
การเจริญเมตตา
และอานิสงส์ 11 ประการ
ปีก่อนเห็นภาพพระภิกษุสามเณรในพม่าถูกทำร้ายในข่าวผ่านจอโทรทัศน์ หลายวันที่ผ่านมาเห็นพระลามะในธิเบตถูกไม้กระบองหวดเลือดอาบไหลโชก...เป็นที่น่าสลดใจเกี่ยวกับความรุนแรงต่อพระสงฆ์ ผู้เขียนไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศ ทว่าเราก็มีสิทธิที่จะนั่งลงอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองผู้ทรงศีล...ซึ่งเปรียบเสมือนเนื้อนาบุญของโลก และขอให้สันติสุขมาเยือนโดยเร็ว
เพราะภาพที่เห็นทำให้นึกถึงคำกล่าวของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ อาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนาธุระที่ละสังขารไปแล้ว ในครั้งที่ได้ไปกราบนมัสการท่านเมื่อปี 2537 ครั้งนั้นพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ปรารภถึง ‘พุทธอุทาน’ แห่งพระบรมศาสดาหลังตรัสรู้ใต้ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์
พระตถาคตเจ้าทรงอุทานถึงความจริงอันทำให้สัตว์โลกรุ่มร้อน...ทุกข์ทน นอกจากกิเลสตัณหาในจิตใจแล้วยังมาจากการเบียดเบียนกันเองของหมู่สัตว์ ด้วยการทำร้ายเข่นฆ่าซึ่งกันและกันในทุกที่ทุกเวลา
เพราะประการดังกล่าว พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ ‘ศีล’ อันเป็นความปกติแห่งมนุษย์เอาไว้ให้พุทธบริษัทของพระองค์นำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อความสันติสุขไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
ไม่ต้องกล่าวถึงศีล 227 ข้อของพระภิกษุที่ครอบคลุมกายใจเพื่อหวังในมรรคผลนิพพาน เอาแค่ศีลห้านับจากข้อปาณาติบาตไป คือการงดเว้นการฆ่า การลักทรัพย์ การประพฤติผิดทางกาม การพูดปด...เพ้อเจ้อ ส่อเสียด ล้วนเป็นการหยุดยั้งการกระทำเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นทั้งสิ้น แม้ข้อสุดท้ายคือ ข้อสุราเมระยะ คือการเสพของมึนเมา เพราะพระพุทธองค์ทรงตระหนักได้ถึงการเบียดเบียนตนเอง และความมึนเมาจะทำให้ขาดสติจนนำพาไปสู่การเบียดเบียนผู้อื่น อันเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน วุ่นวายและเป็นทุกข์ดังพุทธอุทานครั้งนั้น
มิเพียงบัญญัติศีลเพื่อกางกั้นความประพฤติชั่วแห่งเวไนยสัตว์เท่านั้น พระบรมศาสดายังทรงสั่งสอนเราให้เจริญเมตตาธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยการพิจารณา สัจจะความจริงของสัตว์
สัตว์ทั้งหลายล้วนเกิดแก่...เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น...
สัตว์ทั้งหลายล้วนมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย คือเกิดเพราะกรรม มาใช้กรรมอยู่แล้ว ไยต้องมาเบียดเบียนกันอีก
เมื่อพระบรมศาสดาทรงตรัสรู้ หลุดพ้นโลก ดับภพดับชาติได้แล้ว พระองค์มิเพียงทรงมีพระปัญญาธิคุณประหารกิเลสได้ราบลงเท่านั้น หากทรงมีพระเมตตาธิคุณแก่หมู่สัตว์ ตรัสสั่งสอนชี้ทางพ้นทุกข์ แนะนำหลักการดำรงชีพอย่างสันติสุขแก่ชาวโลกตลอดพระชนมชีพ
เพราะประการดังกล่าวข้างต้น...วันนี้จึงอยากเรียนถามท่านทั้งหลาย ในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชน เป็นพุทธบริษัทในพระศาสนาแห่งองค์พระชินสีห์ ในวันที่โลกกำลังรุ่มร้อน... ในวันที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับการอยู่รอด การเลี้ยงดูตนเองและคนในครอบครัว เคยคิดเมตตาสงสารตน และคนอื่น ๆ บ้างไหม?
เราทุกข์...คนอื่นเล่า?
เราเหนื่อย...คนอื่นเป็นไงบ้าง?
