
มหาสติปัฏฐานสูตร
ในปัจจุบันแม้จะเป็นยุคของเทคโนโลยี หากก็มีผู้สนใจในการปฏิบัติธรรมสมาธิมากขึ้น หลายท่านปฏิบัติไปตามจริตและวาสนาของตนจากการได้พบครูบาอาจารย์หลายสายหลายสำนักซึ่งมีวิธีการปฏิบัติผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง
จนเกิดความสงสัย?
ว่าการปฏิบัติของแต่ละสำนัก อันไหนดีกว่า...หรือที่ใดจะถูกต้องกว่ากัน?
จำได้ว่าผู้เขียนเคยวิสัชนาเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ทว่านานนับสิบปีซึ่งบางท่านอาจไม่ได้อ่านบทความในครั้งนั้น ก็เลยขอตอบอีกครั้งเพื่อเป็นวิทยาทาน
การปฏิบัติธรรมสมาธิในพุทธศาสนานั้น พระบรมศาสดาได้บัญญัติวิธีเอาไว้หลายแบบ เรียกว่า พระกรรมฐาน 40 กอง โดยแบ่งเป็นหมวด กสิณ...อนุสติ อสุภะ พรหมวิหาร อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัตถาน อรูปกรรมฐาน เป็นต้น
ด้วยการปฏิบัติสามารถแยกย่อยออกไปมากมายหลายอย่าง ครูบาอาจารย์ท่านก็เรียนรู้ตามนั้น เมื่อ ‘รู้’ ก็นำมาสั่งสอนตามจริตนิสัย และปัญญาที่ผิดแผกกันไป ส่วนผู้เรียนรู้ตามได้มากน้อยหรือช้าเร็วก็อยู่ที่วาสนาบารมีของตนเช่นกัน ตรงนี้จึงตอบได้ยากว่าครูบาอาจารย์ หรือสำนักใดดีกว่ากัน
เพราะวิชาและวิชชาเหล่านี้ล้วนเป็นพระบรมศาสดาทรงค้นพบและตรัสสั่งสอนเอาไว้ดีแล้ว เหลือก็แต่ผู้นำมาปฏิบัติเท่านั้นว่า ดำรงตนอยู่ในอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ได้มากน้อยเพียงใด!
ในปัจจุบันการเจริญสติปัฏฐานเป็นการปฏิบัติที่แพร่หลาย โดยเฉพาะสายยุบหนอ พองหนอ ของวัดมหาธาตุ (ท่าพระจันทร์) ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักปฏิบัติจากอดีตถึงปัจจุบัน เท่าที่รู้ก็คือ ให้ตั้งสติ ดูอากัปกิริยาทางกายในอิริยาบถต่าง ๆ ไม่ว่า ยืน นั่ง หรือนอน พร้อมระลึกรู้ด้วยประโยคในใจ...ย่างหนอ...หยุดหนอ เสียงหนอ...ฯลฯ หรือรู้สติแม้กระทั่งอารมณ์ของตน เช่น โกรธหนอ... กลัวหนอ ฯลฯ
เคยมีผู้รู้บางท่านกล่าวไว้ว่าตำรานี้ครูบาอาจารย์ได้มาจากพม่า บางท่านที่ไม่นิยมชมชอบก็พูดในทางลบ (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิบัติตามสายนี้ หรือปฏิบัติตามรูปแบบอื่น) จึงทำให้เกิดคำถามต่อภูเตศวร...
...จริงหรือไม่...ที่ตำรานี้ไม่ใช่ของไทย?
การปฏิบัติ ‘แบบหนอ’ ได้ผลจริงหรือเปล่า?
