
สังคหวัตถุธรรม 4 ประการ
จำได้ว่าเคยเขียนถึงคำปรารภธรรมของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ แห่งวัดป่าอรัญบรรพต จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ใหญ่อีกรูปในสายพระป่ากรรมฐานของพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งปัจจุบันหลวงปู่เหรียญท่านได้ละขันธ์สู่นิพพานไปนานหลายปีแล้ว
ครั้งนั้นที่ได้กราบหลวงปู่ ก็เพราะการหาทุนทรัพย์เพื่อตั้งมูลนิธิปัญญาธโร... ตามดำริของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร กับคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ เพื่อดูแลอาหารกลางวัน ตลอดถึงทุนเรียนดีแต่ยากจนของโรงเรียนเด็กประถมในภาคอีสาน อีกทั้งการดูแลพระภิกษุสงฆ์อาพาธ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
นั่นคือการสร้างวัตถุมงคลชุด หลวงปู่บัว สิริปุณโณ และพระกริ่งปัญญาบารมี ในปี 2537
จากวันนั้นที่หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ได้เมตตาแผ่จิตอธิษฐานวัตถุมงคลให้ที่กุฏิของท่านในเขตพระราชฐานวังสวนดุสิต ถึงวันนี้ยาวนานผ่านพ้นมาถึง 30 ปีเต็ม ๆ
ทว่า...คำปรารภของหลวงปู่ยังอยู่ในความทรงจำของผู้เขียนไม่คลายจาง
จำได้ว่า...ประโยคแรกของท่านคือการถามไถ่ด้วยเมตตาว่า แต่ละคนที่มากราบนมัสการท่านมีพื้นเพมาจากที่ใดบ้าง น่าประหลาดคือทุกคนที่เป็นกรรมการในครั้งนั้นต่างมีภูมิลำเนาผิดแผกไปในแต่ละจังหวัด ซึ่งหลวงปู่ได้พยักหน้าแสดงอาการรับรู้...พร้อมคำปรารภ
...นั่นหนอที่เรียกว่าวาสนา...มีวาสนาร่วมกัน มาสร้างบุญญาบารมีด้วยกัน...
จากนั้นจึงปรารภต่อถึง ‘พุทธอุทาน’ แห่งองค์พระบรมศาสดา หลังทรงค้นพบหนทางพ้นทุกข์ด้วยการตรัสรู้ธรรม ใต้ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์...ว่า...
“...สัตว์ทั้งหลายล้วนมีความทุกข์เพราะการเบียดเบียนกันเอง!”
เพราะประการดังกล่าว หลวงปู่จึงได้โมทนากับผลบุญของทุกคนที่ได้มาร่วมมือร่วมใจหาทุนทรัพย์ เพื่อตั้งมูลนิธิปัญญาธโร อันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ประโยชน์พระศาสนาในครั้งนี้ ก่อนย้ำคำเตือนใจด้วยรอยยิ้มเมตตา
“ขอให้ทุกคนตั้งจิตตั้งใจทำความดีนะ เพราะความดี...ความรู้จักสามัคคี ทำประโยชน์ ทำกุศล อย่างนี้คือความเมตตา ความเมตตาถ้าอยู่กับทุกคน โลกก็จะสงบสุข”
วันนั้นแม้ได้สนทนากับหลวงปู่ด้วยระยะเวลาไม่กี่นาที หากอิ่มเอมจิต...ใจสว่างเบิกบานด้วยกระแสเมตตา หลังจากนั้นไม่นาน มูลนิธิปัญญาธโรก็ถือกำเนิดขึ้นและดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน
ตลอดเวลาของการทำหน้าที่ มิเพียงปฏิบัติตามจุดมุ่งหมายของมูลนิธิฯ เท่านั้น หากหมู่คณะ ญาติมิตรญาติธรรมทั้งหลาย อีกทั้งลูกศิษย์ใกล้ชิดของผู้เขียนได้สมัครสมานน้ำจิตน้ำใจทุ่มเทกายใจ สร้างวัด สร้างศาลา สร้างโรงเรียน อีกทั้งเมรุเผาศพมามากมายหลายแห่ง ดังที่ท่านผู้อ่านได้รับทราบจากคอลัมน์นี้มายาวนานถึงสิบ ๆ ปี
ทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงมาจาก ความจริงประการหนึ่ง ประการนั้นมาจาก ‘ธรรม’ หมวดหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ซึ่งจะนำมาบอกกล่าวกับท่านทั้งหลายในวันนี้
และมิได้สงวนสิทธิ์...หากอยากให้ทุกท่านช่วยเผยแพร่ต่อ ๆ ไป เพราะเชื่อว่าธรรมหมวดนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ในหน้าที่การงานที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะอย่างยิ่งยวด!
