ปฏิบัติธรรมแล้วเพี้...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ปฏิบัติธรรมแล้วเพี้ยน? by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#391]

ปฏิบัติธรรมแล้วเพี้ยน?

 

       “คนปฏิบัติธรรม ทำกรรมฐานคือคนเพี้ยน” หรือประโยคอย่างนี้ได้ยินบ่อย ๆ “เพราะปฏิบัติสมาธิมากเลยเพี้ยน”

ได้ยินได้ฟังอย่างนี้...ผู้เขียนก็ได้แต่ทอดถอนใจ เพราะบางท่านที่หันมาปฏิบัติธรรมแล้วระยะหนึ่งเริ่มถอยห่างวางการปฏิบัติไปอย่างน่าเสียดาย

เพราะประการนี้ ทำให้ต้องนั่งพิจารณาหาเหตุผล... อะไร และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทำให้ได้เหตุผลมาหลายข้อ...

หนึ่ง คือมาจากผู้ปฏิบัติด้วยความอยากเป็นที่ตั้ง คือฟังเขาเล่ามามาก อ่านมามาก อยากเป็นอย่างนั้นแล้วปฏิบัติธรรมอย่างไม่เข้าใจ เพราะการปฏิบัติเป็นเรื่อง... ‘ปัจจัตตัง’ ที่รู้สภาวะแห่งจิตได้ด้วยตน คนบางคนอาจ ‘รู้’ แบบเฉพาะตนตามจริตนิสัย บางคนเข้มแข็ง บางคนมีความอ่อนแอทางจิตใจ ผลแห่งสมาธิจึงออกมาไม่เหมือนกัน เมื่อขาดคำแนะนำที่ดีจากผู้รู้ จากครูบาอาจารย์ก็เลยพาเข้าป่าเข้าพงไปมากมายก่ายกอง

สอง...ปัจจุบันมีสำนักปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง ซึ่งเราทั้งหลายก็รู้ว่า สังคมปัจจุบัน สาเหตุที่ทำให้ความมุ่งหน้าเข้าสู่สำนักทั้งหลายก็สืบเนื่องจากความทุกข์ ความผิดหวัง และต้องการหาที่พึ่งทางใจ ซึ่งบางแห่งมักใช้วิธีแปลก ๆ หรือพิสดารต่าง ๆ ให้ปฏิบัติเพื่อสร้างความขลัง ความศรัทธา ท้ายสุดกลายเป็นความหลงผิดแผกเพี้ยนไป

สาม...การปฏิบัติธรรมแบบเน้นแฟชั่น คือเฮกันไปกับหมู่พวก ต้องการให้คนอื่นชื่นชมและยกย่องทั้ง ๆ ที่ภายในจิตใจมิได้มีความต้องการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ลงท้ายกลายเป็นสร้างภาพหลอกผู้อื่น รวมทั้งหลอกตัวเอง มีนิสัยหลายลักษณะในตัวเอง...จนผู้อื่นเห็นเป็นคนเพี้ยนไปโดยปริยาย

สามประการดังกล่าวข้างต้น สามารถแก้ไขได้อย่างนี้ครับ... อันดับแรกผู้สนใจในการปฏิบัติ ควรเริ่มต้นศึกษาพุทธศาสนา ทำความเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจเสียก่อน ไม่ใช่ฟังคนอื่นเล่าให้ฟังแต่ประการเดียว

คือรู้ว่าทำสมาธิแล้วได้อภิญญาอย่างนี้อย่างนั้น เห็นโน่นเห็นนี่... กลายเป็นความวิเศษ จนเรามุ่งหวังแต่คุณวิเศษไปอย่างขาดความเข้าใจ จนกลายเป็นโทษ!

เคยเขียนมาครั้งหนึ่งนานมาแล้วในหัวข้อ ‘วิปัสสนูปกิเลส’ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับพระนักปฏิบัติในสายของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่ปลีกตัวออกวิเวกปฏิบัติธรรมจนหลงผิดคิดว่าตนสำเร็จอรหันต์แล้ว หากความจริงเป็นวิปัสสนูปกิเลส และเมื่อกลับมาหลวงปู่เทสก์ได้ใช้อุบายแก้ไขให้ในที่สุด

แม้แต่ในครั้งพุทธกาลก็มีบันทึกไว้ว่า มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งได้เรียนกรรมฐานจากพระบรมศาสดาแล้วก็แยกย้ายเข้าสู่ที่สัปปายะ บ้างก็เข้าป่า ใช้เป็นที่เพ่งเพียรปฏิบัติ ในที่สุดก็บรรลุฌานเน้นความสงบ ท้ายสุดสำคัญผิดคิดว่าตนได้บรรลุธรรมขั้นอรหัตผล จึงชวนกันกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า และบอกเรื่องราวต่อพระอานนท์เถระ

