กรรมสี่หมวดที่ควรรู...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

กรรมสี่หมวดที่ควรรู้ by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
7 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#187]


กรรมสี่หมวดที่ควรรู้

 

         ก่อนที่จะนำเข้าสู่เรื่องตามหัวข้อที่จั่วไว้ข้างต้นนั้น ผู้เขียนอยากจะขอกล่าวถึง คำถามที่มักจะมีผู้สงสัยสอบถามกันอยู่เสมอว่า

         “จิต... หรือวิญญาณเริ่มแรกเกิดขึ้นได้อย่างไร ?”

         ครับ! ปัญหานี้ใช่ว่าใครอื่นจะคิด ทว่าแม้แต่ผู้เขียนเองก็เคยนั่ง นอน ยืน เค้นคิดมาเป็นเวลานานแสนนาน และจนถึงบัดนี้ก็ยังหาคำตอบมิได้

         ไม่ทราบว่ามีพระอริยเจ้าหรือหลวงปู่หลวงพ่อกี่รูปกี่องค์ที่เคยถูกภูเตศวรกับทมยันตีเฝ้าถามมาเท่าใด...ทุกท่านทุกองค์ก็ได้เพียงแค่ยิ้มหรือไม่ก็ตอบสั้น ๆ ว่า

          ‘...อจิณไตย...’ ซึ่งหมายถึงเป็นเรื่องอธิบายไม่ได้ บางท่านก็ใช้ประโยค...“ปัจจัตตัง...ปฏิบัติเองรู้เองเห็นเอง”

          เกี่ยวกับปัญหานี้ ผู้เขียนขออนุญาตคัดลอกเอาคำตอบของอาจารย์พร รัตนสุวรรณ ผู้ซึ่งภูเตศวรและทมยันตีเคารพนับถือท่านเป็นอาจารย์มาให้อ่านกันดังนี้

          ...ปัญหาข้อนี้เคยมีคนถามพระพุทธเจ้ามามาก แต่พระองค์ไม่เคยทรงตอบเลย เพราะปัญหาที่แม้จะตอบอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจได้ ในเมื่อผู้นั้นยังไม่บรรลุถึงนิพพาน คือยังไม่รู้ถึงที่สุดของชีวิตหรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า ยังไม่รู้ถึงที่ดับสนิทของวิญญาณ ทางพุทธศาสนาถือเป็นกฎตายตัวว่า คนที่ยังไม่บรรลุถึงนิพพานก็เท่ากับเป็นคนตาบอดมาแต่กำเนิด เพราะฉะนั้นถ้าหากมีคนตาบอดคนไหนถามว่า สีแดงกับสีขาวต่างกันอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ก็จะไม่มีผู้รู้คนใดตอบเป็นอันขาด เพราะรู้อยู่ว่าถึงจะตอบอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจ ทางที่ดีคนตาบอดควรถามในสิ่งที่จำเป็นควรรู้ ซึ่งเมื่อรู้แล้วเอาไปใช้ได้ ในทำนองเดียวกันพระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา มีแต่จะสร้างปัญหาให้มากขึ้น ปัญหาที่ควรถามเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณควรจะจำกัดวงเฉพาะเท่าที่ตนเองสามารถเข้าใจได้

           ตัวอย่างเช่นพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทว่า สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ซึ่งคำว่า ‘สังขาร’ คำนี้ หมายถึงวิบากกรรมต่าง ๆ คำตอบในลักษณะนี้ ก็เหมือนตอบว่าต้นไม้มาจากเมล็ดฉะนั้นหากมีใครถามว่าต้นมะม่วงเกิดจากอะไร? เราก็ควรตอบว่า เกิดจากเมล็ดมะม่วง และถ้าเขาถามว่า เมล็ดมะม่วงเกิดจากอะไร? เราก็ตอบอีกว่าเกิดจากต้นมะม่วง การถามและตอบแบบนี้มีประโยชน์พิสูจน์ได้ทำให้เข้าใจ แต่ถ้าจะถามว่า...