ต้องขอวิสัชนาอย่างนี้ครับ...เรื่องตำรานี้มาจากพม่าหรือไม่ ต้องบอกว่า ‘ไม่ทราบ’ แต่เท่าที่เห็นเกี่ยวกับการเจริญ ‘สติปัฏฐาน’ ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์หมวดมหาสติปัฏฐานสูตรดังนี้ครับ
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิคม ชื่อ กัมมาสธัมมะ แคว้นกุรุ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า หนทางเป็นที่ไปอันเอกเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ เพื่อก้าวล่วงความโศก ความคร่ำครวญ เพื่อให้ความทุกข์กายทุกข์ใจตั้งอยู่ไม่ได้ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน คือ การตั้งสติ 4 อย่างได้แก่
1. ตั้งสติกำหนดพิจารณากายในกาย
2. ตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนาในเวทนา
3. ตั้งสติกำหนดพิจารณาจิตในจิต
4. ตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรมในธรรม
การพิจารณากายแบ่งออกเป็น 6 ส่วน
1. พิจารณากำหนดลมหายใจเข้าออก (อานาปานัสสติ)
2. พิจารณาอิริยาบถของกาย เช่น ยืน นั่ง นอน เดิน (ตรงนี้ตรงกับสายยุบหนอพองหนอร้อยเปอร์เซ็นต์)
3. พิจารณารู้ตัวในการเคลื่อนไหว เช่น ก้าวไป ก้าวมา คู้แขน เหยียดแขน กิน ดื่ม ฯลฯ (ตรงนี้ก็ตรงอีก)
4. พิจารณาความน่าเกลียดของร่างกาย ซึ่งแบ่งแยกออกเป็นส่วนย่อยเช่น ผม ขน หนัง เป็นต้น
5. พิจารณาร่างกายโดยความเป็นธาตุ
6. พิจารณาร่างกายที่เป็นศพ มีลักษณะต่าง ๆ 9 อย่าง เช่น ศพขึ้นอึด ศพขึ้นพองเขียว ศพเน่าเฟะ ศพขาดเป็นท่อน เป็นต้น
การพิจารณาเวทนา (ความรู้สึกอารมณ์) 9 อย่าง
1. สุข
2. ทุกข์
3. ไม่สุขไม่ทุกข์
4. สุขที่ประกอบด้วยอามิส (มีรูป รส กลิ่น เสียงเป็นเหยื่อล่อ)
5. สุขไม่ประกอบด้วยอามิส
6. ทุกข์ประกอบด้วยอามิส
7. ทุกข์ไม่ประกอบด้วยอามิส
8. ไม่ทุกข์ไม่สุขประกอบด้วยอามิส
9. ไม่ทุกข์ไม่สุขไม่ประกอบด้วยอามิส
การพิจารณาจิต 16 อย่าง
1. จิตมีราคะ
2. จิตปราศจากราคะ
3. จิตมีโทสะ
4. จิตปราศจากโทสะ
5. จิตมีโมหะ
6. จิตปราศจากโมหะ
7. จิตหดหู่
8. จิตฟุ้งซ่าน
9. จิตใหญ่ (จิตในฌาน)
10. จิตไม่ใหญ่ (จิตไม่ถึงฌาน)
11. จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า
12. จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า
13. จิตตั้งมั่น
14. จิตไม่ตั้งมั่น
15. จิตหลุดพ้น
16. จิตไม่หลุดพ้น
การพิจารณาธรรม แบ่งเป็น 5 ส่วน
1. พิจารณาธรรมที่กั้นจิตมิให้บรรลุสมาธิที่เรียกว่า นิวรณ์ห้า
2. พิจารณาขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
3. พิจารณาอายตนะภายในหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
4. พิจารณาธรรมที่เป็นองค์แห่งความรู้เจ็ด ที่เรียกว่า โพชฌงค์
5. พิจารณาอริยสัจสี่
การพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ทั้ง 4 ข้อนี้นอกจากรายการข้างต้นแล้ว ยังมีการพิจารณาที่ตรงกันอีก 6 ประการ คือ
1. ที่อยู่ภายใน
2. ที่อยู่ภายนอก
3. ที่อยู่ทั้งภายในและภายนอก
4. ที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
5. ที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
6. ที่มีความเกิดและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
อานิสงส์แห่งสติปัฏฐาน
ครั้นแล้วพระบรมศาสดาทรงสรุปผลของการปฏิบัติในการตั้งสติ 4 อย่างนี้ว่า จะเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง คือบรรลุอรหัตผลในปัจจุบัน ถ้ายังมีเชื้อเหลือก็จะได้บรรลุความเป็นพระอนาคามี (ผู้ไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีก) ภายใน 7 ปี หรือลดลงโดยลำดับภายใน 7 วัน (หนังสือพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน)
ครับ ทั้งหมดคือคำตอบสำหรับผู้ที่ข้องใจ ‘แนวทางการปฏิบัติ’ แบบเจริญสติปัฏฐาน และขอเรียนย้ำอีกครั้งว่าการเป็นชาวพุทธเป็นนักปฏิบัติธรรมอย่าแยกเขาแยกเรา หรือแยกสายโน้นสายนี้เลยครับ เพราะเท่าที่ดูที่เห็นมาแนวทางปฏิบัติส่วนใหญ่ของแต่ละสำนักล้วนมาจากพระพุทธเจ้าองค์เดียว แต่ความชอบไม่ชอบ ได้ผลช้าเร็วขึ้นอยู่กับจริตนิสัย กับความเพียรพยายามของตนเองมากกว่าประการอื่น
เพราะต่อให้พบอาจารย์ดี...แต่มีความเกียจคร้านไม่ยอมฝึกฝน ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง...ความสำเร็จย่อมยากมาถึง
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com