
อะภิณหะปัจจะเวกขะณะ
ระยะหลายวันที่ผ่านมา เฉพาะเดือนกรกฎาคมเดือนเดียว ผู้เขียนกับคุณทมยันตีต้องวิ่งรอกไปมาต่างจังหวัดหลายรอบ ทั้งงานกุศลเรื่องกำแพงรั้ววัดป่าชนะสงคราม ประชุมวางแผนงานเททองหล่อพระประธาน วัดป่าคำโพนสูง จังหวัดร้อยเอ็ด ลงท้ายงานศพอีกสองสามงาน ทั้งพระทั้งโยม
งานศพชาวบ้านแม้เห็นชัดต่อความพลัดพราก เห็นชัดในมรณสติ หากยังน้อยกว่างานศพของพระภิกษุในสายวิปัสสนากรรมฐาน เพราะส่วนใหญ่พระที่มากด้วยพรรษาสายพระป่าเวลามรณภาพลูกศิษย์ลูกหาจะทำเมรุชั่วคราวก่อกองฟืนเผากันกลางแจ้ง
...ทำให้ผู้มาร่วมงานได้พิจารณาความจริงอันเป็นสัจจะแห่งโลกอย่างชัดเจนได้ถึงสองประการ
หนึ่ง คือมรณสติ และอีกหนึ่ง คือการปลงอสุภะกรรมฐาน เพราะเราจะเห็นสรีระที่กำลังถูกไฟเผาอยู่ต่อหน้าต่อตาอย่างสลดสังเวชในจิตใจ
ทั้งหมดทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวง คือมรดกธรรมที่ครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานทิ้งเอาไว้ให้ลูกศิษย์ลูกหาได้น้อมนำไปพิจารณาเพื่อความพ้นทุกข์เป็นครั้งสุดท้าย
พระบรมศาสดาเคยตรัสถามพระอานนท์พุทธอนุชาว่า “อานนท์เธอพิจารณาถึงความตายมากเพียงไร?”
“วันละเจ็ดหนพระพุทธเจ้าข้า”
“เธอยังเป็นผู้ประมาท...อานนท์” พระตถาคตตรัส “แม้พิจารณาวันหนึ่งร้อยครั้งพันครั้งก็ยังถือว่าเป็นผู้ประมาทเช่นกันอานนท์”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าพระองค์ควรพิจารณาให้มากเยี่ยงไรพระพุทธเจ้าข้า?” พระอานนท์ทูลถาม ซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสตอบว่า
“...เธอพึงพิจารณาถึงความตายในทุกลมหายใจเข้าออก จึงได้ชื่อว่าเป็นบุคคลไม่ประมาท!”
ครูบาอาจารย์ของผู้เขียนได้กล่าวไว้ การพิจารณาถึงความตายเป็นอารมณ์ มีอานิสงส์หลายประการ สามารถทำให้คนตระหนี่คลายความตระหนี่ในบุญทานบารมี สามารถละความโลภโกรธแค้นพยาบาท และเป็นผู้ไม่ประมาทในความพากเพียรปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
ด้วยเหตุนี้ ถ้าใครเคยไปปฏิบัติธรรมในวัดป่ากรรมฐาน หรือเคยร่วมสวดมนต์ทำวัตร เราจะเห็นว่าพระภิกษุในวัดจะพาเราสวดบทอะภิณหะปัจจะเวกขะณะเสมอ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจในสัจจะความจริงของชีวิตมนุษย์ทุกรูปทุกนาม เพื่อความเป็นไปด้วยความไม่ประมาท จึงขอคัดลอกมาแสดงในวันนี้ เพื่อท่านทั้งหลายจะเอาไปสวดเป็นเครื่องเตือนใจบ้าง
ชะรา ธัมโมมหิ ชะรัง อะนะติโต (ตา) เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
พยาธิ ธัมโมมหิ พยาธิง อะนะติโต (ตา) เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้
มะระณะ ธัมโมมหิ มะระณัง อะนะติโต (ตา) เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้
สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนา เปหิ นานาภาโว วินาภาโว เราจะละเว้นเป็นต่าง ๆ คือว่าจะต้องได้พลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งสิ้นไป
กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระโณ เรามีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ยังกัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วา ปาปะกังวา ตัสสะทายาโท ภะวิสสามิ เราจะทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เราจะเป็นทายาท คือว่าจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป
เอวัง อัมเหหิ อภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง เราทั้งหลาย ควรพิจารณาอย่างนี้ทุกวัน ๆ เถิด...
