การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

มรณานุสติ by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#181]

มรณานุสติ

        ‘อโรคยา ปรมา ลาภา’ ซึ่งแปลว่าการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐนั้น สำหรับผู้ที่ยังมีร่างกายแข็งแรง หรือยังอยู่ในวัยเยาว์ มักจะไม่ค่อยซึมซับรับรู้อะไรมาก เพราะช่วงเวลาที่ตนไม่มีโรคเบียดเบียนก็ไม่รู้ว่า...

        ความเจ็บไข้เป็น ‘ทุกข์’ สำคัญประการหนึ่ง!

        ผู้เขียนเคยกล่าวกับคุณทมยันตีซึ่งเป็นเสมือนญาติธรรม และญาติผู้ใหญ่อยู่เสมอว่า...

        “ยิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าใด เราก็จะพบเห็นความทุกข์มากขึ้น เห็นความตายมากขึ้น...”

        ซึ่งป้าอี๊ดเธอยอมรับว่า จริง...เหตุผลเพราะเวลามากเท่าใด อายุแก่มากเท่าไหร่...คนต้องเจ็บป่วยมากครั้ง...เห็นคนใกล้ชิดทั้งเจ็บและตายอยู่เสมอ

        เหมือนอย่างผู้เขียนตอนยังเด็กไม่เคยประสบพบเห็นความตายของคนใกล้ชิดมาก่อน...แต่พออายุเข้าสามสิบ

        คุณพ่อ...ก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง!

        หลังจากนั้น...ก็คือหมู่ญาติรวมทั้งเพื่อนฝูงก็อีกหลายคน...ความตายยังความเศร้าโศกให้มวลมนุษย์มาตั้งแต่ปฐมกาลถึงปัจจุบัน...

        ความตายเป็นสัจจะ

        เป็นหน้าที่...ของมนุษย์ทุกคนที่จะหลบเลี่ยงมิได้!

        แม้เป็นเช่นนั้น หากจะมีมนุษย์สักกี่คนที่หวนรำลึกถึง ‘ความตาย’ เป็นคติเตือนใจ

        “ดูกรอานนท์...เธอรำลึกและพิจารณาถึงความตายมากเท่าใด?” เป็นประโยคที่พระพุทธองค์ทรงดำรัสต่อพระอานนท์เถรเจ้า

        “ข้าพเจ้ารำลึกถึงความตายวันละเจ็ดหนพระเจ้าค่ะ...” พระอรหันต์เจ้าผู้ได้ชื่อว่าทรงมีความทรงจำเป็นเลิศที่สุดในหมู่พระสาวกกราบทูล

        “ไม่พอหรอกอานนท์”

        พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบ

        “ควรพิจารณาเท่าใดถึงจะพอพระเจ้าค่ะ? ”

         “เธอควรพิจารณาถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก...” คือถ้อยรับสั่งแห่งพระผู้บริสุทธิ์จากอาสวกิเลส และตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง

         ที่กล่าวเกริ่นมานั้น เพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของธรรมะอีกข้อหนึ่งในพุทธศาสนา ชื่อว่า ... ‘มรณานุสติ’ เรียกว่าพิจารณาถึงความตาย

         การพิจารณาถึงความตายอยู่เสมอ มีคุณประโยชน์คือ ทำให้เราเป็นผู้ถึงพร้อมในความไม่ประมาท เพราะความตายไม่เลือกเวลา-สถานที่ หรืออายุขัยของมนุษย์ ว่าจะมากหรือน้อย คนรวยหรือคนจน...

         ในโลกนี้ผู้ก้าวสู่ปรภพมีตั้งแต่อายุไม่กี่วันถึงเป็นร้อยปี...

         ที่สำคัญคือ...เราไม่รู้ถึงวันตายของตัวเองว่าจะมาถึงในวินาทีใด?

         ถ้าใครไปเยี่ยมคนไข้ในโรงพยาบาล หรือเคยดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิดจะรู้ว่า...

         ยามที่เวทนาเกิด แก่ คนป่วย เหล่านั้น...เงินทอง...เพชรนิลจินดาใดก็ไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา เรียกกันว่าในเวลานั้นเอารถโรสรอยซ์หรือช้างมาขายคันละตัวละบาท ยังไม่อยากได้เลย

         หากเรารู้จักพิจารณาอย่างนี้ ตรงนี้จริงจัง สิ่งที่จะทำให้เราลดละได้ก็คือ ‘ความโลภ’ หรือแม้กระทั่ง ‘ความโกรธ’

         “เดี๋ยวก็ตาย...” บ่อยครั้งที่ภูเตศวร ใช้วลีนี้เป็นข้อเตือนใจและเป็นคำบริกรรมขณะทำสมาธิ...คำสั้น ๆ สอนใจตนว่า...

         “ โกรธก็ตาย...โลภก็ตาย...รวยก็ตาย จนก็ตาย...จะเป็นอย่างไรก็ตายทั้งนั้น!”

         อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็คงไม่ถึงกับมีสติ ระลึกถึงความตายได้วันจะเจ็ดครั้ง หรือทุกลมหายใจเข้าออก หรอกครับ...

         ได้แค่วันละครั้งก็ถือว่าดีแล้ว...ดีกว่าไม่เคยนึกถึงเลย!

