ระวังการขาดสติจะก่อ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ระวังการขาดสติจะก่ออธิกรรม by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#184]

ระวังการขาดสติจะก่ออธิกรรม

       

         เรื่องของกรรมะหรือการกระทำที่กล่าวโดยรวมว่า ‘กรรม’ นั้น เป็นการครอบคลุมความหมายในวงกว้างทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว

         เรื่องของกรรม ผู้เขียนเคยกล่าวถึงมาแล้วครั้งหนึ่งในหัวข้อกรรมสี่หมวดมาแล้ว ถ้าท่านใดยังไม่เคยอ่านก็สามารถค้นอ่านได้ในรวมเล่มชุดสองของ ‘ธรรมะ 5 นาที’ ชุด ‘หัวใจของชาวพุทธ คือพุทโธ’

         มีคำกล่าวอยู่ประโยคหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนสะกิดใจจนนึกถึงห้อข้อในวันนี้ขึ้นมาก็คือ...

         ‘ตราบใดที่ยังไม่สิ้นพระศาสนา ตราบนั้นพระอริยเจ้า และพระอรหันต์เจ้ายังอุบัติขึ้นตลอดไป...’

         ตรงนี้แหละครับคือประเด็น ประเด็นที่ผู้เขียนนึกห่วงใยขึ้นมาในใจ เพราะไม่ว่าบุคคลใดก็ตามถ้าอุดมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลนั้นจักเปรียบเหมือนกระแสเย็นที่แผ่ออกสู่ส่ำสัตว์ทั้งปวง แลส่ำสัตว์นั้นจะรับทราบ มุ่งหน้าเข้าแสวงหาเพื่อได้กราบกรานขอธรรมปัญญาบารมีมาเป็นที่พึ่ง...

         จึงไม่แปลกที่สาวกบุตรแห่งตถาคตผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย จึงมีผู้ศรัทธาในปฏิปทาและจริยาวัตรของท่านมุ่งหน้าไปขอพึ่งบารมีธรรม ดังได้กล่าวมาข้างต้น

         สายธารของมนุษย์แม้มุ่งหน้าไปพบพระอริยเจ้าองค์เดียวกัน แต่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าความต้องการในจิตของแต่ละบุคคลแผกกันออกไป...

         มีบ้างไปเพื่อเจตนาทำบุญกับท่าน ในฐานะท่านเป็นเนื้อนาบุญ

         มีบ้างไปเพื่อขอในสิ่งที่ตนอยากได้ อยากมี อยากเป็นในโชคลาภทางโลก...ด้วยการตัดเคราะห์สะเดาะโศก เพิ่มพูนยศเกียรติให้แก่ตน

         หรือมีบางคนไปเพื่อขอธรรมะคำสั่งสอนมาปฏิบัติตนเพื่อความสุขสงบในชีวิต...

         หากในสายธารของคนเหล่านั้นจะมีสักกี่คนที่เคยเตือนตนบ้างว่า การเข้าใกล้พระอริยเจ้าผู้ทรงภูมิจิตสูงส่งนั้น ควรระวังสิ่งใดบ้าง...

         ท่านผู้ทราบแล้วก็อย่าหาว่าผู้เขียนเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเลยครับ เพราะบางครั้งสิ่งที่มองดูคล้ายเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน อาจมีประโยชน์สำหรับใครบางคนก็ได้ แม้จะเป็นหนึ่งในจำนวนล้าน...

         ดังหลวงพ่อผู้มีพระคุณต่อภูเตศวรเคยกล่าวว่า... ‘อย่าคิดเห็นว่าสิ่งอันเป็นประโยชน์น้อยนิด เป็นสิ่งที่ควรมองข้าม ประโยชน์น้อยนิดสำหรับบางคน แต่มีค่ามหาศาลสำหรับอีกบางคน’

         ผู้เขียนจึงไม่อยากละเลยต่อสิ่งนี้ โดยเฉพาะความหมิ่นเหม่ของท่านผู้อ่านทั้งหลายที่จะทำให้ตน...

         ‘ก่ออธิกรรม!’ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์...

         ‘อธิ’ แปลว่า มากกว่า หรือหนัก

         ‘กรรม’ มาจากการกระทำรวมความก็คือ กรรมหนักนั่นเอง!

         ถึงตรงนี้บางท่านอาจจะมีข้อสงสัยว่า การไปพบหรือสนิทสนมกับพระอริยะทั้งหลาย จะเป็นการก่อกรรมหนักได้อย่างไร?

         หากจะให้ตอบตรงนี้คงต้องอธิบายคุณลักษณะของมนุษย์ทั่วไปให้กระจ่างเสียก่อน โดยปกติแล้วสิ่งใดที่คนเรารู้จักมักคุ้นไปนาน ๆ ก็จะเกิดความรู้สึกประการหนึ่งขึ้น ประการนั้นคือ ‘ความเคยชิน’ ความเคยชินทำให้ขาดความระมัดระวังหรือเผลอสติง่าย...

         ตรงนี้แหละครับคือประเด็นสำคัญ !

