
ขณะที่เขียนต้นฉบับธรรมะ 5 นาทีอยู่นี้ ฝนฟ้ายังคงโปรยเม็ดไม่ขาดสาย เหมือนดังโศกกำสรดต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของท่านพระครูปลัดบุญช่วย แห่งวัดใหญ่ ตำบลไม้ดัด จังหวัดสิงห์บุรี
ครับ...ผู้เขียนเพิ่งจะกลับจากงานศพของพระสงฆ์วัยเจ็ดสิบเจ็ดรูปหนึ่งที่ตัวเองและคุณทมยันตี นับถือท่านเป็นทั้งครู-อาจารย์ เป็นคล้ายบิดาคนที่สองก็ว่าได้...
เราทั้งสองได้รู้จักและได้กราบหลวงพ่อ เพราะคุณวิมล ศิริไพบูลย์ ที่ทุกคนรู้จักในนาม ‘ทมยันตี’ ได้นิมิตเห็นเหตุการณ์ย้อนยุคบางประการในสมัยศึกบางระจันอย่างน่าประหลาด เธอจึงขอร้องให้ผู้เขียนช่วยขับรถไปยังอนุสาวรีย์ชาวบางระจันให้
ผู้เขียนจำได้ว่า วันนั้นพอรถออกจากดอนเมืองเป็นต้นไป พระพิรุณได้โหมกระหน่ำไปตลอดทางจนถึงที่หมาย
ตลอดรายทาง โดยเฉพาะบริเวณอนุสาวรีย์ ‘ผู้กล้าบางระจัน’ ต้นไม้หักโค่นด้วยแรงพายุ
คุณทมยันตีกับผู้เขียนลงจากรถ จุดธูปเทียนบูชาดวงวิญญาณ ของเหล่าผู้กล้าชาวบางระจัน ท่ามกลางสายฝนพรำและเสียงอสุนีบาตคำรามครืนครัน
เสียงสวดมนต์กังวานขึ้นจากเราทั้งสอง...จบท้ายด้วยการแผ่ส่วนกุศลทั้งปวงที่เคยกระทำมาให้กับทุกดวงวิญญาณ ณ ที่แห่งนั้น
สายฝนค่อย ๆ ซาเม็ด แล้วก็ขาดหายไปในที่สุด...
“มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เราต้องดั้นด้นมาถึงที่นี่…” ทมยันตีปรารภกับผู้เขียนด้วยสีหน้าครุ่นคิด เธอสำเหนียกรู้ว่ามีกระแสบางอย่างชักจูงมาที่นี่ ขณะที่ผู้เขียนกำลังทำหน้าที่ขับรถพากันกลับกรุงเทพฯ
“กลับทางใหม่ดีกว่านะ?” ผมขอความเห็น ตามวิสัยส่วนตัวในเวลาขับรถ ที่ไม่ชอบใช้เส้นทางเก่า
ไม่มีคำปฏิเสธหรือออกความเห็นใด ๆ จากคุณทมยันตีในตอนนั้น ซึ่งเข้าใจว่าเธอกำลังตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดเกี่ยวกับความแปลกประหลาดของเหตุการณ์ในวันนี้ และก็ได้ผลครับ ผู้เขียนขับรถเตลิดไปเรื่อย ๆ ท้ายสุดจึงรู้ว่า ‘หลงทาง’
แทนที่จะบ่ายหน้าเข้าตัวเมืองสิงห์บุรี กลับมุ่งไปทางชันสูตร กว่าจะรู้ตัวก็ไปถึงหน้าวัดใหญ่ของหลวงพ่อบุญช่วยเสียแล้ว...
“เข้าไปกราบพระซะหน่อยไหมแม้ว?” คุณนายทมถาม เพราะหันไปมองเห็นพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหน้าบริเวณวัด
“เอาสิ...” ผู้เขียนพยักหน้า ตามนิสัยที่ไม่เคยขัดใคร ถ้าจะเข้าวัด
ด้วยเหตุประการทั้งปวงดังที่กล่าวมา จึงทำให้ทมยันตี และผู้เขียน ได้พบได้เห็นและได้รู้จักกับพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่ง และเคารพนับถือท่านมิต่างจากบิดาของตน อีกทั้งเป็นครูอาจารย์ของตนด้วย...
