและเผยแพร่สู่พุทธบริษัท จนมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มประเทศอยู่ในขณะนี้...

      ครับ มาเข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้เลยดีกว่าครับ... ที่หยิบยกเรื่องนี้มาเขียนก็เพราะในอดีตตัวผู้เขียนเองเคยคิดน้อยอกน้อยใจ...และถามตัวเองอยู่เสมอว่า...

     “ทำไมเราทำผลกรรมอะไรนิดอะไรหน่อย ก็เห็นผลกรรมย้อนมาถึงตัวเร็วเหลือเกิน”

   มีบางรายเคยตั้งข้อปุจฉากับภูเตศวรว่า... “ทำไมคนอื่น ๆ ที่ประกอบกรรมชั่วเห็น ๆ จึงไม่เจอผลกรรม” หรือไม่ก็ “ยิ่งปฏิบัติธรรม มากเท่าไหร่...มารก็มากขึ้น กรรมไม่ดียิ่งตามเร็วขึ้นเท่านั้น?”

      ปัญหานี้ตัวผู้เขียนเองเคยขบคิดมานาน แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ จนอยู่มาวันหนึ่ง จู่ ๆ ปากของตัวเองเกิดบวมขึ้นมาเฉย ๆ โดยเฉพาะเหงือกที่ไม่มีฟันผุเลยสักซี่ มีหนองไหลออกมาด้วยความปวด จังหวะวันนั้น พระอาจารย์เสน ปัญญาธโร ท่านได้รับนิมนต์เข้ากรุงเทพฯ ด้วยมีภาระปัญหาบางประการ ทำให้ภูเตศวรจำต้องยกหูโทรศัพท์ถึงท่าน...

      และเมื่อจบปัญหาการสนทนาเรื่องราวสำคัญแล้ว ด้วยความปวดจากอาการเหงือกบวมเป็นหนอง ทำให้ผู้เขียนกราบเรียนท่านว่า...

      “อยู่ ๆ เหงือก ก็บวมขึ้นมาเฉย ๆ ยังงั้นแหละ หลวงปู่ ไม่รู้เป็นอะไร?”

    ท่านหัวเราะเบา ๆ และตอบโดยไม่ต้องคิด...

       “กรรมที่ไปด่าชาวบ้านเขาไง...”

     ประโยคของท่านทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ตัวเองไปด่าพี่สาวไว้...แต่ก็ยังอดอุทธรณ์ไม่ได้...

       “ก็ตัวมันไม่ดีนี่ครับหลวงปู่...”

       “นั่นละ... เขาไม่ดีก็บอกเขาดี ๆ” ท่านอาจารย์ยังคงพูดปนหัวเราะ... “ถ้าเขาไม่เชื่อก็ต้องวางอุเบกขา แต่เรามันเกิดโทสะจนลืมสติ”

       “ว้า...” ภูเตศวรจำได้แม้คำอุทานที่รู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยของตัวเอง... “งั้นก็แย่สิครับ!”

       “ไม่แย่หรอก...หลวงปู่ว่าดีเสียอีก”

       “ดียังไงครับ?” ผู้เขียนย้อนถาม

       “อย่างน้อยก็เตือนสติตัวเองได้...” หลวงปู่ตอบมาตามสายโทรศัพท์ แถมท้ายด้วยการยกตัวอย่างของตัวท่านเองให้ฟัง... “ทุกวันนี้หลวงปู่ก็เป็นโรคปากเปื่อยปากเจ็บเหมือนกัน”

       “อ้าวเหรอครับ?” ภูเตศวรเองตอนนั้นก็ทำท่าอ้าปากค้างไปเหมือนกัน

       “ก็โรคเดียวกับเธอนั่นแหละ โรคด่าชาวบ้านเขา สมัยก่อนตอนที่หลวงปู่ยังเป็นพระหนุ่ม ๆ ในวัดมียายแก่ขี้เมาชอบกินเหล้า หลวงปู่ก็เลยด่าเขาทุกวัน กรรมมันก็เลยตามล้างอยู่นี่ไง...” ท่านอาจารย์เสนยังกรุณาเทศน์มาตามสายต่อ...

       “ขออโหสิกรรมเขาเสียแล้วจะค่อยยังชั่วขึ้น”

       “คนอื่นทำไมไม่เป็น แต่พอเราทำละก็เร็วยังกะสายฟ้าแลบ...”

    จำได้ว่าตัวเองบ่นงึมงำด้วยความน้อยใจ...แต่ท่านอาจารย์ ได้เมตตาเทศนายาวเหยียดมาตามสายโทรศัพท์

        “กรรมที่ทำ ยังไงก็ต้องใช้ จะเร็วหรือช้าเท่านั้น ใช้เร็วก็ต้องใช้ ใช้ช้าก็ต้องใช้ แต่หลวงปู่ว่าใช้เร็วสิดีจะได้หมดเร็ว ไม่ต้องติดค้างไปถึงชาติหน้า...”

        ประโยคของท่านอาจารย์ยืดยาว แต่ผู้เขียนขอสรุปใจความ เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้ออย่างนี้ครับ...

        โดยเฉพาะผู้ที่กำลังประกอบบุญและปฏิบัติธรรมสมาธินั้น ‘ผลกรรมไม่ดี’ ที่ตนพลั้งเผลอไปกระทำเข้า มักจะส่งผลเร็ว เหตุเพราะ...

        หนึ่ง...เป็นการชดใช้เพื่อไม่ติดค้างต่อไปในภายหน้า เพื่อที่จะไม่ไปขวาง มรรคผลในการปฏิบัติธรรมต่อไป หรือไม่ก็เป็นเพราะเจ้ากรรมรีบทวงเพราะกลัวว่าวันข้างหน้าจะทวงไม่ได้ (แต่สำหรับผู้ยังทำบาปกรรมมาก ๆ โดยไม่สนใจปฏิบัติธรรม เจ้ากรรมนายเวรอาจถือว่ายังมีเวลาทวงถามอีกนาน เพราะทางแห่งมรรคผลยังอีกยาวไกล)

        สอง...เป็นการเตือนสติมิให้เรากระทำกรรมนั้นอีก (เพราะเข็ดหลาบ) เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้ผู้กำลังสร้างบารมีธรรมสำเร็จได้เร็วขึ้น...

สองประการนี้ ถามว่า ‘ควรน้อยใจ’ กับการรับผลกรรมที่ส่งผลเร็วกว่าผู้อื่นหรือไม่?

       ...ท่านผู้เป็นแบบนี้ถามตัวเองเอาเถอะครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com