การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

พระโสดาบัน by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#388]

พระโสดาบัน

 

       ในคัมภีร์สังยุตถนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ 19 หน้า 448 ได้แสดงพุทธดำรัสแห่งความเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบันไว้ด้วยคุณสมบัติ 5 ประการ ดังนี้

1.เป็นผู้ศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า

2.เป็นผู้ศรัทธามั่นคงในพระธรรม

3.เป็นผู้ศรัทธามั่นคงในพระสงฆ์ (พระสงฆ์ในที่นี้หมายถึงพระอริยสงฆ์ มิใช่สงฆ์หรือภิกษุระดับปุถุชน)

4.เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์

5.เป็นผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท

จากข้อ 1 ถึงข้อ 3 เป็นเรื่องของพระรัตนตรัย หรือไตรสรณคมน์ ที่เราเรียกว่า การเข้าถึงไตรสรณคมน์ การเข้าถึงมิได้เพียงแค่การท่องบ่นคำว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ อยู่เสมอเท่านั้น หากเป็นการเข้าถึงคุณแห่งพระรัตนตรัยด้วยปัญญาอันเป็นปัญญาภายในอย่างแท้จริง การเข้าถึงปัญญาภายในได้ต้องอาศัย ภาวนา-สมาธิ และผลแห่งสมาธิจะทำให้หยั่งรากลงสู่ปัญญาอันบริสุทธิ์ ซึ่งปัญญาดังกล่าวจะทำให้หมดสิ้นความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยด้วยเหตุผลที่กระจ่างแจ้งในจิตใจของตนด้วยตน นี่คือ...การละข้อลังเลสงสัยอันเป็นคุณสมบัติแห่งพระอริยบุคคลในหัวข้อวิจิกิจฉา

ข้อ 4 เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ คำว่าบริสุทธิ์คือความไม่แปดเปื้อน คำว่าศีลคือ ความปกติ รวมแล้วเท่ากับ ‘มีความปกติไม่แปดเปื้อน’ พระอริยบุคคลผู้ที่ตื่นแล้วมีสติพร้อมไม่พร่องศีลตลอดเวลาเช่นปุถุชน ซึ่งตรงกับการละ ‘สีลัพพตปรามาส’ ได้ สีลัพพตปรามาส แปลว่า การลูบคลำ คุณสมบัติของพระโสดาบัน คือท่านเหล่านั้นมีศีลบริสุทธิ์ ไม่ผิดศีล เหมือนการลูบ ๆ คลำ ๆ อยู่อย่างนั้นนั่นเอง

ข้อ 5 เป็นผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท พูดถึงเรื่องนี้ ขอให้ท่านย้อนนึกถึงหลักปฏิจจสมุปบาท ในหัวข้อสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณทำให้เกิดนามรูป คนที่เข้าในหลักปฏิจจสมุปบาท จะเข้าใจไม่ยากว่า ปุถุชนกับพระอริยบุคคลมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องชีวิตแตกต่างกันมากมายอย่างไร

พระโสดาบันท่านยอมรับว่าคนเราจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยพ่อแม่ อาศัยธรรมชาติ แต่กระนั้นทั้งหมดก็มิใช่ตัวการโดยตรงที่จะทำให้เกิดชีวิต ตัวการแท้จริงคือ ‘วิญญาณ’ พระโสดาบันย่อมรู้แจ้งว่า ชีวิตแท้จริงคือจิตใจในส่วนลึก หรือหมายถึงวิบาก ไม่ได้หมายถึงร่างกาย เมื่อพิจารณาแล้วจึงเห็นว่า แท้จริงกายคือธาตุหยาบมาประชุมกันเท่านั้น เป็นของว่างเปล่าเป็นอนัตตา ท่านจึงปล่อยวางเกี่ยวกับเรื่องร่างกายได้

เมื่อปล่อยวางร่างกาย อย่างอื่นก็ปล่อยวางได้ เพราะรู้จักปล่อยวางนี่เอง เมื่อร่างกายแก่...เจ็บหรือตาย ท่านจึงรู้สึกว่า ‘เรา’ ไม่ได้แก่เจ็บตายไปด้วย เพราะความจริงแม้ร่างกายจะสูญสลายตายไป แต่ ‘เรา’ ยังอยู่ ท่านรู้ดีว่าชีวิตเกิดจากความต้องการของเราเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเรายังต้องการมีชีวิตมีตัวตน ชีวิตจะมีอยู่ตลอดไปโดยไม่เกี่ยวกับร่างกาย (หมายถึงจิต-วิญญาณ)

ถึงตรงนี้อยากให้ท่านทั้งหลายพิจารณาพุทธพจน์นี้...

“ดูก่อนโมฆราช เธอจงมีสติมองดูโลกให้เห็นเป็นของว่างเปล่าอยู่เสมอทุกขณะจิต เมื่อถอนความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องตัวตนได้แล้ว ก็จะอยู่เหนือความตาย ข้ามพ้นจากความตายได้”

พุทธพจน์นี้ปุถุชนยากจะเข้าถึง หากพระโสดาบันย่อมเข้าถึง ท่านรู้สึกเสมอว่าท่านอันหมายถึงจิตวิญญาณไม่มีวันตาย และอยู่เหนือความตาย เพราะเข้าใจแจ่มแจ้งในหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งตรงกับข้อคุณธรรม การละสักกายทิฐิได้นั่นเอง