อะภิณหะปัจจะเวกขะณะ สวดง่ายเข้าใจง่าย แต่คุณประโยชน์มากมายของผู้เป็นนักปฏิบัติธรรม เพราะเป็นสัจจะนำพาเข้าสู่ปัญญาความเข้าใจในการละวางหรือละลายอุปาทานอันเป็นตัวกูของกูโดยตรง ด้วยเป็นเครื่องย้ำเตือนใจ จะยิ่งใหญ่ร่ำรวยสวยกร่างสักเพียงไหน...วันหนึ่งความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะพรากพรายจากตนเสียสิ้น
วันนี้ขอตบท้ายด้วยเรื่องราวและภาพความจริงอันเป็นสัจจะในงานประชุมเพลิงหลวงปู่บุญเรือง ธัมมปัญโญ ที่ผู้เขียนกับคุณทมยันตีและลูกศิษย์เป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 4-5 กรกฏาคมที่ผ่านมา
หลวงปู่บุญเรือง ธัมมปัญโญ เป็นพระเถระในสังกัดวัดป่าหนองแซง และเป็นลูกศิษย์สายตรงของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ความที่ผู้เขียนเข้าออกวัดป่าหนองแซงอยู่เนือง ๆ ทำให้รู้จักมักคุ้นกับท่านพอควร ดังนั้นเมื่อปี พ.ศ.2542 ซึ่งอยู่ในช่วงกำลังดำเนินการสร้างวัดป่าชนะสงคราม ที่อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย โดยมีผู้เขียนกับทมยันตีเป็นหัวเรือใหญ่ พระเดชพระคุณหลวงปู่เสน จึงส่งหลวงปู่บุญเรืองขึ้นไปรักษาการที่นั่น
หลายปีที่สร้างวัด ซึ่งวัดกลายเป็นที่พำนักพักพิงมากกว่าบ้าน ทำให้ภูเตศวรกับหลวงปู่บุญเรืองสนิทสนมคุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้น ทำให้เห็นชัดถึงปฏิปทาของหลวงปู่ชัดเจน จนต้องยกท่านใส่เกล้าเป็นครูบาอาจารย์ใกล้ชิดอีกรูปหนึ่งอย่างเต็มหัวจิตหัวใจ
หลายปีที่วัดป่าชนะสงครามอย่างอื่นอาจยากคาดเดา แต่เรื่องประการหนึ่งที่ผู้เขียนกล้ายืนยันเต็มปาก...ประการนั้นคือ
ท่านไม่เคยขาดกิจวัตรสวดมนต์เช้า...เย็น...!
ต่อให้ไม่มีพระรูปใดในวัด หรือไม่มีพระลงศาลาสวดมนต์ หลวงปู่ก็จะสวดรูปเดียว เสียงดังฟังชัด แถมไพเราะจับใจ เพราะในอดีตท่านเคยเป็นพระเอกหมอลำแดนอีสานมาก่อน
เพราะงานสร้างวัดในป่าในเขา...มีหลวงปู่อาศัยอยู่เป็นเพื่อนให้อุ่นใจ คราใดว้าวุ่นกังวล ผ้าเหลืองอันเป็นธงชัยแห่งพุทธศาสนาที่ห่อหุ้มร่างกายของหลวงปู่กับธรรมะที่ออกจากปากท่าน ทำให้เรามีกำลังใจต่อสู้ นั่นคือพระคุณอันล้นเหลือของพระสังโฆ...สาวกแห่งพระบรมศาสดา ที่ภูเตศวรมิเคยลืมเลือน
หลังสร้างวัดเสร็จ...เราถวายเสนาสนะ หลวงปู่ก็มากวัยพอควร ท่านจึงโยกย้ายกลับไปจำพรรษาที่จังหวัดร้อยเอ็ด ด้วยญาติโยมและลูกหลานใกล้ชิดของท่านอยู่ที่นั่น...และเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้โปรดลูกหลานก่อนละสังขารด้วยอาการสงบในกุฏิหลังน้อย ๆ ของวัดซึ่งห่างจากบ้านที่ละทิ้งไว้ออกบวชเพียงไม่ถึงสิบเมตร
แม้มรณกาลมาเยือน... หลวงปู่ก็ยังมีเมตตา...ไม่ยอมแม้ให้โยมใกล้ชิดและลูกหลานเหนื่อยยากกับการเดินทางไกลไปร่วมงานศพของท่าน
เรามารู้ทีหลัง ท่านสั่งกับพระอาจารย์ประดิษฐ์ โชติโก เพียงประโยคสั้น ๆ ...เหมือนรู้ล่วงหน้า
“ถ้าผมตาย หลวงตาโทร.บอกโยมภูเตศวรให้ผมด้วยนะ!”
เรา...หมายถึงภูเตศวรกับทมยันตี พร้อมลูกศิษย์ใกล้ชิดสองสามคนรู้ข่าวในเย็นวันที่ 3 กรกฏาคม เช้าวันที่ 4 เดินทางถึงวัดช่วงก่อนค่ำเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรม สาย ๆ ของวันที่ 5 ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของทมยันตี คืองานเผาศพของหลวงปู่...คุณหญิงท่านยังแอบรำพึงเบา ๆ
“วันเกิดฉันปีนี้ได้ทำบุญใหญ่ เผาศพพระ!”
ครับ...นอกจาก ‘หน้าที่’ ที่ลูกศิษย์พึงกระทำถวายครูบาอาจารย์เพื่อทดแทนพระคุณแล้ว...งานนี้ทุกคนที่เดินทางไปล้วนได้มรดกธรรมสุดท้ายที่หลวงปู่บุญเรืองทิ้งไว้ให้...
ความตายคือ ‘หน้าที่’ ของสัตว์โลกทุกรูปทุกนามต้องก้าวล่วง...โดยมิอาจหลีกเลี่ยง
เมื่อเป็นเช่นนั้น จงอย่ากลัวความตาย แต่ให้เตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อมทุกเมื่อด้วย ศีล...ทาน...ภาวนา เพื่อก้าวผ่านมรณกาลอย่างสง่างามอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านทำ
สวัสดีครับ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com