“คนบางระจันเก่ามันมาหา...” ภิกษุวัยเจ็ดสิบในขณะนั้นกล่าวคำเบาๆ คล้ายปรารภกับตัวเองเมื่อเราสองคนคลานเข้าไปคุกเข่ากราบ แต่ประโยคเบา ๆ นั้นสามารถทำให้ผู้เขียนกับคุณทมยันตีหันมาสบตากันด้วยความรู้สึกแปลกใจ...
แปลกใจว่า ท่านทำไมพูดอย่างนั้น พูดถึงใคร?
“ใครคะ คนบางระจันเก่า?” คุณทมยันตีทำตัวเป็นทัพหน้าเอ่ยถามท่าน และท่านตอบเร็วโดยไม่ต้องคิด แถมครั้งนี้เสียงดังฟังชัดอีกต่างหาก
“ก็หนูทั้งสองนั่นแหละ!”
จากนั้น ข้อข้องใจอื่น ๆ ของนักเขียนใหญ่อย่างคุณนายทม ก็หลุดออกจากปากหลวงพ่อ โดยไม่ต้องถามไถ่อะไรมากความ...วันนั้นได้สนทนากับหลวงพ่อประมาณเกือบสองชั่วโมงด้วยความรู้สึก ‘อิ่มสุข’
อิ่มสุขเหมือนเจอญาติสนิทที่พลัดพรากกันมานานนัก!
“แล้วจะมาใหม่ครับ!” ผู้เขียนให้สัญญากับท่านในขณะกราบลากลับ...
“หลวงพ่อองค์นี้ไม่ใช่ธรรมดา...” ทมยันตีพูดกับผู้เขียนขณะเดินทางกลับ ซึ่งภูเตศวรก็มิได้คัดค้าน
‘ดูพระดูที่จริยาวัตร!’ คือคำกล่าวมาเป็นเวลายาวนาน
ท่านพระครูปลัดบุญช่วย เป็นสงฆ์ผู้สมถะ มีความเป็นอยู่เรียบง่าย เป็นพระที่รู้จักคำว่า ‘ให้’ เสมอกับทุก ๆ คนและไม่เคยบอกบุญเรี่ยไรใคร (คือสิ่งที่ผู้เขียนเห็นมาตลอดระยะเวลาหกปี)
และยิ่งมารู้ทีหลังว่า ‘วัดใหญ่’ เดิมเป็นวัดร้าง และท่านได้ร่วมกับชาวบ้านบางคนบูรณะขึ้นมาใหม่ ด้วยความอุตสาหะวิริยะ จากวัดที่ไม่มีอะไรนอกจากร่องรอยเล็กน้อยของกองอิฐกระจัดกระจาย จนบัดนี้มีโบสถ์-ศาลา รวมทั้งกุฏิสงฆ์พร้อมพรัก...
“เหลือเมรุเผาศพอีกอย่างก็สมบูรณ์แล้ว...” เป็นคำกล่าวของหลวงพ่อต่อคนใกล้ชิด “มีเมรุเผาชาวบ้านจะได้อาศัย เพราะมีเกิด ก็ต้องมีแก่เจ็บแล้วก็ตาย ไอ้เวลาตายนี่ละมันจำเป็นต้องใช้เมรุเผา...”
ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อจึงได้ดำริการสร้างและบัดนี้การสร้างได้ดำเนินมาจนถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ท่านกลับถึงกาลมรณภาพเสียก่อน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยสิริอายุ 77 ปี...
พอได้รับข่าว ผู้เขียนกับคุณทมยันตีก็รีบบึ่งไปกราบสังขารท่าน ซึ่งปรากฏการณ์เป็นเฉกวันแรกที่พบหลวงพ่อมิผิดเพี้ยน...