เมื่อพระอานนท์เข้ากราบทูลพระบรมศาสดา พระองค์ยังไม่ทรงอนุญาต แต่รับสั่งให้พระอานนท์มุ่งหน้าไปบอกให้พระภิกษุเหล่านั้นไปพิจารณาซากศพในป่าช้าเสียก่อน ซึ่งขณะนั้นในป่าช้ามีคนเพิ่งตายใหม่ ๆ และยังไม่ได้เผา เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นไปพิจารณาศพ บ้างเห็นศพขึ้นอืดเขียวคล้ำก็เกิดความขยะแขยงเกิดความรังเกียจ บางรายเห็นศพสตรีหญิงสาวที่เพิ่งตายใหม่ ๆ และเห็นอวัยวะทุกส่วนยังสดอยู่ก็เกิดราคะขึ้น ประการนั้นทำให้พระภิกษุเหล่านั้นพลันเข้าใจว่าพวกตนยังไม่บรรลุธรรมตามที่เข้าใจ

ท้ายสุดเกิดความสลดสังเวชในความสำคัญผิด ท้ายสุดกลับมาเฝ้าองค์พระบรมศาสดา และเมื่อได้สดับธรรมจากพระตถาคตเจ้าอีกครั้ง จึงได้สำเร็จธรรมเป็นพระอรหันต์ในกาลต่อมา

ที่เล่ามาทั้งหมดคือตัวอย่าง คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดว่า การปฏิบัติสมาธิหรือพระกรรมฐานนั้น ผู้ฝึกควรมีครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน และครูบาอาจารย์นั้นต้องเป็นผู้ที่เข้าใจในการปฏิบัติอันเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสติ สามารถแนะนำและแก้ไขปัญหาให้ผู้ฝึกได้พอควร

การแนะนำแก้ไขนั้นก็เพราะการปฏิบัติสมาธิย่อมเกิดมีภาพนิมิตเกิดขึ้น เป็นการเห็น...เป็นความคิดปรุงแต่ง ตลอดจนอารมณ์ต่าง ๆ นั้นมีความหมายอะไร และควรวางหรือพิจารณาเยี่ยงไร

มิเช่นนั้นผู้ปฏิบัติจะเกิดความเห็นผิด ท้ายสุดจะกลายเป็นความวิปริตผิดเพี้ยนไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์!

เคยเขียนบอกไปแล้วหลายครั้ง หลายท่านที่ปฏิบัติแล้วเห็นโน่นเห็นนี่ รู้โน่นรู้นี่ มาปรึกษากับผู้เขียน ก็เลยให้สติว่า...

เชื่อว่าเห็นจริง...แต่ที่เห็นนั่นแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นความจริงอย่างที่เห็น?

“เห็นแล้วได้อะไร...ไม่เห็นแล้วได้อะไร?” คำถามเช่นนี้เพียงเพื่อเตือนสติว่า การปฏิบัติธรรมกรรมฐานนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการเห็นอะไรในนิมิต แต่เป็นไปเพื่อความสงบสันติสุขในจิตใจก่อนยกระดับจิตเข้าสู่การพิจารณา ‘ธรรม’ คือความจริงจังอันเป็นสัจจะ เมื่อเข้าใจสัจจะความจริงนั้นแล้วจิตจะปล่อยวาง อัตตาตัวตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ปราศจากทุกข์

อันนี้คือแก่นแท้ในพุทธศาสนา!

ถึงตรงนี้จึงอยากฝากถึงนักปฏิบัตินักภาวนาทั้งหลายว่า เมื่อการภาวนามาแล้วเกิดภาพนิมิต ไม่ว่าจะเป็นรูปเป็นเสียง หรือกลิ่น ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า...

อย่ายึด...หรืออย่ายินดียินร้ายในสิ่งที่รู้และเห็นหรืออย่าน้อมจิตน้อมใจเชื่อในนิมิตที่เห็นในทันที

ทางที่ดีที่สุดก็คือ...อย่าดูสิ่งที่เห็นเหล่านั้น แต่ให้ดู ผู้เห็น...ใครเห็น...?

นั่นคือหนทางสำคัญที่เรียกว่า จิตส่งออก เป็นสมุทัย คือเหตุแห่งทุกข์ จิตส่งใน คือปัญญา จิตส่งในคือการเฝ้าระวังจิตของตนด้วยสติหรือการระลึกรู้นั่นเอง!

เมื่อจิตระลึกรู้ด้วยสติ...ประคองสติอยู่เป็นนิตย์ สติจะแกร่งกล้าขึ้นไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดจะพัฒนาเป็น ‘มหาสติ’ มหาสติเป็นการป้องกัน กิเลส ตัณหา และอวิชชาเข้าแปดเปื้อนจิต เหมือนดังน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบอนโดยมิอาจซึมผ่านเข้าไปตลอดกาล

...นั่นคือหัวใจแห่งการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ในบวรพุทธศาสนา!

ดังคำกล่าวที่เคยย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า สติคือธงชัยแห่งพระนิพพาน สติเป็นบาทต้น ๆ และบาทสุดท้ายแห่ง...มรรคผลและนิพพานอย่างแท้จริง!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com