         เหมือนกับเรารู้จักใครสักคนในสังคม ใหม่ ๆ เราจะระวังตัวในการพูดคุยและการคบหา แต่พอนาน ๆ ไปเราก็จะเริ่มคบหาด้วยความสบายใจขึ้น การระมัดระวังจะน้อยลงตามเงา...จนอาจมีการกระทบกระทั่งกันด้วยกาย วาจา ใจ ก็ได้ในวันหนึ่งข้างหน้า

         ด้วยประการนี้สำหรับปุถุชนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็มิใช่เป็นเรื่องแปลก เพราะระดับจิตหาได้ผิดแผกแตกต่างจากกันเท่าใดนัก

         แต่กับพระอริยเจ้า ท่านเป็นผู้ทรงภูมิจิตสูง การพลั้งเผลอจนกลายเป็นการจาบจ้วงดูหมิ่นท่านเข้า ต่างกับการพลั้งเผลอจาบจ้วงดูหมิ่นคนธรรมดาสามัญหลายเท่านัก เพราะการกระทำเช่นนั้นต่อพระอริยบุคคลเป็นการก่อ ‘อธิกรรม’ทันที...

         ขอยกตัวอย่างให้ฟังจะจะสักเรื่อง...ในสมัยที่ พระพุทธเจ้าของเรา ยังเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ในศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้านั้น ท่านทรงแลเห็นพระกัสสปพุทธเจ้าทรงปฏิบัติธรรมและสั่งสอนผู้คนใต้โคนต้นไม้ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันได้พลั้งเผลอดูหมิ่นขึ้นในใจครั้งนั้น...

         ‘ถ้าการนั่งอยู่ใต้ต้นไม้แค่นั้นสามารถบรรลุธรรมชั้นสูงได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน...’ นั่นคือคำกล่าวในความคิดที่ พระองค์ทรงรับสั่งให้สาวกทั้งหลายได้รับฟัง ภายหลังที่ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

         เหตุแห่งการหมิ่นแคลนพระกัสสปพระพุทธเจ้าในกาลนั้น มีผลเป็นอธิกรรมสืบเนื่องมาจนกาลที่พระองค์กำลังแสวงหาความหลุดพ้นบ้าง

         ซึ่ง ‘อธิกรรม’ ดังกล่าวมีผลให้พระองค์ต้องเสวยเวทนากับการทรมานกายอยู่ในป่าใต้โคนต้นไม้นานหลายปีกว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าได้...

         ตัวอย่างตรงนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึง ‘อธิกรรม’ อันเกิดจาก ‘มโน’ คือความคิดในใจของพระสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันต่อพระกัสสปพุทธเจ้าในอดีตกาล แม้ฐานะของพระองค์จะเป็นถึงพระโพธิสัตว์เจ้าผู้มีบุญญาธิการเตรียมเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ยังไม่สามารถพ้นกรรมตรงนี้ได้...

         คำถามจึงมาตกที่ว่า... ‘ถ้าเป็นคนอย่างพวกเราล่ะหากพลาดพลั้งขึ้นมาจะสาหันแค่ไหน?’

         สิ่งที่อยากเตือนท่านทั้งหลายอีกสักนิดก็คือเรื่อง ปฏิปทาของครูบาอาจารย์บางท่านบางรูปอาจจะผิดแผกแตกต่างกันออกไปตามลักษณะวาสนาบารมี ฉะนั้นพึงระมัดระวังกาย วาจา ใจของเราให้จงหนักเหมือนอย่างที่อาเตียเซียนสู เล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า...

         ก่อนที่ท่านจะนับถือหลวงปู่เชยเป็นอาจารย์นั้น ท่านเคยคิดว่าหลวงปู่เชยเป็นบ้า เพราะหลวงปู่ท่านชอบนอนในโลงศพตามโกดังเก็บศพ แต่งตัวด้วยจีวรสกปรกมอมแมม จนผู้คนแถบนั้นหาว่าท่านเป็น ‘พระบ้า’ แต่ภายหลังอาเตียเซียนสู จึงพบว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์รูปหนึ่ง แสร้งทำเป็นวิกลจริตเพื่อไม่ต้องการให้ใครมารบกวนเวลาปฏิบัติธรรมของท่านเท่านั้น !

         นั่นคือเหตุผลที่อาเตีย มักจะเตือนคนใกล้ชิดให้ระวังเสมอมา...

         ครับ มาถึงตรงนี้ สำหรับเครื่องมือป้องกันการเผลอตัวจนเกิดมโนกรรม กายกรรม และวจีกรรมกับพระอริยเจ้าทั้งหลาย อันเป็นทางก้าวสู่อธิกรรมนั้นมีเพียงประการเดียวก็คือ...

         ใช้ ‘ สติ’ ควบคุม!

         ควบคุม ความคิด การกระทำอันเป็นการจาบจ้วงหมิ่นแคลนหรือกล้ำเกินท่านผู้เป็นอริยะตลอดเวลา....

        ดังคำกล่าวของผู้รู้ท่านหนึ่งมีต่อภูเตศวรมานานแล้วว่า...

        ‘อยู่ใกล้พระอริยเจ้ามากเท่าไหร่ มีโอกาสขึ้นสวรรค์ กับตกนรกได้เท่า ๆ กันระหว่างมีสติกับขาดสติ!’

        จริงหรือเท็จ ท่านทั้งหลายพึงแยกแยะด้วยเหตุผลเอาเถอะครับ เพราะศาสนาพุทธสอนให้เชื่อเหตุและผลมากกว่าคำว่า...

        ความศรัทธาประการเดียว!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com