ธรรมหมวดดังกล่าวเรียกว่า ‘สังคหวัตถุธรรม’ แปลความคือ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดเหนี่ยวจิตใจของกันและกัน เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน มีอยู่ 4 ประการ คือ
1. ทาน
2. ปิยวาจา
3. อัตถจริยา
4. สมานัตตตา
ทาน คือ การให้ การให้นี้มิได้หมายถึงจาคะที่ให้แบบทำทานกับขอทาน ผู้ตกทุกข์ได้ยาก หากหมายถึงการรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันในหมู่คณะที่ทำงานทำหน้าที่ร่วมกัน เพราะผู้มาร่วมงานย่อมมีสภาพผิดแผกแตกต่างกัน บ้างมีศรัทธามีน้ำใจ หากขาดแคลนทรัพย์ แม้ยามทุกข์กายทุกข์ใจ คำปลอบใจและความหวังดีก็ถือว่าเป็นทานชนิดหนึ่ง
การเห็นหมู่คณะทำงานหนักพบอุปสรรคใด ๆ การช่วยเหลือ การให้ความใส่ใจแนะนำด้วยสติปัญญา มีน้ำจิตน้ำใจมุ่งช่วยเหลือ ไม่ถือว่าสักแต่ทำหน้าที่ ย่อมถือเป็น ‘ทาน’ ทั้งสิ้น
ปิยวาจา การเจรจา การใช้ถ้อยคำที่ไพเราะเป็นที่เสนาะโสตระหว่างกัน ก่อนพูดจากับหมู่คณะหรือผู้ร่วมงาน ควรมีสติระลึกรู้ เพราะวาจาเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสาร ถ้าวาจาไม่สุภาพไม่รู้จากกาลเทศะ จะสร้างความเสียดแทงใจ ทำลายน้ำใจกัน ทำให้ความสมัครสมานสามัคคีสูญเสีย กลายเป็นความแตกแยก โดยเฉพาะคำตำหนิติเตียน คำติฉินนินทากันและกัน แม้แต่ในยามทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยก็ต้องมีสติควบคุมวาจาไม่ให้เกิดจากอารมณ์ร้ายจนกลายเป็นการข่มขู่คุกคามซึ่งกันและกัน
ถ้าฝึกใช้สติ...ฝึกควบคุมวาจาทุกประโยคที่ออกจากปากให้สุภาพ ตรงต่อกาลเวลาอันสมควร คำพูดนั้นย่อมเป็นปิยวาจา อันเป็นการสร้างความสามัคคีได้อย่างยิ่งยวด
อัตถจริยา ความประพฤติอันมีประโยชน์ คือการรู้จักตั้งสติพิจารณาการกระทำใด ๆ ก็ตามให้เป็นแต่เรื่องมีประโยชน์เพื่อหมู่คณะ เพื่อส่วนรวม อะไรที่ทำแล้วปราศจากประโยชน์ ทำแล้วมีโทษ ควรงดเว้น สิ่งมีโทษคือจิตใจมุ่งร้าย พยาบาท อาฆาต ริษยา อันนี้คือจริยาทางใจ ส่วนทางกายคือ การรู้จักห้ามปรามผู้ที่กำลังทำความผิด กำลังว่ากล่าวนินทาผู้อื่น ไม่ยุแหย่ให้เกิดความร้าวฉาน เห็นการจัดวางข้าวของไม่เรียบร้อยก็จัดการทันที ไม่วางธุระในกิจอันสำคัญของหมู่คณะ ทำประโยชน์ต่อส่วนรวมทั้งต่อหน้าและลับหลัง
สรุป อัตถจริยา คือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สถานที่ แก่องค์กร แก่หมู่คณะ ธรรมส่วนนี้จะทำให้ผูกยึดน้ำใจซึ่งกันและกันอย่างยิ่ง
สมานัตตตา ความสม่ำเสมอ ความเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือวางตนสม่ำเสมอ หมายถึงระเบียบวินัยในหมู่คณะ ไม่เคลื่อนคล้อยไปตามตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือการมอบหมายงาน ทำตามหน้าที่แต่ไม่เห่อเหิมไปกับอำนาจอันเป็นสิ่งสมมุติ คือ ปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ มีความขยันหมั่นเพียรอย่างเสมอต้นเสมอปลาย มีความรักความเมตตาต่อหมู่คณะเสมอกันโดยไม่เลือกว่า ใครต่ำ ใครสูง ใครรวย ใครจน
สรุป สมานัตตตา คือความเป็นคนผู้มีตนสม่ำเสมอ วางตนสม่ำเสมอ ไม่กระด้าง ดูหมิ่นคนอื่น ไม่ถือตัว เพราะหน้าทีสูงกว่าใคร นั่นคือธรรมแห่งการยึดเหนี่ยวจิตใจกันอย่างยิ่งยวด
อย่างไรก็ตาม ธรรม 4 ข้อในหมวด สังคหวัตถุธรรม จะบังเกิดผลก็ต่อเมื่อมีสติพร้อมพอควร ดังนั้นท่านทั้งหลายควรเจริญสติอยู่เนือง ๆ มีสติในการคิด การพูด ในการกระทำ เรียกว่าหยุดคิดพิจารณาเสียก่อน ว่าคำพูดและการกระทำของเราที่กำลังจะเกิดขึ้น ได้ทำลายจิตใจของอีกฝ่ายหรือไม่ ใหม่ ๆ ก็ลำบากบ้าง...ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หากนานวันขึ้น...จะเห็นผลขึ้นอย่างชัดเจน
พระบรมศาสดา ได้ทรงแสดงความสำคัญของสังคหวัตถุธรรม 4 ข้อนี้ว่า บิดามารดาผู้ให้กำเนิดจักได้ความเคารพนับถือจากบุตรธิดา กลุ่มชนในที่ต่าง ๆ จักมีความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะมีสังคหวัตถุธรรมนี้ ผู้อยู่กันเป็นหมวดหมู่จึงเป็นเช่นยานพาหนะที่มีล้อ มีลิ่มสลัก ประกบล้ออยู่กับตัวรถ ทำให้แล่นไปได้...
เพราะสังคหวัตถุธรรมเป็นธรรมะอันสำคัญ ทุกคนจึงควรมี เมื่อมีแล้ว จะทำให้เกิดความเคารพรักซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้เกิดการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ ซึ่งจักทำให้เกิดความสุขความเจริญในชีวิตและหน้าที่การงานในที่สุด...
เอวังก็ด้วยประการฉะนี้
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com