         ประสบการณ์ที่เสียใจที่สุด และถือว่า เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่สุดของผู้เขียนคือ...วันที่สูญเสียคุณพ่อด้วยโรคมะเร็ง

         ความตายของบุคคลที่ใกล้ชิดที่สุด จะทำให้เราเป็นทุกข์ที่สุด และจดจำในหัวใจมากที่สุดเช่นกัน เป็นกฎธรรมชาติ...เมื่อใดที่มนุษย์เป็นทุกข์ที่สุดแล้ว

         ทุกข์อื่นใดก็ลดน้อยลง ยามทุกข์นั้นกลับเข้ามาเยือน

         ในโลกนี้ไม่เคยมีสิ่งใด ให้ประโยชน์หรือ โทษประการเดียว... ดังนั้นภาพความเจ็บปวดทรมานของคุณพ่อจึงให้ความทุกข์ แต่ก็มีประโยชน์เสมอในยามเราเกิดความโกรธความโลภขึ้น

         เพราะว่า...เมื่อใดก็ตาม ที่เรานำภาพความเจ็บปวดของคุณพ่อ ขณะนอนรักษาตัว อยู่ในโรงพยาบาล นำภาพที่พยาบาลเอาผ้าชุบน้ำมาแตะปลายลิ้นให้ แทนการดื่มน้ำ ยามหิวกระหายในวาระสุดท้ายอีกไม่กี่ชั่วโมงที่คุณพ่อจะสิ้นใจ...

         เป็นภาพที่ขมขื่นที่สุดในชีวิต

         ถ้าเป็นช่วงร่างกายแข็งแรง...เงินอันเป็นปัจจัยเป็นสิ่งสมมติสามารถสั่งน้ำอะไรก็ได้ ต่อให้ราคาแพงแสนแพงก็นำมาดับความกระหายได้ แต่จะมีประโยชน์อะไร กับคนที่ร่างกายไม่ยอมรับอาหารแล้ว ขณะเตรียมก้าวสู่ปรภพ

         แม้อากาศที่เป็นของ ‘ฟรี’ มีอยู่ในโลกมากมาย คนใกล้ตายก็ยังเอามาใช้ไม่ได้ จนแพทย์ต้องนำเอาท่อมาสอดลงในลำคอ...ก็ยังไร้ประโยชน์

         ประสาอะไรกับทรัพย์สมบัติทั้งหลายจะมีคุณค่าอันใด?

         ภาพเหล่านั้นเรา ‘เห็น’ เราประจักษ์กันทั้งนั้น...สำคัญว่าเราจะนำมาสอนใจเราบ้างหรือไม่...ถ้าไม่...สิ่งนั้นก็ปราศจากความหมาย แต่ถ้าเรานำมาพิจารณา...

         สิ่งนั้นจะทรงคุณค่ามหาศาลต่อจิตวิญญาณ

         ในวันที่คุณพ่อเสียชีวิต...ผู้เขียนยืนดูตั้งแต่ลมหายใจสุดท้ายขาดห้วงลง แพทย์-พยาบาลปั๊มหัวใจจนเลือดทะลักซึมริมฝีปาก...จนกระทั่งศพแข็งเย็นถูกอุ้มลงโลง

ทุกอย่างอยู่ในความทรงจำทั้งสิ้น

         ‘จำ’ เพื่อ... ‘กำหนดพิจารณา’ ถึงสัจจะของโลก...

         ‘เกิด-ตาย’ เป็นอนิจจัง...

         ‘เกิด-ตาย’ เป็นหน้าที่ ที่มนุษย์หลบเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นไหนเราจึง...เดินเข้าไปถึงความรู้สึกนั้น เพื่อพิจารณา...ให้เห็นสัจจะแก่ตน

         ถึงตรงนี้อยากจะถามท่านทั้งหลายว่า...ขณะนี้คุณกำลังโกรธใครหรือไม่...กำลังพยาบาทหรือกำลังเกิดความโลภหรือเปล่า...หากเป็นอยู่ลองดูสิครับ...

         ลองพิจารณาถึงความตายดูสักครั้งหรือสองครั้ง...

         สิ่งที่คุณกำลังเป็น...จะเบาบางลงทันที!

         ข้อแนะนำ...สำหรับผู้ที่กำลังเจริญสมถภาวนาอยู่...จงทำต่อไปเถอะครับ แต่ยามท่านถอนสมาธิหรือจะลุกขึ้น...โปรดใช้เวลาสักห้าหรือสิบนาทีพิจารณา ‘ความตาย’ ของคนใกล้ชิดของตัวเองเสียก่อน ท่านจะได้อะไรมากขึ้นกว่าเดิมมากมาย...

         เพราะการพิจารณาถึง ‘ความตาย’ เป็นวิปัสสนาประการหนึ่ง!

         สมถวิธีกับวิปัสสนาวิธี...เป็นฝาแฝด เป็นของคู่กัน เป็นเครื่องมือที่ต้องพึ่งพากัน เพื่อนำท่านก้าวสู่..

         ‘มรรคผล...นิพพาน’

         ครับ...ฉบับนี้ดูเหมือนจะนำเอาสิ่งที่ตนประสบกับชีวิต มาบอกเล่ามากไปสักนิด แต่ผู้เขียนเชื่อว่า...สิ่งที่ตนประสบพบเห็นมา คงยังประโยชน์ให้ท่านทั้งหลายได้บ้างไม่มากก็น้อย


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com