คือ พายุฝนฟ้ากระหน่ำไปตลอดเส้นทางทั้งขาไปและกลับ...
การตรวจสอบทรัพย์สินสุดท้ายปรากฏว่า หลวงพ่อ ไม่มีสมบัติส่วนตนใด ๆ เลย นอกจากหนี้สินจำนวน 2 แสนกว่าบาท จากการสร้างเมรุที่คั่งค้างอยู่...
แสดงให้เห็นถึงการเป็นพระผู้ทุ่มเทกายใจให้กับพระศาสนาอย่างที่สุด เป็นภิกษุผู้สมถะ ไม่สะสมลาภสักการะไว้เพื่อตนแม้แต่นิดเดียว
...สังขารของหลวงพ่อ ถูกบรรจุไว้ในโลงแก้ว!
ด้วยคำสั่งเสียของท่าน ‘อย่าเพิ่งเผา เพราะวัดยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เอาหลวงพ่อใส่โลงตั้งไว้’ ครั้งแรกก็ยังสงสัยว่าทำไม แต่พอไปกราบศพท่าน ทันทีที่หน้าผากแตะพื้น ‘จิตนึกรู้’ ขึ้นมา...
หลวงพ่อห่วงว่าถ้าสิ้นท่านไป ทุกอย่างจะไม่สำเร็จเสร็จสิ้น
สังขารในโลงแก้วของท่าน เป็นเหมือนเครื่องย้ำเตือนลูกศิษย์ทั้งหลายว่า...
‘อย่าทิ้งวัด’
ด้วยเหตุตรงนี้ ทำให้ภูเตศวรกับทมยันตียืนยันกับชาวบ้านและกรรมการวัดที่กำลังกังวลอยู่กับหนี้สิน 2 แสนกว่ากับเมรุเผาศพที่กำลังคั่งค้าง ‘กลัวหลวงพ่อจะห่วง…’ คือประโยคของศิษย์ทุกคน คำยืนยันของเราสองคนนั้นคือ...
‘จะจัดการให้!’ เพื่อ ‘ทดแทนคุณของหลวงพ่อ’
ภารกิจแรก หาเงินไถ่ถอนหนี้ 2 แสนกว่าให้หลวงพ่อก่อน
ภารกิจต่อมาคือ ก่อสร้างเมรุที่คั่งค้างให้เสร็จสิ้นตามเจตนารมณ์ของท่าน
ซึ่งตอนนี้ขณะนี้ ทางคุณทมยันตีได้มอบเงินส่วนตัวเป็นทุนเริ่มต้น 10,000 บาท และคุณมิ่งขวัญกับคุณละม่อม จันทร์เฉิดอีก 20,000 บาทรวมเป็น 30,000 บาทแล้ว
“ทำบุญสร้างเมรุเผาศพเป็นการสะเดาะเคราะห์...” เป็นคำกล่าวของคณาจารย์หลายท่านที่ผู้เขียนเคารพนับถือ “และยามเมื่อละโลกจะได้ไปอยู่ในสวรรค์”
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เรื่องของการบริจาคในการนี้ยังจะต้องขอระงับเอาไว้ก่อน เพราะจะต้องประชุมจัดตั้งคณะกรรมการกันอีกครั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2537
ซึ่งเป็นวันเคลื่อนศพของหลวงพ่อไปประดิษฐ์ไว้ที่ศาลาใหญ่
เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ได้เคารพกราบไหว้รำลึกถึงพระคุณของท่าน
ถ้ามีข่าวอะไรเพิ่มเติมผู้เขียนจะกราบเรียนอีกครั้งในคราวหน้า
จบท้ายกับสาระอันดูเหมือนจะนอกประเด็นไปนิดของธรรมะ 5 นาทีด้วยประโยคที่ว่า...
อย่าประมาทในการสร้างบุญกุศล สะสมกรรมดีเอาไว้ เพราะความตาย ต้องมาเยือนเราทุกคน!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com