           “มะม่วงต้นแรกหรือเมล็ดมะม่วงอันแรกเกิดจากอะไร?” ปัญหาอย่างนี้ควรจะถาม และควรตอบหรือไม่ หรือถ้าตอบแม้จะน่าฟังสักเพียงใด เชื่อว่าผู้ถามก็คงจะมีปัญหาถามต่อไป และแม้จะพยายามตอบตลอดชีวิตก็เชื่อแน่ว่าไม่มีทางยุติกันได้

            ความจริงคำตอบของท่านอาจารย์พร รัตนสุวรรณนั้นยังมีมากกว่านี้ ทว่าผู้เขียนพยายามตัดทอนเอาเฉพาะใจความสั้น ๆ มาให้ศึกษากันเท่านั้น

            คราวนี้เรามาขึ้นเรื่องตามที่จั่วหัวไว้ข้างต้นกันเลยดีกว่า ความจริงแล้ว ‘กรรม’ ที่คอยส่งผลให้วิญญาณของมนุษย์ว่ายวนอยู่ในวัฏฏะนั้นมีมากมายถึงสิบสอง หากแต่วันนี้ผู้เขียนขอหยิบยกเอามาเพียงสี่หมวดที่สำคัญ ๆ อันสามารถรับทราบและเอาไปใช้ประโยชน์ได้ กรรมสี่หมวดที่จะยกมากล่าวมีดังนี้

             1. ชนกกรรม

             2. อุปถัมภกกรรม

             3. อุปปีฬกรรม

             4. อุปฆาตกรรม

             ชนกกรรม เป็นกรรมแต่งให้เกิด กรรมที่ว่าจะเป็นกรรมอะไรก็ได้ จะเป็นกุศลกรรมหรือ อกุศลกรรมก็ตาม หากกรรมอันไหนให้ผลในขณะที่จิตจะดับจากร่าง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือกำลังจะตาย กรรมอันนั้นเรียกว่า ชนกกรรม คือเป็นผู้นำปฏิสนธิ

สมมุติว่าขณะที่คนกำลังจะตาย จิตเกิดอกุศลแล้วจิตก็ดับลง ผู้นี้ย่อมไปเกิดในอบายภูมิ ในมุมกลับหากจิตนึกถึงผลกรรมดี อิ่มเอิบอยู่ในปีติของกุศล ผู้นั้นย่อมไปกำเนิดในสุขคติภูมิ

             เมื่อเรารู้อย่างนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับก็คือ เราเกิดมาเป็นมนุษย์อย่างไร ก็ต้องตายเป็นแน่แท้ เพราะสิ่งนี้คือมรดกของมนุษย์ทุกรูปทุกนาม หากแต่เมื่อเวลาเราใกล้ตาย พึงระวังสติแห่งตน อย่าได้หลงเคลิ้มคล้อยไปตามจิตอันเป็นอกุศล ควรตั้งจิตมุ่งอยู่ในกุศล คิดถึงกรรมดีที่เคยกระทำ คิดถึงพระรัตนตรัยให้มาก ดังจะเห็นได้ว่าคนโบราณมักจะสอนคนปัจจุบันเสมอว่า เวลามีคนใกล้จะตาย อย่าไปรบกวน ให้เขาเกิดโทสะ โมหะ แต่ควรนำเขาสู่ความสงบ สวดมนต์ให้ฟัง พูดเฉพาะสิ่งดี ๆ ให้ได้ยินเพื่อจิตจะได้โน้มนำไปทางกุศลเพื่อก้าวสู่สุขคติภูมิ

             แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับกรรมอื่น ๆ ด้วยมาหนักเบาเท่าใด โดยเฉพาะ อนันตริยกรรม ฆ่าพระอรหันต์ ฆ่าบิดามารดา ทำสังฆเพทเป็นต้น กรรมเช่นนี้มีผลบังคับในทันที รองลงมาคือ พหุลกรรม หรือ อาจิณกรรม คือกรรมที่ทำบ่อย ๆ กรรมนี้ก็จะส่งผลในขณะที่กำลังจะตาย คือจะเป็นผู้นำปฏิสนธิ แต่ถ้าหาก พหุลกรรมไม่มี ก็มาถึงจังหวะ อาสันนกรรม คือกรรมที่กระทำในขณะที่ใกล้ตาย เช่น ในขณะที่ป่วยหนัก ใจเกิดเป็นกุศลคิดทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นถวายสังฆทาน หรือบริจาคเงินเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แล้วเกิดปีติทำให้ไปสู่สุขคติภูมิได้

              แต่ขอให้เข้าใจว่า อาสันนกรรมเป็นได้ทั้งฝ่ายกุศล และอกุศล บางคนทำดีมาตลอดชีวิต แต่ขณะที่ใกล้ตายและความชั่วอันนี้ประทับใจไปจนถึงวาระสุดท้าย กรรมส่วนนี้ก็จะนำไปปฏิสนธิในอบายภูมิทันที

               ฉะนั้น สิ่งที่แก้ไข ชนกกรรมอันเป็นตัวนำในการปฏิสนธิ จึงแก้ไขได้ด้วยการฝึกสติ...สติจึงเป็นตัวกำหนดให้จิตเป็นกุศลในขณะจิตดับจากกาย แต่ทั้งหมดมิใช่ว่าคุณทำกรรมชั่วมาตลอดแล้วหวังจะมาใช้สติภายหลังก็สายเกินไป เพราะเปรียบเหมือนคุณต้องการเคลื่อนย้ายภูเขาทั้งลูกด้วยกำลังกายเท่าที่มี การใช้สติกำกับจึงมีประโยชน์สำหรับคนที่ทำอกุศลกรรมมาน้อย ทว่าทำความดีมามาก แล้วรู้จักเคลื่อนย้ายกรรมดีมาเป็นตัวนำทางเท่านั้น

               อุปถัมภกกรรม เป็นกรรมสนับสนุนในที่นี้หมายถึงในขณะที่ใจเราเป็นกุศล หรือวิบากของกุศลกำลังให้ผลอยู่ ในเมื่อมีกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาสนับสนุนอีกเรียกว่ากรรมนั้นสนับสนุนกัน ซึ่งในมุมกลับ ขณะที่อกุศลกำลังส่งผล ใจก็เกิดอกุศล อกุศลกับอกุศลสนับสนุนกันทำให้แย่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

               กรรมอันนี้เป็นเครื่องเตือนเราให้รู้ว่า ในขณะที่เรากำลังมีกุศลส่งนำอยู่นั้น เราควรพึงทำจิตให้เกิดกุศล เพื่อให้เกิดกุศลสนับสนุนเป็นทวีคูณ ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมง่าย ๆ เช่นคนที่มีความเมตตากรุณาอยู่แล้ว และความเมตตากรุณานี้กำลังส่งผลอยู่ เช่นทำให้คนอื่นเกิดความเมตตากรุณาต่อเราเต็มใจช่วยเหลือเราแล้ว ก็ปรากฏว่าเรามีความซื่อสัตย์ มีความขยัน อดทน มีความฉลาดด้วย ทำให้ผู้อื่นรักใคร่เมตตาเรามากขึ้นไปอีก ในฝ่ายอกุศลก็เช่นเดียวกัน ตัวเองมีความโง่อยู่แล้ว และความโง่อันนี้ก็กำลังส่งผลของมันอยู่ แต่ตัวเองยังมีลักษณะอวดดี แถมโกหกหลอกลวงอีก ก็จะยิ่งส่งผลร้ายของมันมากขึ้น

               การแก้ไขก็คือรู้ว่าโง่ก็ควรใช้การซื่อสัตย์กับการถ่อมตนเข้าแก้ไข เช่นเดียวกับเรากำลังเจอเคราะห์ ก็ควรหันหน้าเข้าวัด ทำใจให้สงบ ทำบุญทำทานให้มากขึ้นเพื่อเป็นการลดกำลัง หรือผ่อนคลายอุปถัมภกกรรมลงจริงไหมครับ?