ถึงตรงนี้ขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดครับ การละสักกายทิฐิ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าละความยึดมั่นในตัวตนของตนได้ทั้งหมด สิ่งที่พระโสดาบันละได้จริง ๆ ละได้เด็ดขาดคือ ‘ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องตัวตน’ คือท่านเห็นแจ้งแทงตลอดว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตา ตัวตนแท้จริงของเราไม่มี มีแต่ตัวตนอันเป็นวิบาก ซึ่งตัวตนอันนี้แม้จะยั่งยืนสืบต่อไม่สิ้นสุด ทว่าความจริงตัวตนอันเป็นวิบากนี้ก็ดับได้ สูญสิ้นได้ เปลี่ยนแปลงได้ เป็น ‘สังขตธรรม’ คือเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยปรุงแต่ง มิได้เกิดเพราะตัวของมันเอง และรู้แจ้งด้วยว่า เพราะอาศัยความรู้แจ้งเช่นนี้แหละจึงจะได้พบกับความสงบอันประณีต เป็นความสงบในขั้นโลกุตระ เมื่อเข้าถึงความสงบอันนี้แล้ว ที่สุดก็ จะรู้แจ้งด้วยตัวของตัวเองว่ากิเลสทั้งหลายสูญสิ้นได้ ความทุกข์ทั้งหลายก็สูญสิ้นได้

เมื่อภายในจิตใจ ‘เห็นแจ้งจริง’ เหตุการณ์ภายนอกก็ไม่สามารถสร้างทุกข์ได้อีก เมื่อพระอริยบุคคลทั้งหลายเข้าสู่ความสงบอันประณีตนี้แล้ว ทุกองค์ย่อมบอกตัวเองได้ดังพุทธพจน์ที่ว่า...

“ณ ที่นี้เอง เป็นที่สร่างเมา เป็นที่กำจัดความกระหาย เป็นที่ถอดถอนความอาลัย เป็นที่ตัดวัฏฏะ เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่หน่ายราคะ เป็นที่ดับสนิท นี่แหละคือ พระนิพพาน!”

อีกนิดครับ บางคนอาจเข้าใจว่า ตัวเองก็เข้าใจเรื่องตัวตนถูกต้องว่าไม่มี คล้ายกับว่าละสักกายทิฐิได้ (หลายคนเป็นเช่นนี้) ความจริงคือผู้ที่อ้างว่าตนเข้าใจเรื่องอนัตตาแจ่มแจ้ง (รู้ด้วยสัญญา รู้ภายนอก) ถ้าหากใจยังไม่พบกับความสงบอันประณีต (สมาธิชั้นสูง) ก็แปลว่ายังละสักกายทิฐิไม่ได้

ควรจำให้ดีว่า ความสงบอันประณีตนั้นเป็นความสงบที่อยู่ตัวคงที่ ไม่มีคำว่าเสื่อม ไม่ว่าอยู่ในสถานะใด ๆ ความสงบอันนี้จะมีอยู่เสมอ เป็นความสงบขั้นโลกุตระ

ความสงบอันประณีตนี้ จะมีความรู้แจ้งเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ มากมายในปัญญาญาณขึ้นมาเอง เป็นความรู้จากปัญญาภายใจ ดังพุทธดำรัสที่ว่า

“พระเสขะจักรู้แผ่นดินนี้ พระเสขะจักรู้แจ้งถึงยมโลก ทั้งเทวโลก พระเสขะจักรู้แจ้งถึงบทแห่งธรรมที่พระตถาคตแสดงไว้ดีแล้ว”

ในส่วนของวิจิกิจฉาที่แปลว่า ความสงสัย ความลังเล ความไม่แน่ใจนั้น ในพระคัมภีร์กล่าวไว้ชัดเจน 8 ข้อ

1. สงสัยในพระพุทธคุณ

2. สงสัยในพระธรรมคุณ

3. สงสัยในพระสังฆคุณ

4. สงสัยในคุณค่าของศีลสมาธิปัญญา

5. สงสัยในอดีต

6. สงสัยในอนาคต

7. สงสัยในปัจจุบัน

8. สงสัยในปฏิจจสมุปบาท

ในหมวดพระรัตนตรัยได้อธิบายมาข้างต้นแล้ว จึงขออธิบายในข้อ 4-7 เกี่ยวกับอดีต อนาคต และปัจจุบัน เพราะพระอริยบุคคลไม่สงสัยในอดีตชาติ เพราะรู้แจ้งถึงความเคยเกิดเคยตายผ่านภพชาติมามากมาย คนเราต้องตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายต่อไปถ้าตราบใดยังมีกิเลส เราในปัจจุบันเป็นผลจากอดีต และปัจจุบันจะเป็นเหตุอนาคตอย่างมิต้องสงสัย

วันนี้ขอจากลาด้วยบทสรุป สั้น ๆ ง่าย ๆ อย่างนี้ครับ

...คุณธรรมแห่งพระอริยบุคคลขั้นโสดาบัน...มีสามประการ

1. ละวิจิกิจฉา คือความสงสัยในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

2. ละสีลัพพตปรามาส มีศีลบริสุทธิ์ มั่นในศีลและวัตร คือข้อบัญญัติหรือข้อห้ามของพุทธศาสนา ศีลและวัตรเพื่อความหลุดพ้นมีเพียงมรรคแปดที่พระบรมศาสดาบัญญัติเท่านั้น

3. ละสักกายทิฐิ แจ้งถึงเหตุผลปัจจัยในหลักปฏิจจสมุปบาท หมดข้อสงสัยในตัวตนของตน ตัวเขาตัวเรา รู้ชัดถึงความไม่มีตัวตนเหล่านั้น

ทั้งสามประการนั้น เป็นปัญญาคุณที่เกิดแต่ความสงบประณีตของจิต เป็นปัญญาภายในขั้นโลกุตรธรรม เข้าสู่กระแสพระนิพพานอันมีอรหัตผลภูมิเป็นแดนสุดท้ายคือพระนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com