ถ้ามีเวลาตั้งสติสักนิด เราจะเห็นชัด สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างรักตัวกลัวตาย ต่างดิ้นรนต่อสู้พาตนพ้นทุกข์ หากสุดท้ายที่ตะกายดิ้นรนตลอดชีวิตก็ต้องจบสิ้นลง มือที่ไขว่คว้าตะกุยและกำเอาไว้ก็แบออกเมื่อยามหมดลมหายใจ ข้าวของที่ตะกุยตะกายหา บ้างต้องรบราฆ่าฟันเพื่อได้มาบ้างต้องคดโกงแย่งชิงมาครอบครองอย่างสุดฤทธิ์ ลงท้ายก็ต้องทิ้งไว้เป็นสมบัติของผู้อื่นในที่สุด...
ถ้าถามว่าความจริงตรงนี้เราท่าน ‘รู้ไหม’ ก็ต้องตอบว่ารู้ หากเราแค่รู้แต่ไม่เคยยกเอามาพิจารณาให้เป็นปัญญา
ทั้งหลายทั้งปวงก็เพราะตัวกิเลสตัณหามันพาไป!
เวลาเราไปวัด หลายท่านมีโอกาสได้ทำวัตรสวดมนต์ หลังการสวดมนต์ครูบาอาจารย์ท่านจะพาแผ่เมตตาด้วยบทสวดสั้น ๆ เป็นภาษาบาลีแล้วแปลต่อท้ายเป็นวรรค ๆ ไป หลายท่านอีกนั่นแหละเวลาสวดก็สวดตามแบบนกแก้วนกขุนทอง คือสวดด้วยปาก แต่ใจไม่น้อม อานิสงส์ก็ได้น้อย เพราะพุทธศาสนาเน้นไปที่จิตใจ ดังรับสั่งแห่งพระบรมศาสดาที่ว่า
‘จิตเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน!’
ถึงตรงนี้ก็ต้องขอขยายขี้เท่อขายชาวบ้านกันสักนิดว่าด้วยเรื่องการเจริญเมตตาแบบที่เรียนรู้มาสักหน่อย ใครรู้แล้วก็อย่าหาว่าเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนเลย เผื่อบางคนที่ไม่รู้แม้จะมีแค่คนสองคน ก็ถือเป็นการยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านได้เช่นกัน
ก่อนเจริญเมตตาก็น้อมจิตตนให้สงบ ละความพยาบาทคับแค้นออกจากจิตใจ จากนั้นพึงเจริญด้วยพระคาถาดังนี้
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะพยาปัชฌา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่ามีความเจ็บไข้ลำบากกายลำบากใจเลย
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะนีฆา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนพ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลายทั้งสิ้นเถิด...
ในหนังสือ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ได้รจนาอานิสงส์แห่งการเจริญเมตตาไว้ชัดแจ้งว่า
การเมตตาภาวนาเป็นข้าศึกแก่ความพยาบาทโดยตรง เมื่อเจริญเมตตาย่อมละความพยาบาทเสียได้ด้วยดี เมตตานี้ชื่อว่า ‘เจโตวิมุต’ เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้นความพยาบาทของจิตใจ มีผลอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าทานและศีลทั้งหมดทั้งสิ้น
อนึ่ง เมตตานี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่ามีอานิสงส์ 11 ประการ อานิสงส์11 ประการนั้นก็คือ...
ผู้เจริญเมตตานี้หลับก็เป็นสุข 1 ตื่นก็เป็นสุข 2 ฝันเห็นก็เป็นมงคลไม่ลามก 3 เป็นที่รักของมนุษย์ 4 เป็นที่รักของอมนุษย์ 5 เทวดาย่อมรักใคร่รักษาไว้ให้พ้นภัย 6 ไฟก็ไม่ไหม้ไม่ทำให้ร้อนได้แลพิษต่าง ๆ และศาสตราวุธก็ไม่ประทุษร้ายแก่ชีวิตได้ 7
จิตกลับตั้งมั่นได้โดยเร็วพลัน 8 มีผิวหน้าผ่องใสงาม 9 เป็นผู้มีสติไม่หลงตาย 10 ตายแล้วไปเกิดในพรหมโลกด้วยเมตตาฌาน 11
เห็นไหมครับ การเจริญเมตตามีอานิสงส์มีความวิเศษต่าง ๆ มากมาย วันนี้จึงเขียนมาเตือนท่านทั้งหลายว่าจงอย่าได้ประมาทในการเจริญเมตตา ตัวเราจะร่มเย็นเป็นสุข โลกก็จะบังเกิดสันติสุข ไม่รุ่มร้อนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน...และคงต้องลากันด้วยคำถามสั้น ๆ ว่า...
วันนี้คุณไม่ได้เจริญเมตตามานานแค่ไหนแล้ว...ถ้านานมากแล้ว ก็อย่าสงสัยและถามว่า ทำไมใคร ๆ เขาไม่เมตตาเรา!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com