                อุปปีฬกรรม กรรมบีบคั้น ข้อนี้หมายถึงกุศลกับอกุศลตัดทอนกัน กล่าวคือ ในขณะที่กุศลกำลังให้ผลอยู่ แต่แล้วจิตเกิดอกุศลขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้แทนที่กุศลจะส่งผลเต็มที่ก็กลับลดน้อยลง ในฝ่ายอกุศลก็เหมือนกัน ในเมื่ออกุศลกำลังส่งผลอยู่ ถ้าจิตเกิดเป็นกุศลขึ้นมา มันก็ทำให้ผลของอกุศลน้อยลง ในความหมายอย่างนี้เรียกว่า ‘กรรมตัดทอน’ หรือกรรมบีบคั้น...

                อุปฆาตกรรม กรรมตัดรอน กรรมนี้มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า อุปัจเฉทกรรม แปลว่ากรรมตัดขาดกรรม ความจริงกรรมข้อนี้ค่อนข้างมีส่วนคล้ายกับ อุปปีฬกรรม แต่ต่างกันตรงที่ว่า อุปปีฬกรรมเพียงทำให้ผลกรรมอีกฝ่ายหนึ่งเบาบางลง ส่วนอุปฆาตกรรมนั้นหมายถึง ตัดผลกรรมของอีกฝ่ายหนึ่งขาดสะบั้นลง แล้วตนให้ผลแทนเอง

                ซึ่งโดยปกติ กรรมที่จะมาตัดผลของกรรมอีกฝ่ายหนึ่งให้ขาดลงได้ จะต้องเป็นกรรมที่แรง ตัวอย่างในคัมภีร์ที่ท่านอ้างไว้ เช่นพระเจ้าอชาติศัตรู ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นคนอื่น เมื่อได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยตรง และทรงเทศนาโปรดโดยเฉพาะเช่นนี้ ผู้นั้นจะต้องได้บรรลุมรรคผลไม่ขั้นใดก็ขั้นหนึ่ง แต่สำหรับพระเจ้าอชาติศัตรูเพียงแต่ได้ ศรัทธา คือเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ไม่อาจจะบรรลุมรรคผลได้

                ทั้งนี้ก็เพราะพระเจ้าอชาติศัตรูได้ฆ่าพ่อ กรรมอันนี้แรงมาก จึงมาตัดผลกรรมอีกฝ่ายหนึ่งได้โดยเด็ดขาด

                ครับ... ทั้งหมดคือความหมายโดยย่อแห่งกรรมทั้งสี่ ที่ผู้เขียนหยิบยกมาอธิบาย โดยเพียงหวังให้ท่านเข้าใจประดับความรู้ ประเภทรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม หากจะมีผลดีบ้างก็ตรงที่เอาไว้เตือนสติ...ทำดีได้ดี...ทำชั่วได้ชั่ว เพราะศาสดาของเราทรงแสดงเอาไว้ว่า...

               ‘สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ’ สังขารคือวิบากต่าง ๆ ที่คอยเป็นตัวส่งให้เราเวียนว่ายตายเกิด ผู้เขียนไม่คาดหวังให้ท่านไม่ทำกรรมใด ๆ หรอกครับ หากแต่เพียงรู้จักเก็บกรรมดีมาใช้ให้เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตเท่านั้น

                และเมื่อเรารำลึกถึงกรรมดีเสมอ...เราก็จะมีสติ...

                สติ...ที่เตือนตนก่อนตาย

                เพื่ออย่าได้ก้าวสู่อบายภูมิ เท่านั้นก็พอใจแล้วครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com